The CEO's Secret ที่ปรึกษาธุรกิจ | ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจ และต้นทุน | นักสร้างระบบธุรกิจ
Business consult

26/12/2025

หลายคนอยากลาออก เพราะเหนื่อย ท้อ หรือรู้สึกว่าอยากเริ่มต้นใหม่ แต่ก่อนจะเดินออกจากประตูบริษัท…ผมอยากให้คุณฟังสิ่งนี้จากประสบการณ์ตรงของคนทำงานมาทั้งชีวิต และเห็นคนลาออกแล้ว “รอด” กับ “ร่วง” มามากมาย
อย่างแรก…งานใหม่หรือชีวิตใหม่ที่คุณฝัน มันเริ่มจาก “การเตรียมตัว” ไม่ใช่การหนีปัญหา
ถ้าจะเปลี่ยนงาน—กฎข้อแรกคือ หางานใหม่ให้ได้ก่อนลาออก เพราะการว่างงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ โดยเฉพาะคนมีครอบครัว มีภาระ คุณไม่มีเวลาฟื้นตัวมากเท่าเด็กรุ่นใหม่
และจำไว้นะครับ…อย่าทิ้งประสบการณ์ที่สั่งสมมา
เวลาเลือกงานใหม่ ให้ดูว่างานนั้นเปิดโอกาสให้คุณ “ปล่อยของ” ที่คุณถนัด และเติมเต็มสิ่งที่คุณยังขาด ไม่ใช่แค่เงินเดือนสูงกว่า 2–3 พัน
ก่อนตัดสินใจ…ศึกษาบริษัทให้ละเอียด เช็ครีวิว คุยกับคนวงใน ถ้าใจร้อนรับงานที่ไม่ใช่ สุดท้ายคุณจะหนีเสือปะจระเข้
เรื่องสัมภาษณ์งาน…จำไว้เลยว่า
มันคือการขายตัวคุณเอง
บริษัทไม่ได้อยากฟังปัญหาชีวิต แต่เขาอยากรู้ว่า “คุณช่วยเขาได้อย่างไร”
พูดความจริง ถ่ายทอดสิ่งที่คุณทำได้ และเล่าให้ฟังอย่างมั่นใจว่าคุณจะสร้างประโยชน์ให้เขาได้ตรงไหน
และอีกอย่าง…อย่าหาความมั่นคงจากบริษัท แต่จงสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง
คนที่เก่งจริง ไปที่ไหนก็มีงาน เพราะคุณมีของ คุณมีทักษะ คุณมีประสบการณ์
นาย คุณเลือกไม่ได้ เพื่อนร่วมงานคุณเลือกไม่ได้ แต่ ตัวคุณ เลือกได้ว่าจะเก่งขึ้นแค่ไหน
ส่วนคนที่คิดจะออกไปทำธุรกิจ…ผมขอพูดตรง ๆ ในแบบที่ทุกคนต้องได้ยิน
การเป็นเจ้าของกิจการ…ไม่ได้สบาย
คุณไม่มีวันหยุด และเจ้านายคุณคือลูกค้า
อย่าเชื่อโซเชียลมากเกินไป สำเร็จ 1 คน มีคนล้มเป็นร้อย
ถ้าจะเริ่มจริง ๆ ทำแผนบนกระดาษก่อน ลองคิดในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดว่า
“ถ้ารายได้ไม่ได้ตามแผน คุณอยู่ได้กี่เดือน?”
เข้าใจบัญชี ต้นทุน กระแสเงินสด และอย่าปนเงินส่วนตัวกับเงินบริษัท
คนที่ไม่เข้าใจเรื่องเงิน…ธุรกิจไม่รอด
และจำให้ขึ้นใจ…รู้จักหยุดเมื่อถึงเวลา
ถ้าธุรกิจไม่ไหว ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นบทเรียนที่ทำให้คุณกลับมาเริ่มใหม่ได้อย่างแข็งแรงกว่าเดิม
สุดท้ายนี้…ไม่ว่าคุณจะเลือกลาออกหรือไม่
ขอให้ตัดสินใจจาก “ข้อมูล ความพร้อม และความเป็นจริง” ไม่ใช่อารมณ์
ถ้าคุณเตรียมตัวดี อนาคตจะเป็นของคุณเสมอครับ
นี่คือเสียงจากประสบการณ์จริงของคนทำงานมากว่า 30 ปี…ในนาม The CEO’s Secret.

