Cuisine Hamter ชื่อเทพครับ ทำอาหาร ชอบชีสกับไวน์มาก ชอบหนูแฮมเต้อด้วย

ผมไปนั่งปัดยูทูปเล่นๆ ก็ไปเจอคลิปที่พูดถึงเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับชีสมาเขาบอกว่าเมื่อก่อนพวกชีส Brie กับ Camembert ที่เปลือ...
03/02/2025

ผมไปนั่งปัดยูทูปเล่นๆ ก็ไปเจอคลิปที่พูดถึงเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับชีสมา

เขาบอกว่าเมื่อก่อนพวกชีส Brie กับ Camembert ที่เปลือกมันจะเป็นสีฟ้าๆ ส้มๆ เพราะว่าเจ้าตัวราที่ชื่อ Penicillium Biforme จะไม่ค่อยมีขาวๆ แบบปัจจุบัน

แต่ที่ปัจจุบันมันขาวๆ เพราะไอ้ราที่ว่ามันแปลงร่างกลายเป็น Penicillium Camemberti ที่กลายเป็นราเผือก (สีขาว) เพราะรามันไม่ต้องทนแดดอีกต่อไปแล้วเพราะชีสพวกนี้เขาบ่มในถ้ำ คล้ายๆ เรื่องเมลานินในผิวมนุษย์เลย

แต่ปรากฎว่าตั้งแต่เกิดเจ้า P. Camemberti ขึ้นมา มันไม่ได้สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มันก็โคลนตัวเองมาเรื่อยๆ ผ่านชีสที่คนทำ แล้วแต่ละรุ่น มันดันโคลนตัวเองออกมาน้อยลงๆ เรื่อยๆ และถ้าเกิดเป็นแบบนี้ไปอีกสักพักหลายๆ รุ่น (ซึ่งเราน่าจะม่องไปแล้ว) ชีสที่ใช้รานี่อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการผลิตไปเลย เพราะเชื้อโตในขั้นตอนบ่มไม่ทัน และบลาๆๆ

แล้วเจ้าคลิปนั่นเขาก็บอกว่า พวกนักวิทย์ในวงการชีสและจุลชีววิทยาโดยเฉพาะในฝรั่งเศสเขาก็เริ่มหาราตัวใหม่กันแล้ว เขาไปเอาชีสจากทั่วโลกมาปาดและเพาะหาว่ามีชนิดไหนที่จะมาทดแทนเจ้า P. Camemberti นี่ได้ไหม ในคลิปมีโรงงานนึงที่นิวซีแลนด์ถึงกับไปเอาราในโรงนามา แล้วปรากฎว่ามันทำได้ ก็เลยใช้กันมันเลย (ราพวกนี้ชอบไปโผล่ในฟาง เช่นในโรงนา)

จนมันดันมีข้อเสนอนึงที่พูดถึง คือ แล้วถ้าเราไอ้ P. Biforme กลับมาใช้ล่ะ?

ขอใช้ความรู้ที่มีน้อยนิดอธิบายทั้งจากคลิปและที่สะสมมา คืออย่างที่บอกว่า P. Biforme มันกลายเป็น P. Camemberti เพราะเรื่องที่มันไปโตในถ้ำบ่มชีสจนไม่ต้องโดนแดด ถ้าเราเอามันมาแทนที่ P. Camemberti จริงๆ เนี่ย อย่างแรกที่เราจะเห็นชัดๆ คือ สีมันเปลี่ยนแน่ พวก Brie กับ Camembert มันจะกลายเป็นสีน้ำเงิน/เขียวตุ่นๆหรือไม่ก็สีน้ำตาลส้มๆ

อย่างที่สองก็คล้ายๆ ที่บอกในพารากราฟก่อนหน้า คือ ต้องเปลี่ยนวิธีการผลิต เพราะปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการบ่มระหว่างโปรตีนนมและรามันไม่เหมือนเดิมแน่ๆ มันจะทำให้เกิดค่าวิจัย (R&D) อีกมากมายจนกว่าแต่ละที่ที่ผลิตจะเจอสูตรที่เหมาะกับสภาพปัจจัยของตัวเอง ซึ่งมีเยอะมากกก เริ่มตั้งแต่พันธุ์วัว ประเภทนม คุณสมบัตินมอย่างโปรตีนและไขมัน ยันอุณหภูมิและราท้องถิ่นของสถานที่ผลิตในกรณีที่ทำกันแบบบ้านๆ

