23/06/2026
ขอบคุณคุณ Annabel - Your Wealth Architect ที่เลือกใช้ซอสพริกศรีราชาตราห่านบิน ของเรานะคะ ภูมิใจที่ได้เป็นซอสไทยที่ได้ไปนั่งในใจคนทั่วโลกจริง ๆ ค่ะ 🌍
คุณคะ นี่ฉันกลับไทยแล้วยุ่งมาก ยุ่งจนเกือบจะลืมเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังไปแล้ว วันนี้ว่าง ขอเล่าก่อนเลย🤣
คือเมื่อวันเปิดฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เพื่อนต่างชาติหลายคนส่งคลิปมาหาฉันพร้อมคำถามเดียวกัน
“นี่คนไทยเหรอ?”
พวกเขาหมายถึงลิซ่า
ฉันอ่านข้อความแล้วก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
นึกถึงตัวเองสมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษเมื่อปี 2010 ตอนที่เห็น Shakira ร้องเพลง Waka Waka ในพิธีเปิดฟุตบอลโลก
ฉันยังจำสีหน้าของเพื่อนชาวโคลอมเบียและเพื่อนชาวละตินอเมริกาหลายคนได้ดี
พวกเขาภูมิใจมาก
ภูมิใจที่มีคนจากประเทศตัวเองยืนอยู่บนเวทีที่คนทั้งโลกกำลังดู
ตอนนั้นฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นเป็นครั้งแรก
และคราวนี้ถึงทีของฉันบ้าง
ฉันตอบเพื่อนกลับไปว่า
“ใช่ค่ะ คนไทย” “คนไทยแท้ๆเลย”
แล้วก็แอบภูมิใจอยู่เงียบ ๆ เหมือนเป็นญาติตัวเอง
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันกลับนึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา
เรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับนักร้อง ไม่ได้เกี่ยวกับฟุตบอล
และไม่ได้เกี่ยวกับคนดังเลย
สิ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัวฉันกลับเป็น…
ซอสพริกศรีราชา
ฟังดูไม่เข้ากันเลยใช่ไหม
แต่ยิ่งคิด ฉันยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจกว่าที่หลายคนคิดมาก
เพราะถ้าคุณถามฉันว่า Soft Power ที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร
วันนี้ฉันอาจไม่ได้ตอบว่าเป็นนักร้อง ไม่ได้ตอบว่าเป็นภาพยนตร์ และไม่ได้ตอบว่าเป็นแคมเปญประชาสัมพันธ์ระดับโลก
ฉันอาจตอบว่า
Soft Power คือสิ่งที่คนทั้งโลกใช้
โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันมาจากประเทศไหน
ตลอดสิบกว่าปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุโรป ฉันเห็นสิ่งหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก
ขวดซอสพริกศรีราชาที่มีรูปห่านบินอยู่บนฉลาก
มันอยู่ทุกที่จริง ๆ
อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่
อยู่ในร้านขายของชำเล็ก ๆ
อยู่ในร้านอาหาร
อยู่ในตู้เย็นของเพื่อนชาวสวิส
อยู่ในครัวของเพื่อนชาวฝรั่งเศส
อยู่ในบ้านของเพื่อนชาวเยอรมัน
จนมันกลายเป็นภาพธรรมดาเสียจนฉันเลิกสังเกตมันไปแล้ว
และนั่นคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุด
เพราะคนยุโรปไม่ได้ซื้อซอสศรีราชาเพราะอยากทำอาหารไทย
หลายคนไม่เคยทำอาหารไทยด้วยซ้ำ
พวกเขาเอาไปราดเบอร์เกอร์
เอาไปใส่แซนด์วิช
ผสมกับมายองเนส ใส่พิซซ่า ใส่ไส้กรอก ใส่ไข่ดาว
ฉันเคยเห็นร้านอาหารญี่ปุ่น Fine Dining ในเจนีวาใส่คำว่า Sriracha ลงในเมนูอย่างเป็นเรื่องปกติ
มันไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “ซอสเอเชีย” อีกต่อไป
แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินไปเรียบร้อยแล้ว
และสิ่งที่ตลกมากก็คือ … ฉันเห็นมันมานานมาก ใช้มันมานานมาก แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันเป็นแบรนด์ของคนไทย
จนกระทั่งไม่กี่วันก่อน
ฉันเห็นครูลูกกอล์ฟโพสต์เกี่ยวกับอีเวนต์หนึ่งที่ลอนดอน
แล้วถึงได้รู้ว่า
เดี๋ยวนะ…
Flying Goose เป็นของไทยเหรอ?