#อยากมีธุรกิจ
#ธุรกิจไม่ง่ายอย่างที่คิด
#เจ้าของกิจการ
#ชีวิตผู้ประกอบการ
#ทำธุรกิจต้องคิดให้รอบ #การลาออก
#คิดก่อนลาออก
#เปลี่ยนงาน
#มนุษย์เงินเดือน
CEO's secret

09/12/2025

ช่วงนี้หลายคนพูดถึงประเด็นข้อพิพาทระหว่างบริษัทไดกิ้นกับพนักงานเรื่องโบนัส
ผมฟังแล้วก็อดนึกถึงประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตการบริหารไม่ได้…
ครั้งนั้น ผมต้องตัดสินใจปิดงานโรงงานทั้งแห่ง
เป็นหนึ่งในวันที่หนักที่สุดตั้งแต่ทำงานมา

ผมอยากเล่าให้ฟังว่า เรื่องแบบนี้…มันไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็เกิดนะครับ
มันเริ่มจาก “ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน”
พนักงานเห็นบริษัททำผลงานได้ดี เขาก็คาดหวังโบนัสที่สมน้ำสมเนื้อ
ส่วนผู้บริหาร เรามองจากภาพรวม ต้นทุน ออเดอร์ คู่แข่ง และกระแสเงินสดในอนาคต

พอทั้งสองมุมมองเดินสวนทางกัน ความตึงเครียดมันก็ค่อย ๆ สะสม
และสุดท้ายก็นำไปสู่ความขัดแย้ง

ตามกฎหมายแรงงาน ความจริงลูกจ้างมีสิทธิยื่นข้อเรียกร้องนะครับ
เรื่องโบนัส เรื่องค่าจ้าง เรื่องสวัสดิการ
และบริษัทเองมีหน้าที่ต้องตอบรับ หรือโต้แย้งภายในเวลาที่กำหนด

พอเริ่มยื่นข้อเรียกร้องแล้ว ขั้นตอนมันจะเป็นแบบนี้เลย
เริ่มจากคุยกันก่อนในองค์กร
ไม่ลงตัวก็ต้องตั้งคณะกรรมการเจรจา
ยังไม่สำเร็จอีก ก็ต้องเชิญคนกลางมาไกล่เกลี่ย

และถ้ายังไม่ได้จริง ๆ…
ทั้งสองฝ่ายก็มีสิทธิใช้มาตรการขั้นสุดท้าย
ลูกจ้างอาจหยุดงาน
หรือนายจ้าง…ซึ่งผมเคยทำ…ก็อาจต้อง “ปิดงาน”
เพื่อป้องกันความเสียหายของการผลิต

ตอนที่ผมต้องปิดงานครั้งนั้น มันไม่ใช่การตัดสินใจที่ใครอยากทำเลย
เราไม่ได้อยากให้พนักงานหยุดรายได้
และเราก็ไม่อยากให้เครื่องจักรหยุดหมุน
แต่ในสถานการณ์ที่ความเชื่อใจกันมันหายไป
บางครั้ง…มันก็ต้องมีจุดหยุด เพื่อให้กลับมาเจรจากันใหม่

ระหว่างที่ปิดงาน ทุกวันคือความกดดันทั้งสองฝั่งนะครับ
พนักงานไม่มั่นใจอนาคต
บริษัทก็แบกต้นทุนมหาศาล
สิ่งเดียวที่ทำให้กลับมาคุยกันได้ คือ “ข้อเท็จจริง” และ “ตัวเลข”

สุดท้ายแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมลดบางอย่าง
และเอาความจริงบนโต๊ะมาคุยกัน
เจรจาใหม่
หาจุดร่วม
แล้วลงนามข้อตกลงร่วม
หลังจากนั้นโรงงานก็กลับมาทำงานตามปกติ