หมายความว่า ถ้าโลกเราไม่ร้อนจนไหม้หรือไม่มีสงครามนิวเคลียร์ไปสะก่อน ไม่แน่ลูกหลานเราที่เห่อของนอกแบบเราน่าจะต้องกินชีสสีฟ้าที่ราคาก้อนละ 1500🤓 (Camembert de Normandie ปัจจุบันก้อนละประมาณ 325)

ขอบพระคุณที่อ่านจนจบ ฝากไปตาม Chamber Hamter ครัวสตูของผมด้วยครับ ถ้าผมทำจนรุ่งผมอยากใส่ชีส Saint-Marcellin ลงไปในเมนูด้วย ซึ่งไอ้ชีสนี่ก็ใช้ P. Camemberti เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมขอชิงใช้มันในขณะที่มันยังเป็นสีขาวก่อน😆

วันนี้มาสั้นๆ เพราะเมื่อกี้พิมพ์ซะยาวแต่ดันไปปิดโครมก่อน แx่งไม่ลงให้ หายหมด😅คือข้าพเจ้าจะมาอวดความเนิร์ดเรื่องขนมปังนาน...
30/01/2025

วันนี้มาสั้นๆ เพราะเมื่อกี้พิมพ์ซะยาวแต่ดันไปปิดโครมก่อน แx่งไม่ลงให้ หายหมด😅

คือข้าพเจ้าจะมาอวดความเนิร์ดเรื่องขนมปังนาน 3 เดือนของตัวเองที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยาปี 2023

อธิบายสั้นๆ ว่า พอออกจากวิลัยกลับมาอยู่บ้านที่หนองแขม มันไม่มีร้านขนมปังฝรั่งแข็งๆ จะลงแดงเอา เลยต้องทำเอง แล้วเหมือนมุดโพรงกระต่าย (สำนวนฝรั่ง) ตอนแรกนึกว่าง่ายๆ ที่ไหนได้ แค่เลือกแป้งก็หัวระเบิดแล้ว

แต่ผมยังไม่เก่งเรื่องนี้พอ แถมลืมหมดเพราะมันผ่านมาเป็นปีแล้วด้วย เลยขออนุญาตยังไม่ลงความรู้อะไร ขอย้ายโน๊ตพวกนี้ใส่ Notion กับ Obsidian เรียงสวยๆ ก่อนแล้วผมอาจจะเอามาลงบ้างเป็นพักๆ แต่เชิญดูภาพที่ผมแนบไว้ให้ได้ จะพอรู้ว่าความเนิร์ดที่ว่า แม้จะแค่ 3 เดือน แต่มันโหดขนาดไหน555

ปล. ถ้าใครมีพิกัดร้านซาวโด บาแก็ต หรือขนมปังที่เปลือกมันแข็งๆ อันไหนก็ได้ แถวๆ ศาลายา หนองแขม บางแค ชี้ทางให้ผมหน่อยนะครับ กำลังจะลงแดงแล้ว☠️

วันนี้ผมมาบ่นเรื่อง Fresh Pancetta (แพนเซ็ตต้า) และ Fresh Guanciale (กวนชาเล่) และการทำมันเองที่บ้านคือไอ่สองชื่อที่ว่าม...
23/01/2025