ฉันถึงกับหัวเราะออกมา
ไม่ใช่เพราะเรื่องมันตลก
แต่เพราะจู่ ๆ ฉันรู้สึกเหมือนเพิ่งค้นพบบางอย่าง
สิ่งที่ฉันค้นพบไม่ใช่เรื่องซอส
แต่เป็นเรื่องของคนไทย
ฉันไปอ่านประวัติบริษัทต่อด้วยความสงสัย
แล้วพบว่าเรื่องนี้น่าสนใจกว่าที่คิด
จุดเริ่มต้นของบริษัทไม่ได้มาจากโรงงานขนาดใหญ่
ไม่ได้มาจากนักลงทุนระดับโลก
แต่มาจากคนไทยสองคนที่เดินทางไปต่างประเทศ แล้วเกิดคำถามง่าย ๆ ขึ้นมา
ทำไมเวลาอยากซื้อวัตถุดิบไทยดี ๆ ต้องไปตามหาร้านเอเชียเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ตามมุมเมือง
ทำไมสินค้าไทยถึงไม่สามารถยืนอยู่บนชั้นเดียวกับแบรนด์ระดับโลกได้
คำถามนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1999
และอีกยี่สิบกว่าปีต่อมา
ซอสพริกศรีราชาตราห่านบินของพวกเขาไปอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลก
มียอดขายหลายพันล้านบาทต่อปี
ลูกค้าหลักส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป
และที่น่าสนใจคือ คนไทยจำนวนมากกลับไม่รู้จักมันเลย
พอรู้เรื่องนี้ ฉันอดคิดไม่ได้ว่า
บางทีปัญหาของเราอาจไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มี Soft Power
แต่เป็นเพราะเรามองไม่เห็น Soft Power ของตัวเองต่างหาก
เราใช้เวลาส่วนใหญ่ชื่นชมความสำเร็จของต่างประเทศ
ชื่นชมแบรนด์อเมริกัน
ชื่นชมแบรนด์ยุโรป
ชื่นชมแบรนด์ญี่ปุ่น
ชื่นชมแบรนด์เกาหลี
จนบางครั้งเราลืมหันกลับมาดูว่า
มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่กำลังแข่งขันอยู่บนเวทีเดียวกัน
และบางคนก็ชนะไปแล้วด้วย
เพียงแต่เราไม่รู้
ฉันชอบเรื่องนี้มาก
เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงความแตกต่างระหว่างลิซ่ากับซอสศรีราชา
ลิซ่าทำให้คนทั้งโลกหันมามองประเทศไทย
แต่ Flying Goose ทำให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั้งโลก
อย่างเงียบ ๆ
อย่างเป็นธรรมชาติ
และอย่างยั่งยืน
หลายประเทศใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้คนจดจำ
แต่สินค้าบางอย่างไม่เคยต้องประกาศตัวเลย
มันพิสูจน์ตัวเองผ่านคุณภาพ
ผ่านการซื้อซ้ำ
ผ่านการที่ผู้คนหยิบมันใส่ตะกร้าสินค้าอีกครั้งแล้วอีกครั้งเล่า
จนวันหนึ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผู้คนไปเรียบร้อย
และฉันคิดว่านั่นอาจเป็นรูปแบบของ Soft Power ที่ทรงพลังที่สุด
ไม่ใช่สิ่งที่คนทั้งโลกกำลังมอง
แต่เป็นสิ่งที่คนทั้งโลกกำลังใช้
ทุกวันนี้ เวลาเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ยุโรป แล้วเห็นใครสักคนหยิบซอสศรีราชาใส่รถเข็น
ฉันมักจะยิ้มอยู่คนเดียว
ไม่ใช่เพราะกำลังมองซอสขวดหนึ่ง
แต่เพราะกำลังมองเห็นประเทศไทย
ไม่ได้อยู่บนเวที
ไม่ได้อยู่ในคำโฆษณา
ไม่ได้อยู่ในแคมเปญประชาสัมพันธ์ใด ๆ
แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนจริง ๆ
และบางที
นั่นอาจเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นกระแสเสียอีก
เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนทั้งโลกเริ่มใช้บางสิ่งเป็นเรื่องปกติ
โดยไม่ต้องถูกโน้มน้าว
โดยไม่ต้องถูกบังคับ
และโดยไม่ต้องคิดถึงประเทศต้นกำเนิดของมันอีกต่อไป
นั่นอาจเป็นวันที่ Soft Power ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงแล้วก็ได้
แอนนาเบล
22.06.2026
NO SPONSORSHIP