บทเรียนที่ผมได้จากวันนั้นชัดมากครับ…

หนึ่ง—เรื่องตัวเลขต้องโปร่งใส
สอง—ต้องสื่อสารกับพนักงานตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะตอนโบนัส
สาม—ข่าวลือทำลายความเชื่อใจได้รุนแรงกว่าปัญหาจริงหลายเท่า
และสี่—ความสัมพันธ์แรงงาน มันคือเรื่อง “ความเชื่อใจ” มากกว่า “เงิน”

เพราะถ้าเชื่อใจกัน เงินจำนวนเท่าเดิมก็เจรจาได้
แต่ถ้าไม่เชื่อใจกัน ต่อให้เพิ่มเท่าไหร่…มันก็ไม่มีวันพอ

กรณีไดกิ้นวันนี้ ผมว่ามันเป็นตัวอย่างที่ดีนะครับว่า
องค์กรต้องบริหาร “ความคาดหวัง”
ไม่ใช่รอให้ปัญหามันโตจนแก้ไม่ทันเหมือนที่ผมเคยเจอ

หวังว่าประสบการณ์นี้ จะช่วยให้ผู้บริหารหลาย ๆ คนเข้าใจมุมแรงงานและมุมบริษัทได้ลึกขึ้นครับ

#บริหารแบบCEO

#ผู้บริหารยุคใหม่
#การบริหารองค์กร
#เคสศึกษาองค์กร
#แรงงานสัมพันธ์
#ข้อพิพาทแรงงาน
#โบนัสปลายปี
#เจรจานายจ้างลูกจ้าง

ความโลภ + โอกาส + ขาดสำนึกผิดถูก = สูตรทำลายองค์กรทฤษฎีว่าด้วยการโกง” ไม่ใช่แค่เรื่องของมิจฉาชีพ แต่คือวงจรที่เกิดขึ้นใน...
01/12/2025

ความโลภ + โอกาส + ขาดสำนึกผิดถูก = สูตรทำลายองค์กร

ทฤษฎีว่าด้วยการโกง” ไม่ใช่แค่เรื่องของมิจฉาชีพ แต่คือวงจรที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคม ตั้งแต่การโกหกเล็ก ๆ ไปจนถึงการทุจริตระดับองค์กร

การโกงเกิดจาก 2 ปัจจัยชัดเจน — **ความโลภจากคน** และ **โอกาสจากระบบ**
และเมื่อทั้งสองอย่างมาเจอกันในวันที่ “สำนึกผิดถูก” อ่อนแรงลง…
ความเสียหายก็อาจใหญ่กว่าที่หลายคนคิด

บทบาทของผู้นำไม่ใช่แค่ปิดช่องโหว่ แต่ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสำนึก” ให้คนในองค์กร รวมถึงคนในบ้าน เพราะต้นตอของปัญหาไม่ได้เริ่มที่ระบบ แต่มาจาก “จิตใจมนุษย์” ตั้งแต่วัยเด็ก

**“ทฤษฎีว่าด้วยการโกง” — บทเรียนจริงจากโลกธุรกิจ**
ผู้บริหารต่างชาติคนหนึ่งเคยสอนผมถึง “ทฤษฎีว่าด้วยการโกง” ซึ่งผมไม่เคยลืมจนวันนี้

1) การโกงเกิดจาก 2 ปัจจัย: ‘ความโลภ’ + ‘โอกาส’**
✔ **ความโลภ (ปัจจัยจากบุคคล)**

• ความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด
• ความอิจฉา ความเครียด ความกดดัน
• การไม่รู้จักพอ
สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้ “ต้องการมากกว่าที่ควรได้”

✔ **โอกาส (ปัจจัยจากระบบ)**

• ช่องโหว่ในกระบวนการ
• การควบคุมที่อ่อนแอ
• สังคมที่ปล่อยผ่าน
• วัฒนธรรมแบบ “ไม่เป็นไรหรอก”
เมื่อมีช่องโหว่พอ… ความโลภจะหาทางเสมอ