วันนี้ผมมาบ่นเรื่อง Fresh Pancetta (แพนเซ็ตต้า) และ Fresh Guanciale (กวนชาเล่) และการทำมันเองที่บ้าน
คือไอ่สองชื่อที่ว่ามามันคือ "เนื้ัอบ่ม" ประเภทหนึ่งที่คล้ายๆ เบค่อน โดย Pancetta ทำจากหมูสามชั้น ส่วน Guanciale ทำจากแก้มหมู (ที่ตัดไปจนถึงคอ) มันทำเหมือนเบค่อนทุกอย่างเลย คือตากแห้ง บ่ม และอาจรมควันตอนท้าย (Optional) แต่ที่ต่างคือเพราะมันเป็นเนื้อบ่ม ขั้นตอนบ่มของมันเลยยาวได้ถึง 4-6 เดือน คือตากจนราขึ้น แต่หลักการเหมือนชีสคือราที่ว่ามันคือชนิดที่ปลอดภัยและกันไม่ให้ราบ้ารานรกชนิดอื่นมาโต และระหว่างนั้นความชื้นก็จะหายไปด้วย โดยนับด้วยน้ำหนัก ว่าเหลือเป็นกี่ % ของตอนเริ่ม การบ่มจนแห้งและมีราขึ้นที่ว่าเนี่ย มันทำให้เชื้อโรคตายและโตไม่ได้เพราะขาดความชื้น(น้ำ) แต่ว่ามันไม่ได้ทำได้ทุกที่
ซึ่งถ้าลองฟังแบบนี้ มันจะฟังดูยากมาก การซื้อจากร้านเนื้อที่ผลิตเองในไทยหรือนำเข้ามาน่าจะง่ายกว่า ถ้าไม่ติดว่ามันมีราคากิโลละ 1000+ น่ะนะ แต่นั่นคือเกรดที่กินแบบโคลคัทได้ แล้วถ้าเราแค่อยากกินคาโบนาร่าใส่กวนชาเล่กรุบๆ ล่ะ
คือ มันมีสิ่งที่เรียกว่า Fresh Guanciale และ Fresh Pancetta หรือถ้าเราอาจจะเรียกมันแบบเหยียดยามว่าเบคอนที่ดีขึ้นก็ได้ ซึ่งพวกนี้มันคือ (literally) "เนื้อบ่มที่ลดการบ่มเหลือแค่ประมาณ 2 สัปดาห์ และกินดิบไม่ได้" แต่การทำมันง่ายกว่ามาก ง่ายเท่าเบคอนเป๊ะๆเลย แค่ใช้เวลานานกว่า 1-2 สัปดาห์แล้วแต่สูตรและสภาพแวดล้อมที่ใช้ทำ ฟังชั่นของมันเหมือนเบค่อนเป๊ะๆ ขาดความเป็น Guanciale และ Pancetta แค่มันกินแบบโคลคัทไม่ได้เท่านั้นเอง และวันนี้เราจะมาพูดถึงมันกัน
ทำยังไง?
คือสิ่งที่เบคอน แพนเซ็ตต้า และกวนชาเล่มีร่วมกัน คือ มันคือเนื้อที่ตากแห้งในอุณหภูมิต่ำในช่วงต้น (ย้ำว่าในช่วงต้น) และนั่นคือประเด็น เพราะที่ที่นั้นมันคือตู้เย็นนี่เอง ซึ่งทั้งสามเขาจะใช้อุณหภูมิ 10 เซลเซียส แต่ตู้เย็นเป็น 2-4 เซลเซียส ซึ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะประเด็นหลักอยู่ที่เราต้องทำให้มันแห้งจนเชื้อโตไม่ได้ก่อนที่มันจะโตและทำเนื้อเน่า ซึ่งในอุณหภูมิตู้เย็นมันอยู่ในระยะที่เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
แต่ข้อจำกัดเดียวคือตู้เย็นทั่วไปมันแห้งมาก มันแห้งเกินไป แล้วถ้าคุณเอาเนื้อไปตากนานเกิน คือมากกว่า 2-3 สัปดาห์ ผิวข้างนอกมันจะแห้งจนกรอบก่อนที่ข้างในจะแห้งตามทัน ผลคือมันจะไม่น่ากิน และที่แน่ๆมันกินดิบเหมือนโคลคัทไม่ได้แน่ๆ เพราะข้างในมันยังไม่แห้ง ผลคือเชื้อมันยังโตและไม่ตาย บางคนอาจจะแก้โดยการเอาชามใส่น้ำไปวางด้านล่างเพื่อให้มันระเหยมาเพิ่มความชื้น ซึ่งผมก็แนะนำให้ทำ แต่ยังไม่ขนาดว่าจะให้มันเป็นโคลคัทจริงๆ หมายความว่า ตู้เย็นทั่วไป ไม่ควรเอาไว้ทำโคลคัท ถ้าไม่โปรพอ (เพราะเรื่องความชื้นในช่วงต้น และอุณหภูมิในช่วงหลัง)
และขั้นตอนการทำมันเหมือนเบค่อนเป๊ะๆ และมันง่ายมาก ผมจะสรุปดังนี้:

0. ให้คุณหาสูตรของ Guanciale หรือ Pancetta ตามเน็ต (หรือจะเป็นสูตร Bacon ก็ได้ คุณอาจจะเรียกผลที่ออกมาว่า Premium Bacon อะไรประมาณนั้น)

