06/02/2026
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “ปากท้อง” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงแทบทุกวงสนทนา ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนชีวิต และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ชีวิตก็ยังไม่ก้าวไปข้างหน้าสักที
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะบุคคล แต่จริงๆแล้วเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่โยงใยกับนโยบายรัฐและกติกาการปกครองโดยตรง
ที่ผ่านมารัฐมักตอบคำถามปากท้องด้วยคำว่า “นโยบาย” เราได้ยินคำว่า กระตุ้นเศรษฐกิจ การพัฒนาเกษตร การเพิ่มมูลค่าสินค้า และความมั่นคงทางอาหารอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง นโยบายจำนวนมากกลับไม่เคยลงถึงชีวิตจริงของประชาชนเลย เพราะมันถูกออกแบบและบังคับใช้ภายใต้ กติกาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเอื้อให้คนบางกลุ่มได้ประโยชน์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนของระบบที่รัฐไม่เคยคุมได้จริง
เมื่อพูดถึงการแบบต้นทุน จะเห็นได้ว่า ภาคส่วนที่แบกต้นทุนมากที่สุดในสังคม นั่นก็คือ…ภาคการเกษตร
ภาพการเกษตร ถูกยกให้เป็น “รากฐานของประเทศ” มาโดยตลอด แต่เกษตรกรจำนวนมากกลับเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
จากต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตผันผวน หนี้สินสะสม และขาดอำนาจต่อรองในตลาด ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพราะเกษตรกรขาดความขยันหรือขาดความรู้ แต่เป็นเพราะ โครงสร้างตลาดและนโยบายไม่เคยอยู่ข้างพวกเขาเลย
ในภาคการเกษตร กลุ่มที่ผมใกล้ชิดมากที่สุด คือ กลุ่มโคเนื้อพรีเมี่ยม ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐมักพูดถึงในชื่อ “เกษตรมูลค่าสูง”
กลุ่มโคเนื้อพรีเมี่ยม เป็นกลุ่มที่รัฐ มักพูดถึง และสื่อสารมักออกมาเป็นเรื่องสายพันธุ์ เรื่องเนื้อคุณภาพสูง รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน และตะวันออกกลาง แต่หากพิจารณาลึกลงไป แท้จริงแล้วโคพรีเมียมไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมของผู้บริโภคเท่านั้น หากแต่เป็น เรื่อง โครงสร้างรายได้และอำนาจการเป็นเจ้าของระบบ ของเกษตรกร
วันนี้…ถ้าเกษตรกรยังไม่สามารถกำหนดราคา
วันนี้…ถ้าการแปรรูปยังอยู่ในมือทุนขนาดใหญ่
วันนี้…ถ้าตลาดยังถูกผูกขาดจากบนลงล่าง
นโยบายโคพรีเมียมก็จะเป็นเพียงการเพิ่มมูลค่าให้ปลายน้ำ โดยไม่แตะต้นน้ำที่เป็นชีวิตจริงของผู้เลี้ยงโค
จากเรื่องข้างต้น หลายคนอาจมองว่ามันเป็นเรื่องจองโครงสร้าง ต้องไปแก้เรื่องการผูกขาด และหลายคนบอกว่า มันไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลย อีกทั้งหลายคนยังพยายามแยก “นโยบาย” ออกจาก “รัฐธรรมนูญ” อีกด้วย
แต่ในความเป็นจริง รัฐธรรมนูญ คือ กรอบสูงสุดที่กำหนดว่า ใครมีอำนาจ ใครถูกฟัง และใครถูกมองข้าม
ส่วนตัวผมนั้น บอกได้เลยว่า หากวันนี้ รัฐธรรมนูญ ในฐานะกติกาสูงสุดของประเทศ ไม่ยึดโยงกับประชาชน นโยบายที่ออกมาก็ไม่สามารถรับผิดชอบต่อชีวิตของคนส่วนใหญ่ได้
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวางว่าออกแบบมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างอำนาจ มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ผลที่ตามมาก็คือ เสียงของประชาชน เสียงของเกษตรกร เสียงของขั้วตรงข้าม ก็จะถูกลดน้ำหนักในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายลงไปด้วย
เมื่อนำปัญหาทั้งหมดนี้ มามองผ่านเลนส์ที่ชื่อว่า ศาสนาอิสลาม ศาสนาที่ผมนับถือ จะพบว่าปัญหาหลักของสังคมไม่ใช่การที่ประชาชนมีบาปส่วนตัวมากขึ้น แต่คือการที่ ผู้ปกครอง และระบบอำนาจในการปกครองขาดซึ่งความยุติธรรม
ดังที่ อัลลอฮฺ ได้กล่าว ไว้ในอัลกุรอาน บทอันนิซาอ์ 4:58 อย่างชัดเจนว่า
“แท้จริง อัลลอฮฺทรงบัญชาให้พวกเจ้าคืนความไว้วางใจแก่ผู้ที่คู่ควร และเมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างมนุษย์ ก็จงตัดสินด้วยความยุติธรรม”
(อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนิซาอ์ 4:58)
