28/07/2026
ลับแล, แก่งคอย
64 วัน คือเวลาที่ใช้ไปกับการอ่านหนังสือหนา 448 หน้าเล่มนี้!
เนื่องจากตารางภาระกิจในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างแน่นด้วยเรื่องงานและการเดินทาง เมื่อประกอบกับการตัดสินใจเข้าเรียนรู้เพิ่มในคลาสการเขียนเชิงสร้างสรรค์ทุกวันเสาร์ 6 สัปดาห์ติดกัน เวลาจึงผ่านไปรวดเร็วในจังหวะที่ควบคุมไม่ค่อยได้ หนังสือเล่มนี้จึงถูกนำติดตัวไปหลายจังหวัดและไปถึงต่างประเทศด้วย การอ่านจึงไม่ประติดประต่อ และใช้เวลามากกว่าปกติไปพอสมควร
•
แต่กระนั้นก็ตาม เมื่ออ่านจบในวันหยุดวันนี้ ถึงกับอึ้งและขอชื่นชมหนังสือเล่มนี้ ว่ายอดเยี่ยมจริงๆ แม้จะเป็นหนังสือรางวัลซีไรท์ ปี 2552 ซึ่งส่วนตัวมีทัศนคติที่ติดจะ ‘เกร็งนิดหน่อย’เวลาอ่านหนังสือรางวัลใหญ่ นับว่าหนังสือนี้ได้ข้ามขั้นของการเขียนไปอีกขั้นหนึ่ง คือในเรื่องราวที่หนักและซับซ้อนนั้นอ่านง่าย สนุก และเหมือนเข้าใจง่ายด้วย แต่แท้จริงแล้ว เรา-ผู้อ่านคือ เหมือนเป็นเหยื่อให้ผู้เขียนหลอก ในขั้นกว่าแบบที่ต้องถามตัวเองว่า นี่เราไม่เข้าใจอะไรเลย ที่เข้าใจมาทั้งหมด คิดต่อล้อต่อเถียงกับตัวละครมาตลอด 64 วันของการอ่านนั้น มันไม่ใช่เหรอเนี่ย แล้วมันยังไงกันแน่!
•
นวนิยายขนาดยาวบอกเล่าเรื่องราวชีวิตสามชั่วอายุคนของครอบครัวผู้ใช้แรงงานครอบครัวหนึ่ง ผ่านตัวละครวัยเริ่มหนุ่มชื่อ "ลับแล" ที่ถูกส่งมาอยู่วัดเพื่อให้หลวงพ่อได้ช่วยเหลือเนื่องจากผู้เป็นแม่เชื่อว่าลูกตนนั้นน่าจะถูกผีเข้า ในระหว่างอยู่วัดลับแลได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวชีวิตของตนให้เจ้าอาวาสฟัง
•
เรื่องที่เล่านั้นสะท้อนอดีตตั้งแต่รุ่นปู่ย่าอพยพ เปิดเผยชีวิตความยากลำบาก ความเชื่อ และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและสังคมผ่านเหตุการณ์ที่ดำเนินตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปี พ.ศ. 2535 และเรื่องของตนเองกับพี่ชายต่างมารดาชื่อ ‘แก่งคอย’ ที่เติบโตมาด้วยกัน เต็มไปด้วยปมความลับ ความเจ็บปวด และการค้นหาตัวตนของมนุษย์และสะท้อนภาพสังคมไทยและความจริงอันซับซ้อนในจิตใจของคน
•
อาจเป็นเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังสือนั้นมีช่วงเวลาที่ใกล้ๆกันกับอายุผู้อ่าน ซึ่งผู้เขียนคือคุณอุทิศ เหมะมูล เกิดในปี 2518 จึงนับเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์เดียวกันกับผู้อ่านด้วย ระหว่างที่อ่านจึงเข้าใจเรื่องราว และหลายครั้งถึงกับอมยิ้มออกมาเมื่อผู้เขียนได้เขียนถึงข้าวของหรือเหตุการณ์ในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งผู้อ่านเองเคยเห็นและเล่นของเล่นเหล่านั้นเช่นกัน
•
ในฐานะของผู้อ่าน หนังสือเล่มนี้สนุกมาก สนุก-เหมือนนั่งฟังคนที่เล่าเรื่องเก่งๆเล่าเรื่องของของเขาเองแบบยาวๆสามวันสามคืนติดต่อกัน เพราะรายละเอียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เขียนนั้นแม่นยำและบรรยายได้เห็นภาพสมจริงไปหมด เหมือนกับเป็นเรื่องของตัวผู้เขียนเอง ความละเอียดของการเขียนนั้นทำให้จินตนาการภาพและฉากทุกได้เหมือนกับดูภาพยนตร์ ที่น่าสนใจคือมีคลังคำมากมายและการเปรียบเทียบที่ผู้เขียนใช้ในการเล่านั้นน่าแปลกใจ เรื่องราวก็ครบรสชาติทั้งสนุก ตื่นเต้น เศร้าสร้อย หลายครั้งน้ำตาซึม และรู้สึกโมโหโกรธาตามตัวละครไปด้วย นึกถกเถียงไปด้วยก็มี
•
ในมุมของชีวิตอ่านแล้วก็รู้สึกเห็นใจและเข้าใจจนอยากจะปลอบตัวละคร และบางครั้งก็ต่อต้านว่าไม่น่านะ ไม่มั้ง อย่าบอกนะว่าจะทำแบบนั้น คืออินไปกับเหตุการณ์ ในขณะเดียวกันภาษาที่ดีนั้นก็ทำให้การอ่านเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง
•
แล้วในที่สุดเรื่องราวก็กลับตาลปัตรไปหมดสิ้นที่เคยรู้สึกมาตอนต้นก็ต้องวนไปคิดใหม่ทั้งหมดอีกรอบหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจใหม่ ถึงกับต้องกลับไปเปิดอ่านใหม่
•
คุณบินหลา สันกาลาคีรี ได้พูดถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า -พล็อตของเรื่องเหมือนเชือกที่เป็นปมใหญ่ๆพันกันยุ่งเหยิง ก่อนที่อุทิศจะค่อยๆกระตุกพรวดเดียวให้ความจริงปรากฏ นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของนิยายไทย-
•
นับเป็น 64 วันสำคัญ ที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือที่ยอดเยี่ยมเล่มนี้ คุ้มค่าและสนุกมากจริงๆ
อุทิศ เหมะมูล
พ.ศ. 2552