1. ตัดแต่งเนื้อ (สามชั้นสำหรับ Pancetta ให้เลือกสามชั้นที่มีมันสมดุลกับเนื้อ อย่ามากเกินหรือน้อยเกิน เพราะฉะนั้นให้ประมาณว่ามัน 55%:เนื้อ 45%; แก้มหมูสำหรับ Guanciale แก้มหมูมันจะเยอะมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นให้ประมาณว่ามัน 80%:เนื้อ 20%) รีบทำตอนยังเย็นอยู่ เพื่อให้เชื้อโตน้อยที่สุด เพราะเราจะบ่มมันนานกว่าเบค่อนธรรมดา

2. เช็ดเนื้อให้แห้งสนิท ถ้าเนื้อหายเย็นให้เอาไปใส่ช่องฟรีซสัก 15 นาที

3. ถูเครื่องเทศและเกลือให้คลุมทั้งเนื้อบางๆ กระจายให้เท่าๆ กัน (สูตรมีตามอินเตอร์เน็ต)
ปล. ถ้า 1.ตู้เย็นคุณไม่ค่อยเย็น 2.มีช่องว่างข้างในเนื้อที่ปิดสนิท เช่นรูเกี่ยวตะขอ หรือเป็นเนื้อที่ถูกม้วน หรือวางทับๆกันหลายอัน *คุณต้องใส่เนเตรท (Prague Powder)* ย้ำว่าต้องใส่ เพราะไนเตรทกันการเติบโตของเชื้อ Botulinum ในสภาพแวดล้อมที่กล่าวไป ถ้าคุณไม่ใส่มีโอกาสที่เชื้อนั้นจะโตสูงมาก และมันอันตรายสุดๆ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันต่อไป

4. ขั้นตอนหมัก: เอาใส่ภาชนะมีฝาปิดและสะอาด แนะนำเป็น airlock และเก็บในตู้เย็น 7 วัน พลิกเนื้อทุกชิ้นทุกวัน หรือกลับด้านมันทั้งภาชนะเลยก็ได้ และถ้าไม่ขี้เกียจก็คอยมาถูเครื่องเทศและเกลือบนเนื้อด้วย

5. ขั้นตอนตากแห้ง+บ่ม(พร้อมกันเลย): ล้างเกลือและเครื่องเทศออกจากเนื้อพอประมาณ เช็ดให้แห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ วางเนื้อบนตะแกรงแนวราบ ห้ามทับกัน *หรือ* แขวน (อย่าลืมเรื่องไนเตรท) ห้ามติดกันและอัดแน่น ให้เนื้อโดนอากาศให้มากที่สุด แล้วใส่ตู้เย็นที่สะอาดสุดๆ อย่าลืมวางถาดรองน้ำไว้ข้างล่างเพราะมันจะมีหยดอยู่ตลอด ถ้าคุณใช้ตะแกรง/วางแนวราบ ในช่วงต้นคุณอาจจะต้องกลับด้านทุกวันเพื่อให้เนื้อแห้งเท่ากัน

6. ในระหว่างการบ่ม เพราะเราทำแบบ Fresh เนื้อจะบ่มแค่ 2-3 สัปดาห์ ห้ามลืมว่ากินดิบไม่ได้ ให้กลับมาเช็คโดยการชั่งทุก 3-4 วัน จนน้ำหนักหายไป 30-40% (เหลือน้ำหนักแค่ 60-70%) ถ้าเนื้อที่ใช้มีมันเยอะแนะนำว่าให้รอจนหายไป 40-50% (เหลือน้ำหนักแค่ 50-60%) แต่ถ้ายังไม่ถึงให้ทิ้งไว้แล้วมาเช็คจนกว่าน้ำหนักจะถึง ซึ่งไม่ควรเกิน 4 สัปดาห์จากตอนที่เริ่มบ่ม (ขั้นตอนที่ 6) *และ* เนื้อไม่ควรกลายเป็นสีแดงเข้ม ถ้ามีแววจะเริ่มแดงเข้มภายใน 1 สัปดาห์ให้รีบเอาถาดหรือภาชนะปากกว้างๆ ใส่น้ำไปวางในตู้เย็น *ห้ามฉีดละอองน้ำ เพราะน้ำมันจะเยอะเกินและจะมีราไม่พึงประสงค์ขึ้นที่เนื้อ* และ *เนื้อไม่ควรมีราขึ้น* เพราะเราไม่ได้กำลังทำโคลคัท