-2) กลไกยับยั้งตามธรรมชาติ คือ ‘สำนึกผิดชอบ’ หรือ “หิริโอตตัปปะ”**

สิ่งนี้คือเบรกสำคัญที่สุดของมนุษย์
แต่ในโลกปัจจุบัน กลไกนี้อ่อนแรงลงอย่างมาก

มันเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ
• การโกหก
• การสร้าง fake news
• คอนเทนต์ที่บิดเบือนเพื่อยอดวิว
• การทำผิดเล็กน้อยแล้วหลอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก”

เมื่อสังคมชินกับความไม่จริง…
คนก็เริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรผิด อะไรชอบ

-3) เมื่อ ‘โลภ + โอกาส + ไม่มีสำนึก’ มารวมตัวกัน**

การโกงเกิดขึ้นได้ในทุกระดับของผู้คน
นี่คือสูตรทำลายองค์กรและทำลายสังคม

• ความผิดพฤติกรรมที่เพิ่มขึ้น
• ระบบที่ปิดช่องโหว่ไม่ทัน
• วงจร “ใคร ๆ ก็ทำ”
• จับตัวการไม่ได้
• ความชั่วเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ

นี่คือเหตุผลว่า
**ทำไมเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นมาก… แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ**
เพราะ
• ระบบถูกเจาะจนพรุน
• ความโลภผลักดัน
• และการขาดสำนึกผิดชอบทำให้ทุกอย่างลุกลาม

นี่ไม่ใช่ปัญหาปัจเจก แต่เป็นรากชอนไชทั้งระบบ

เรื่องจริงจากประสบการณ์
• ธุรกิจจิวเวลรี่
ส่วนใหญ่ผู้ที่ขโมยมักมีปัญหาเรื่องการพนัน เมื่อเสียมากขึ้น ความโลภเริ่มทำงาน พวกเขาจะ “หาโอกาส” จากความเผลอของเพื่อนร่วมงาน หรือช่องโหว่ของระบบ เพื่อขโมยสินค้า แล้วโยนความผิดให้คนอื่น
• ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร
หลายโรงงานมอง “ขยะ” เป็นของไร้ค่า แต่ความจริงขยะคือเงิน
เมื่อจับมือกับคนนอกเพื่อลดคุณภาพของสินค้าดีให้กลายเป็นของเสีย ราคาต่างเพียง 50 สตางค์ – 1 บาทต่อกิโล แต่ปริมาณวันละหลายตัน ยอดลักลอบอาจกลายเป็นเงินระดับ **หลักแสน – หลักล้านต่อเดือน** อย่างที่ไม่มีใครรู้
• พนักงานขาย
กรณีที่รับเงินแล้วไม่นำเข้าบัญชีบริษัท หมุนเงินไปใช้เล่นการพนัน สุดท้ายถูกจับได้เพราะลูกค้าโทรมาชี้แจง แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ เจ้าตัวยังเชื่อว่า “ไม่ได้โกง แค่ยืมมาใช้หมุนก่อน”
นี่คือความน่ากลัวของการขาดสำนึกผิดชอบโดยแท้จริง

-4) จะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร?**
ต้นกำเนิดอยู่ที่สถาบันพื้นฐานที่สุด… **“ครอบครัว”**
เราต้องสร้างรากตั้งแต่เด็กให้เข้าใจว่า
• อะไรดี อะไรผิด
• ความพอเพียงสำคัญกว่าความอยากได้
• ความโลภทำลายชีวิต
• ช่องโหว่ไม่ควรเปิดโอกาสให้ใครทำผิด
• ความจริงสำคัญกว่า likes

สังคมจะมุ่งหน้าไปทางไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราปลูกวันนี้
เริ่มจากเรื่องง่ายที่สุด…
**คิดก่อนโพสต์ ตรวจสอบก่อนแชร์ ไม่สนับสนุนความเท็จ**
“ ก่อนทำคิดถึงผลที่จะตามมา “
เมื่อเราช่วยกันปิดโอกาส และเพิ่มสำนึก “ภูมิคุ้มกันการโกง” จะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น