โองการนี้มุ่งตรงไปที่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน อัลลอฮฺยังกล่าว ผ่านกุรอ่านบทเดียวกันอีกว่า
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงยืนหยัดมั่นในการผดุงความยุติธรรม แม้มันจะเป็นผลเสียแก่ตัวพวกเจ้าเอง”
(อัลกุรอาน 4:135)
นอกจากนี้ ท่านนบีมุฮัมมัด ซ.ล. ได้กล่าวว่า
“ผู้นำที่ยุติธรรมจะอยู่ในร่มเงาของอัลลอฮฺ ในวันที่ไม่มีร่มเงาอื่นใดนอกจากร่มเงาของพระองค์”
(ศอเฮี๊ยะฮฺอัลบุคอรี 660; ศอเฮี๊ยะฮฺมุสลิม 1031)
และท่านยังเตือน อีกว่า
“ความอยุติธรรมคือความมืดในวันกิยามะฮฺ”
(ศอเฮี๊ยะฮฺมุสลิม 2578)
จากหลักฐานเหล่านี้ อิสลามจึงให้ความสำคัญกับ ความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง มากกว่าการตรวจสอบศีลธรรมส่วนบุคคลของประชาชน
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเกิดคำถามในใจว่า ประเทศไทยไม่ใช่รัฐอิสลาม จะไปบริหารตามรัฐอิสลามได้อย่างไร ตรงนี้ผมขอตอบเลยว่า…
ในบริบทที่มุสลิมอาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่ได้ปกครองด้วยรัฐอิสลามนั้น นักวิชาการได้วางหลักการไว้อย่างชัดเจนว่า การรักษาความยุติธรรม ความสงบ และผลประโยชน์ส่วนรวม เป็นหน้าที่สำคัญยิ่ง
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ ได้กล่าวว่า
“แท้จริง อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือรัฐที่ยุติธรรม แม้ว่าจะเป็นรัฐที่ไม่ใช่มุสลิม และจะไม่ช่วยเหลือรัฐที่อธรรม แม้ว่าจะเป็นรัฐมุสลิมก็ตาม”
(อัลหิสบะฮฺ ฟิลอิสลาม, หน้า 7)
คำกล่าวเหล่านี้ยืนยันว่า ความยุติธรรมคือแก่นของการดำรงอยู่ของรัฐ หาใช่ฉลากทางศาสนาไม่
เมื่อเราเห็นถึงจุดบกพร่อง และเข้าใจถึงสิ่งที่หลีกการศาสนาบัญญัติไว้ เราจะพบว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้น มิใช่เรื่องเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นการทวงคืนความยุติธรรมเชิงโครงสร้างให้กับสังคม
ซึ่งการยืนข้างการแก้กติกาที่ไม่เป็นธรรม สอดคล้องกับหะดีษที่ท่านนบี ซ.ล. กล่าวว่า
“ญิฮาดที่ประเสริฐที่สุด คือการกล่าวความจริงต่อหน้าผู้ปกครองที่อธรรม”
(สุนันอบูดาวูด 4344; สุนันอัตติรมิซีย์ 2174)
จะเห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองไทยในปัจจุบัน มีเพียง พรรคประชาชน เพียงพรรคเดียวที่เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบอย่างชัดเจน และยังเป็นพรรคที่ยังคงยืนยัน ว่า ปัญหาปากท้อง นโยบายการเกษตร และความเหลื่อมล้ำ มิอาจถูกแก้ได้ หากไม่ทำรื้อกติกาที่เอื้อให้ความอธรรมดำรงอยู่
การเลือกพรรคนี้จึงไม่ใช่การยอมรับทุกนโยบายโดยไร้เงื่อนไข แต่คือการเลือก โครงสร้างที่เปิดโอกาสให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นได้จริง ภายใต้หลักการอิสลามที่ว่า
“การระงับผลเสีย ต้องมาก่อนการแสวงหาผลประโยชน์”
(ดัรอุลมะฟาซิด มุก็อดดัม อะลา ญัลบิลมะซอลิหฺ)
และ
“การเลือกผลเสียที่เบากว่าในบรรดาสองทางเลือก”
(อิคติยาร อัค็อฟฟิดดะรอร็อยน์)
“นี่ไม่ใช่การบอกว่าใครคือพรรคแห่งศาสนา แต่คือการชี้ว่าใคร ‘กล้าแตะโครงสร้าง’ มากที่สุดในเวลานี้”
สุดท้ายนี้ ผมหวังว่า ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ จะนำจุดยืนที่ทุกคนยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นแหลักการศาสนา และความเป็นจริง มาใช้เป็นบรรทัดฐาน และกรอบแนวคิด ในการเลือกตั้ง และลงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เพื่อให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากระบบที่ขาดความยุติธรรม
และสำหรับพี่น้องมุสลิม ผมอยากจะบอกว่า อิสลามไม่ได้เรียกร้องให้มุสลิมเพิกเฉยต่อความอธรรมเชิงโครงสร้าง แต่เรียกร้องให้ยืนข้างความยุติธรรม แม้จะต้องตัดสินใจบนโลกแห่งความไม่สมบูรณ์
ดังนั้นการเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ และการเลือกพรรคที่กล้าแตะโครงสร้าง จึงไม่ใช่การละทิ้งศาสนา แต่คือการปกป้องแก่นของศาสนา ความยุติธรรม เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตและประกอบศาสนกิจได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ
#ประชาชน #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #เลือกตั้ง69 #รัฐธรรมนูญ2560 #เกษตรกร