7. การเก็บ: พอเนื้อได้น้ำหนักตามต้องการ ถือว่าบ่มเสร็จแล้ว (แต่ห้ามลืมว่ากินดิบไม่ได้ มันยังไม่ใช่โคลคัท) ให้เอาไปเก็บในตู้เย็นในภาชนะตามปกติเลย โดยเป็นภาชนะที่ปิดสนิท เพราะมันไม่ควรโดนอากาศจนแห้งไปมากกว่านี้แล้ว จะเก็บเป็นแผ่น/ชิ้นใหญ่ๆ (slab/morsel) เลยก็ได้ หรือจะสไลซ์/หั่นแล้วเก็บเรียงกันสวยๆ ก็ได้ แต่วิธีหลังแนะนำให้ทำกับเนื้อที่ใส่ไนเตรท จะปลอดภัยกว่ามาก เพราะพอมาหั่นออกมาและทับกัน มีโอกาสที่มันจะติดเชื้อได้
เสร็จแล้ว! ถ้าคุณสงสัยตรงไหนคุณถามเพิ่มได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ เพราะผมอาจจะเขียนไม่ครบ อยากตอบ เว้นแต่ขอสูตรที่มีปริมาณวัตถุดิบอาจจะต้องคุยกันนานหน่อย
ซึ่งถ้าคุณทำด้วยวิธีนี้ ทุกขั้นตอนเริ่มในตู้เย็นและจบในตู้เย็น เว้นแค่ถ้าคุณอยากรมควัน คุณก็จะได้ Fresh Guanciale และ Fresh Pancetta ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ถ้าคุณจะเรียกให้มันเท่หน่อยให้เรียกว่า Young Guanciale/Pancetta ก็ได้
*และ* อย่าลืมว่ามันกินดิบไม่ได้ มันไม่ใช่ Guanciale/Pancetta ที่แท้ทรู เวลาเอาไปให้ใครก็บอกเขาด้วย อย่าไปโม้ว่าบ่มสามเดือนหกเดือน ถ้าไม่อยากให้เพื่อนคุณลงไปนอนชักแหงกๆ💀 หรืออย่าไปบอกว่าซื้อมาจากอิตาลี เพราะบอกว่าทำเองยังไงมันก็หล่อเท่กว่าอยู่แล้วแม้มันจะยังไม่ใช่ของจริงก็เถอะ ผมเชื่ออย่างนั้นน่ะนะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบ ถ้ารู้สึกว่ามีประโยชน์ก็ช่วยกดไลก์กดติดตามเพจให้หน่อยนะครับ😆
แล้วก็ช่วงนี้ผมกำลังเตรียมตั้งร้านสตู(เนื้อตุ๋นฝรั่ง) ชื่อ Chamber Hamter ซึ่งก็ใช้ Pancetta และ Guanciale ที่ทำเองด้วยสูตรที่ว่านี่แหละ โดยไม่มีหน้าร้านและส่งจากเขตหนองแขม กรุงเทพ (ข้างๆ บางแค) ใครสนใจก็ลองไปตามกันได้ครับ จะอัพเดทบ่อยๆ ว่าร้านเป็นยังไงบ้าง
ขอบคุณครับ!

สวัสดีครับ โพสต์แรกของเพจ ขอประเดิมด้วยการหวีดกระทะ Carbon Steelการเรียนครัวที่ดุสิตธานีเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ทำให้ผมคิดว่า...
15/11/2024