ในฐานะผู้บริหาร ที่ดูแลองค์กร และจะป้องกันองค์กร ไม่ให้การทุจริต เช่นนี้เกิดขึ้น
ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญและมีมุมมองเชิงระบบองค์กร (High-Level Executive Insight)
* ระบบควบคุมภายในที่ดีต้องมีอะไรบ้าง ไม่เปิดโอกาสให้คนชั่ว มาทุจริต
* ระบบหลังบ้านต้องแน่น ปิดช่องโหว่ของโอกาส
* บทบาทของผู้บริหารในการสร้างวัฒนธรรมไม่โกง

“คุณพร้อมจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันนี้ในองค์กรของคุณหรือยัง?”
“ การแก้ไขคนโลภมันยาก แต่ผู้นำที่ดี คือผู้นำที่กล้าปิดโอกาสไม่ให้ใครทำผิด แม้คนใกล้ตัว”
#องค์กรเข้มแข็ง #ผู้นำยุคใหม่ #บริหารความเสี่ยง #บทเรียนธุรกิจ #เคล็ดลับผู้บริหาร #ประสบการณ์จริง #ธุรกิจต้องรู้ #มุมมองCEO

14/11/2025

🌱 อย่าเชื่อ...จนกว่าจะเข้าใจจริง

จากมุมมองของคนทำงานในอุตสาหกรรมอาหาร

ช่วงนี้หลายคนคงได้เห็นกระแสจากรายการชื่อดัง ที่พูดถึงเรื่อง “นม” จนกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์
ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดี — ที่คนไทยเริ่มใส่ใจเรื่องอาหารและสุขภาพมากขึ้น
แต่ก็สะท้อนอีกด้านหนึ่งว่า…

> ในยุคที่ใครก็สามารถ “พูดให้ความรู้” ได้ ข้อมูลผิด ๆ ก็แพร่กระจายได้ง่ายไม่แพ้กัน

วันนี้เรามี Influencer มากมายที่ตั้งใจแบ่งปันความรู้ด้านสุขภาพและโภชนาการ
แต่บางครั้งข้อมูลที่สื่อออกมาอาจไม่ครบถ้วน หรือขัดกับหลักวิทยาศาสตร์จริง ๆ
แม้แต่บางท่านที่เป็นแพทย์ก็อาจพูดในมุมที่ไม่ตรงกับหลัก Food Science

ในฐานะคนที่เรียนด้าน Food Science และอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารมาหลายสิบปี
ผมอยากแชร์ให้ฟังสักเรื่องหนึ่งที่ “เข้าใจผิดกันบ่อยมาก”

หลายคนเชื่อว่า “อาหารกระป๋อง” หรือ “อาหารแช่แข็ง” เก็บได้นานเพราะใส่สารกันบูด
📌 ความจริงคือ — ไม่จำเป็นต้องใส่เลยครับ

อาหารกระป๋องเก็บได้นานเพราะผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง

ส่วนอาหารแช่แข็ง เก็บได้นานเพราะอุณหภูมิต่ำยับยั้งจุลินทรีย์ได้อยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้คือหลักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ ไม่ใช่เพราะ “ใส่สาร” อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ผมไม่ได้อยากให้ทุกคน “เชื่อผม”
แต่อยากให้ ตรวจสอบก่อนเชื่อใคร
เพราะในยุคที่ข้อมูลล้นหลาม “ความรู้” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของผู้บริโภค

ถ้าอยากรู้เบื้องหลังความจริงในอุตสาหกรรมอาหาร ว่า “สิ่งที่เรากินทุกวัน” ผ่านกระบวนการอะไรบ้าง
คอมเมนต์ไว้ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังจากทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์จริงของคนทำงาน

#เข้าใจอาหารอย่างถูกต้อง #รู้จริงก่อนเชื่อ

ที่อยู่

27/30 The Plant กาญจนาภิเษก คันนายาว
Bangkok

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The CEO's Secretผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์