06/05/2026
[รีดเลือดกับปู]
เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายสูงแต่หาเงินไม่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการ #ขึ้นภาษี ครับ
ทุกท่านที่เคยได้ยินเรื่อง อาจจะเคยไปลองหากินดูตามร้านค้าร้านอาหารต่างๆ อยากอุดหนุนคนไทยผู้ผลิตรายเล็กรายย่อยกันใช่มั้ยครับ แต่ก็คงพบว่าราคาของเบียร์เหล่านี้มันแพงกว่าเบียร์ตลาดมากกว่า 2-3 เท่าเลยทีเดียว
ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าส่วนหนึ่งเพราะว่าต้นทุนการผลิตของรายย่อยที่ไม่สามารถผลิตให้ได้ในปริมาณมากๆเหมือนกับรายใหญ่ (Economies of Scale) และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากภาษีที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องจ่าย โดยทั่วไปก็ตกอยู่ประมาณกระป๋องละ 30 บาทแล้วครับ ซึ่งก็จะแบ่งเป็นภาษีหลายอย่าง ทั้ง
- ภาษีสรรพสามิต
- ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อท้องถิ่น
- และภาษีสมทบกองทุนต่างๆ
ยังไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ Vat อีก 7% ซึ่งจะคิดจากราคาขายสุทธิ
ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องรวมต้นทุนทางภาษีที่พูดมาก่อนหน้านี้บวกเข้าไปก่อนทำการคิด Vat อยู่แล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นภาระให้ผู้ประกอบการ และทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าในกลุ่ม Craftbeer เมื่อเทียบกับสินค้าของเจ้าตลาด
ผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายจึงทยอยล้มหายตายจากไป
สำหรับโครงสร้างของภาษีสรรพสามิตสุราในไทยนั้น คิดจาก 2 ค่านี้คือ
1) ตามมูลค่า ปัจจุบันเบียร์เสียที่อัตรา 22% ของราคาขายปลีกแนะนำ
#ยิ่งขายแพงภาษีก็แพงตาม
2) ตามปริมาณ คิดตามปริมาณแอลกอฮอล์อัตรา 430 บาท ต่อลิตรของแอลกอฮอล์บริสุทธิ์
#ยิ่งดีกรีเยอะภาษีก็ยิ่งหนัก
Focus กันที่ราคาขายปลีกแนะนำนะครับ เพราะตรงจุดนี้จะเป็นฐานที่กรมสรรพสามิตเอามาคำนวณภาษี
แต่เดิมกรมจะเอาตามที่ผู้ผลิตผู้นำเข้าแจ้ง แต่จากระเบียบใหม่ที่เพิ่งออกมากลางเดือนมีนาคมนี้ ทำให้กรมจะอิงจากราคาขายปลีกหน้าร้านเป็นหลัก(ไม่รวม VAT)
ผมมองว่าตรงนี้เป็นอะไรที่ผิดฝาผิดตัวไปสักนิด คือคุณจะเก็บภาษีจากผู้ผลิต แต่ไปอิงราคาขายของร้านที่ส่งถึงผู้บริโภค แบบนี้ถ้าเกิดโรงงานส่งให้ร้าน 100 บาท แล้วร้านเอาไปบวกเพิ่มเพื่อเป็นกำไรเป็นค่าบริหารจัดการร้าน ขายผู้บริโภค 160 ก็เท่ากับว่าโรงงานต้องโดนภาษีจากราคาขาย 160 ซึ่งเยอะกว่าที่ควรจะเป็นไปมากๆ
ทุกวันนี้ภาษีที่โรงเบียร์รายย่อยจ่ายให้กับรัฐก็ตกอยู่ประมาณ 30 บาทต่อ 1 กระป๋องแล้ว
แต่จากระเบียบฉบับใหม่นี้ ภาษีที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องจ่ายอาจจะสูงถึง 50 บาทต่อกระป๋องเลยทีเดียว
ซึ่งตัวเลขนี้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ไม่ได้แน่ๆ จากเดิมที่ก็อยู่กันในภาวะ #อยู่ทน อยู่แล้ว
ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องมาคิดปรับปรุงระบบภาษีสุราใหม่
เพราะอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีอัตราภาษีพิเศษสำหรับผู้ผลิตรายย่อย (Craft Brewers)
ซึ่งเสียอยู่ที่ 3.5 ดอลลาร์ต่อบาเรล สำหรับ 60,000 บาร์เรลแรก ซึ่งถือว่าเป็นอัตราภาษีที่น้อยกว่าที่โรงใหญ่จ่ายอยู่ถึง 5 ท่าเลยทีเดียว และเขาก็ไม่ได้มีการเก็บภาษีตามมูลค่าด้วย เขาคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์อย่างเดียว ซึ่งแฟร์กับทุกฝ่ายมากกว่า
วิงวอนครับ ผมอุตส่าห์ผลักดันแก้กฎหมายมาจนผลิตกันได้แทบจะถ้วนหน้าแล้ว
แต่ถ้าธุรกิจรายย่อยจะต้องอยู่กันไม่ได้เพราะเหตุผลทางภาษีแบบนี้ ผมก็เศร้าใจนะครับ เหมือนที่ทำมาทั้งหมดมันสูญเปล่าเลยทีเดียว
#เท่ากับประชาชน
#ภาษีต้องเป็นธรรม
#พรรคประชาชน