สวัสดีครับ โพสต์แรกของเพจ ขอประเดิมด้วยการหวีดกระทะ Carbon Steel
การเรียนครัวที่ดุสิตธานีเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ทำให้ผมคิดว่ากระทะแสตนเลส 304 เกรดโรงแรมคือสุดยอดของอุปกรณ์ครัว ขึ้นสนิมไม่ได้ ขัดด้วยเหล็กได้ ไม่มีลอกออก โยนลงน้ำยาแล้วลืมครึ่งวันก็ไม่เป็นอะไร
จนกระทั่งความจริงของการเป็น Home Cook กระแทกใส่หน้า กระทะแสตนเลสที่ว่าซื้อกันจริงๆ อันละ 3 พัน+ ความหวังว่าจะมีกระทะมีหม้อโรงแรมเป็นชุดๆ ฝันหวานไปได้เลย เลยนำมาสู่คำถามที่ว่า "ครัวใหม่กูจะใช้กระทะอะไรวะ"
จนพบกับเจ้ากระทะในรูป De Buyer (เดอบุยเยร์: ชื่อยี่ห้อ) La Lyonnaise (ลาลียงแนส: ชื่อรุ่น) ขนาด 28 ซม. ระบุไว้ในหน้าร้านค้าว่าเป็นกระทะ Carbon Steel Made in France ครั้งแรกที่เปิดเจอในช็อปปี้ก็ถูกตกโดยชื่อภาษาฝรั่งเศสสุดเร้าใจ เรียนฝรั่งเศสมาสามปี นอกจากกล่องชีส Camembert de Normandie Fromagerie E. Graindorge เป็นสิ่งของในบ้านอันเดียวที่มีภาษาฝรั่งเศส ขอให้อันนี้เป็นอันที่สอง ใช้ทักษะลูกบ้านมีตังค์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระทะคาร์บอนสตีลคืออะไร เลยหาข้อมูลในเน็ตเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้ววิ่งไปเบิกเงินจากพ่อแม่ทันที 1400 บาท อีก 105 บาทจ่ายเอง (ด้วยความภาคภูมิใจ) รวมทั้งสิ้น 1505 บาท กดสั่งปุ๊บ วันรุ่งขึ้นก็มาส่งที่บ้านทันที (บริการดีตามราคา)
ด้วยความที่อ่านมาแล้วมันบอกว่าต้องเอาไปเผาก่อนแล้วค่อยใช้ เลยเทน้ำมันตราองุ่นลงไปครึ่งขวด (โม้) เอาทิชชู่ซับ แล้วเผาจนควันโขมง เป็นเวลา 30 วิ... ซึ่งไม่พอ แต่ไม่รู้ไม่ชี้ เพราะยังเห่อกระทะใหม่อยู่ เอ้า! ที่อ่านมามันทอดไข่แล้วไม่ติดนี่ แล้วใส่น้ำมัน เอียงๆ กระทะให้น้ำมันไหลเคลือบ เอามือไปอังแล้วพออุ่นๆ เหมือนที่เรียนมาเป๊ะๆ แล้วโยนไข่ลงไปใบนึง ทีนี้แหละชิบหายไข่แม่งติดกระทะเต็มที่ เอ้า! ในเน็ตบอกว่าถ้าเผามาดีแค่เอาซิลิโคนดันๆ มันก็ออก ก็เลยทำตาม ไม่ออก? ใช่ ไม่ออก วันแรกเลยจบที่เอาฝอยขัดหม้อขัดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด กระทะฝรั่งเศสลูกรัก พ่อขอโทษ
แล้วมันก็เป็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันซ้ำไปซ้ำมาเป็นเดือนๆ ติดมั่งไม่ติดมั่ง แต่ต้องขัดด้วยฝอยขัดหม้อทุกครั้ง แต่ในเน็ตเขาบอกว่าไม่ให้ขัดนี่? กูไม่สน ก็มันไม่ออกจะให้กูทำไง (ตอนท้ายมีเฉลย) จนสักพักก็เลิกเห่อ แต่ยังรักนะ แค่ไม่ค่อยกล้าใช้ (ไม่ใช่ท่อนแร๊ปเพลงรักเสี่ยวๆ)
จนสัปดาห์ก่อน เป็นวันหลังจากรู้จัก AI มา 5 เดือน คุยกับ Copilot จนเป็นเพื่อนคุยเล่น เขียนโค๊ดก็ถาม ChatGPT จนมันขึ้นว่าจำกัดพร้อมต์ ถ้ามันออกมาจากจอได้ มันคงวิ่งหนีกูไปแล้ว ช่วงนั้นว่างๆ ก็นึกมีไฟตุ๋นสตูขึ้นมา (อยากเป็นเจ้าพ่อสตู) เลยกลับมาปรับปรุงสูตร Chicken Chasseur ที่ได้มาจากวิทยาลัย ระหว่างปรับก็พลางถามความรู้จาก AI ไป ด้วยความที่อยากทำแจกญาติแจกเพื่อนฝูงไม่ก็เอาไปขาย เลยเปลี่ยนไก่เป็นหมู (ใช้เนื้อไหล่: ถูกและเหมาะสุด) และทำเยอะมาก -4 กิโล- Big time comes with big measure- โรงเรียนสอนให้ชุบแป้งแล้วเอาไป Sear (จี่)บนกระทะจนขึ้นสีน้ำตาลสวย ไม่ กูฉลาดกว่าโรงเรียน จะเอาไปจี่ให้เสียกระทะเสียน้ำมันสีแก๊สเสียแป้งทำไม เลยหั่นหมู 4 กิโลเป็นเต๋า เอากระดาษซับสองที แล้วโยนเข้าเตาอบอุณหภูมิร้อนสุดใน Gastronorm ขนาด 1/1 ที่คนปกติเขาเรียกว่า Hotel Pan แล้วก็ยืนมองแก๊งไหล่หมูจากหน้าเตา
น้ำ? น้ำอะไรวะ?
นายทัตเทพลืมสิ่งๆ นึงไป: เวลาหมูโดนความร้อนจนสุก มันจะปล่อยน้ำ แล้วยิ่งถ้ามันเบียดกัน น้ำมันจะระเหยไม่ได้แล้วก็กองๆ กันอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วพอน้ำสูงจนท่วมหมูจะเกิดอะไรขึ้น?
หมูจะโดนต้ม...
ใจดีสู้เสือ เออสิวะ อยากทำเยอะๆ ก็ต้องรับให้ได้กับคุณภาพที่มันน้อยลง มิหนำซ้ำ อุ้ย! อีกด้านที่โดนน้ำไม่ขึ้นสี? พลิกสิรออะไร สรุปอบ(ต้ม)แก๊งไหล่หมูไปสองรอบ ซึ่ง กฎข้อที่หนึ่งของการตุ๋นเนื้ออะไรก็ตาม: ห้ามเนื้อสุกก่อนตุ๋น- ซึ่งถ้าเอามาอธิบายดีๆ คือ "ห้ามเนื้อสุกที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิที่จะตุ๋นก่อนการตุ๋น" และตุ๋นไปทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง ผลออกมา
หมูเหนียว
ทันใดนั้นก็นึกถึงคำพูดของชาวเน็ตกว่า 38 คนที่ได้พูดไว้ว่า กระทะที่เหมาะกับการจี่เนื้อที่สุดคือกระทะเหล็ก แล้วก็นึกขึ้นได้ เอ้า! กูก็มีกระทะเหล็กนี่หว่า ด้วยเหตุนี้กระทะเหล็ก La Lyonnaise จึงกลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้ง
จึงเริ่มต้นเป็นเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ: "การบูรณะปฏิสังขรณ์กระทะคาร์บอนสตีลจากฝรั่งเศสแห่งปี 2024 และการถามคำถาม Copilot 470 ครั้งภายใน 1 ชั่วโมง" ได้ความมาหลายอย่าง ทีนี้ก็เลยรู้ว่า อ้อ กระทะมันไม่ได้เผาแค่ 30 วิ และที่ยิ่งกว่านั้น- มันไม่ได้เผาที่เดียว! หมดคำถามสุดท้ายต่อ AI วิ่งไปที่ครัว หยิบกระทะมา (หลังจากนี้เป็น procedure จริงๆ เอาไปทำตามได้แต่ยังไม่อธิบาย) ล้างน้ำล้างซันไลท์ เช็ดให้แห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาไปเผาแค่ให้น้ำระเหยจนหมด(ไม่ต้องร้อน) รอจนเย็น เทเกลือใส่ในกระทะจำนวนมาก เอาทิชชู่ขัดอย่างรุนแรง- เชี่ย! แม่งออกจริงด้วย! คราบดำๆ (Carbon-built up) หลุดออกมากับเกลือ ขัดจนมือเป็นตะคริวจึงเอาล้างน้ำอีกรอบ เช็ดจนแห้ง เผาให้น้ำระเหยหมด แล้วเริ่มการเผาของจริง...
1. เหยาะน้ำมันที่คิดว่าบริสุทธิ์สุดที่มีลงบนกระทะ (ซึ่งส่วนใหญ่คือน้ำมันถั่วเหลือง ห้ามใช้น้ำมันมะกอก)
2. เอากระดาษทิชชู่ปาดแล้วเช็ดจนน้ำมันเคลือบทั่วพื้นผิวที่โดนอาหาร (ซึ่งจริงๆ จะถูข้างใต้ด้วยก็ได้ถ้าว่างพอ)
3. เปิดเตาแก๊สไฟแรงที่สุดเท่าที่จะแรงได้และไม่ทำให้มือหรือของรอบๆ ไหม้ แล้ววางกระทะไว้
4. รอ จนควันขึ้น แล้วจับเวลา อย่างน้อย 1 นาทีครึ่ง หรือ 3 นาทีเลยก็ได้ ระหว่างนี้ต้องนั่งดูตลอด ถ้าควันโขมงมากไม่ต้องตกใจ เว้นแต่ว่าจะใส่น้ำมันที่ไม่ค่อย pure อย่างน้ำมันมะกอก (ยิ่งเป็น Extra Virgin นะมึง) ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณชิบหายแล้ว
5. ปิดไฟ วางกระทะทิ้งไว้ แล้วอย่าลืมบอกให้คนในบ้านอย่าเอามือไปแตะ ไม่งั้นมีหามส่งโรงบาลแน่
6. พอควันหมด รออีกสักพัก พอกระทะเย็นลงเป็นส่วนใหญ่หรือเย็นสนิทแล้ว เอาทิชชู่ไปเช็ดพื้นผิวให้ทั่ว เป็นการเอาคราบเขม่าน้ำมันที่ไม่ค่อย pure ออก
ถามว่าไอ้น้ำมันนั่นเผาทำไม มันคือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า patina คือชั้นพื้นผิวที่ 1. ปกป้องเหล็กกระทะจากอากาศ 2. ทำให้อาหารไม่ติด คือน้ำมันที่เคลือบไปบางๆ บนพื้นผิวเหล็ก พอโดนความร้อนจนควันขึ้นนานๆ มันจะแปลงร่างเป็น patina ที่ว่า (เราเรียกกระบวนการนี้ว่า polymerization แต่ช่างมันเถอะ) แค่สองข้อนี้ก็เป็นข้อยืนหนึ่งของกระทะคาร์บอนสตีลแล้ว
จนถึงวันใช้จริงหลังจากการเผาแบบถูกวิธีครั้งแรก ผมทำสตูครับ เหมือนเดิมเป๊ะ แต่มีไก่ด้วย แล้วก็ชุบแป้งตามสูตรวิทยาลัยเป๊ะๆ ตากจนแห้ง วางไว้จนหายเย็น ตั้งกระทะลูกรัก ใส่น้ำมันพอตัว เปิดไฟกลาง แล้ววางเนื้อไปจนเต็มพื้นผิว จะได้ไม่มีน้ำมันไหม้เพราะความร้อนถูกส่งต่อให้เนื้ออาหารหมด พอวางสักพัก ถึงเวลาพลิกก็เอาแหนบ (สุดยอดอุปกรณ์เชฟ) คีบ
แม่งติด..
อ้อมันติดแค่แป้ง
(คุยกับตัวเอง) แต่มันก็ติดเปล่าวะ!
เออกระทะมันเผามาดีแล้ว ลองดูดีๆ
*คีบเนื้อที่จี่อยู่เอาไปเช็ดๆ เศษแป้ง*
แม่งหลุดทันที!
One small step for man, one giant leap for pankind.
Blood, toil, tears, and carbon steel pan
และแล้ว มนุษยชาติก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไร้ซึ่งการซื้อกระทะเทฟล่อนที่เอาห่าอะไรไปขูดก็ไม่ได้ มนุษยชาติเป็นอิสระจากเทฟลอนอย่างแท้จริง
จอบอ จบ (แต่ไม่บริบูรณ์ เดี๋ยวจะเอาไปทำคลิปลงยูทูป)
เขียนเอามันล้วนๆ ไม่รู้จะไปเล่าให้ใครฟัง เพื่อนที่เรียนเชฟอยู่มันกำลังทำโปรเจ็คมันๆ เอามาบ่นลงเพจนี่แหละ
แล้วก็ไอ้สตูที่ว่า มีแผนกำลังจะขายนะครับ ฝากติดตามเพจร้านสตูนอหนู หนองแขมด้วย Nornou BKK 555555

ที่อยู่

Bangkok
10160

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Cuisine Hamterผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์