Saturday Breakfast Club

Saturday Breakfast Club ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Saturday Breakfast Club, อาหารและเครื่องดื่ม, Bangkok.

เพื่อน 4 คน ที่คบกันมาเกือบ 40 ปี นัดพบกันเช้าวันเสาร์ ผลัดกันเล่าเรื่องหนังสือที่กำลังอ่าน เคล้านานาข่าวสารและแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบ ก่อนแยกย้ายแบบไม่เคยได้สาระ

ลับแล, แก่งคอย 64 วัน คือเวลาที่ใช้ไปกับการอ่านหนังสือหนา 448 หน้าเล่มนี้!เนื่องจากตารางภาระกิจในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างแน...
28/07/2026

ลับแล, แก่งคอย
64 วัน คือเวลาที่ใช้ไปกับการอ่านหนังสือหนา 448 หน้าเล่มนี้!

เนื่องจากตารางภาระกิจในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างแน่นด้วยเรื่องงานและการเดินทาง เมื่อประกอบกับการตัดสินใจเข้าเรียนรู้เพิ่มในคลาสการเขียนเชิงสร้างสรรค์ทุกวันเสาร์ 6 สัปดาห์ติดกัน เวลาจึงผ่านไปรวดเร็วในจังหวะที่ควบคุมไม่ค่อยได้ หนังสือเล่มนี้จึงถูกนำติดตัวไปหลายจังหวัดและไปถึงต่างประเทศด้วย การอ่านจึงไม่ประติดประต่อ และใช้เวลามากกว่าปกติไปพอสมควร
•
แต่กระนั้นก็ตาม เมื่ออ่านจบในวันหยุดวันนี้ ถึงกับอึ้งและขอชื่นชมหนังสือเล่มนี้ ว่ายอดเยี่ยมจริงๆ แม้จะเป็นหนังสือรางวัลซีไรท์ ปี 2552 ซึ่งส่วนตัวมีทัศนคติที่ติดจะ ‘เกร็งนิดหน่อย’เวลาอ่านหนังสือรางวัลใหญ่ นับว่าหนังสือนี้ได้ข้ามขั้นของการเขียนไปอีกขั้นหนึ่ง คือในเรื่องราวที่หนักและซับซ้อนนั้นอ่านง่าย สนุก และเหมือนเข้าใจง่ายด้วย แต่แท้จริงแล้ว เรา-ผู้อ่านคือ เหมือนเป็นเหยื่อให้ผู้เขียนหลอก ในขั้นกว่าแบบที่ต้องถามตัวเองว่า นี่เราไม่เข้าใจอะไรเลย ที่เข้าใจมาทั้งหมด คิดต่อล้อต่อเถียงกับตัวละครมาตลอด 64 วันของการอ่านนั้น มันไม่ใช่เหรอเนี่ย แล้วมันยังไงกันแน่!
•
นวนิยายขนาดยาวบอกเล่าเรื่องราวชีวิตสามชั่วอายุคนของครอบครัวผู้ใช้แรงงานครอบครัวหนึ่ง ผ่านตัวละครวัยเริ่มหนุ่มชื่อ "ลับแล" ที่ถูกส่งมาอยู่วัดเพื่อให้หลวงพ่อได้ช่วยเหลือเนื่องจากผู้เป็นแม่เชื่อว่าลูกตนนั้นน่าจะถูกผีเข้า ในระหว่างอยู่วัดลับแลได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวชีวิตของตนให้เจ้าอาวาสฟัง
•
เรื่องที่เล่านั้นสะท้อนอดีตตั้งแต่รุ่นปู่ย่าอพยพ เปิดเผยชีวิตความยากลำบาก ความเชื่อ และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและสังคมผ่านเหตุการณ์ที่ดำเนินตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปี พ.ศ. 2535 และเรื่องของตนเองกับพี่ชายต่างมารดาชื่อ ‘แก่งคอย’ ที่เติบโตมาด้วยกัน เต็มไปด้วยปมความลับ ความเจ็บปวด และการค้นหาตัวตนของมนุษย์และสะท้อนภาพสังคมไทยและความจริงอันซับซ้อนในจิตใจของคน
•
อาจเป็นเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังสือนั้นมีช่วงเวลาที่ใกล้ๆกันกับอายุผู้อ่าน ซึ่งผู้เขียนคือคุณอุทิศ เหมะมูล เกิดในปี 2518 จึงนับเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์เดียวกันกับผู้อ่านด้วย ระหว่างที่อ่านจึงเข้าใจเรื่องราว และหลายครั้งถึงกับอมยิ้มออกมาเมื่อผู้เขียนได้เขียนถึงข้าวของหรือเหตุการณ์ในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งผู้อ่านเองเคยเห็นและเล่นของเล่นเหล่านั้นเช่นกัน
•
ในฐานะของผู้อ่าน หนังสือเล่มนี้สนุกมาก สนุก-เหมือนนั่งฟังคนที่เล่าเรื่องเก่งๆเล่าเรื่องของของเขาเองแบบยาวๆสามวันสามคืนติดต่อกัน เพราะรายละเอียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เขียนนั้นแม่นยำและบรรยายได้เห็นภาพสมจริงไปหมด เหมือนกับเป็นเรื่องของตัวผู้เขียนเอง ความละเอียดของการเขียนนั้นทำให้จินตนาการภาพและฉากทุกได้เหมือนกับดูภาพยนตร์ ที่น่าสนใจคือมีคลังคำมากมายและการเปรียบเทียบที่ผู้เขียนใช้ในการเล่านั้นน่าแปลกใจ เรื่องราวก็ครบรสชาติทั้งสนุก ตื่นเต้น เศร้าสร้อย หลายครั้งน้ำตาซึม และรู้สึกโมโหโกรธาตามตัวละครไปด้วย นึกถกเถียงไปด้วยก็มี
•
ในมุมของชีวิตอ่านแล้วก็รู้สึกเห็นใจและเข้าใจจนอยากจะปลอบตัวละคร และบางครั้งก็ต่อต้านว่าไม่น่านะ ไม่มั้ง อย่าบอกนะว่าจะทำแบบนั้น คืออินไปกับเหตุการณ์ ในขณะเดียวกันภาษาที่ดีนั้นก็ทำให้การอ่านเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง
•
แล้วในที่สุดเรื่องราวก็กลับตาลปัตรไปหมดสิ้นที่เคยรู้สึกมาตอนต้นก็ต้องวนไปคิดใหม่ทั้งหมดอีกรอบหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจใหม่ ถึงกับต้องกลับไปเปิดอ่านใหม่
•
คุณบินหลา สันกาลาคีรี ได้พูดถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า -พล็อตของเรื่องเหมือนเชือกที่เป็นปมใหญ่ๆพันกันยุ่งเหยิง ก่อนที่อุทิศจะค่อยๆกระตุกพรวดเดียวให้ความจริงปรากฏ นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของนิยายไทย-
•
นับเป็น 64 วันสำคัญ ที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือที่ยอดเยี่ยมเล่มนี้ คุ้มค่าและสนุกมากจริงๆ

อุทิศ เหมะมูล
พ.ศ. 2552

28/07/2026

แด่ Higashino Keigo
ผู้สร้างโลกในจินตนาการของเรา
🖤
สายฝนที่พรั่งพรูลงมาในบ่ายวันนี้…ราวกับรับรู้ถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ในใจของนักอ่านชาวไทย และคงไม่มีใครได้เห็นน้ำตา เพราะมันได้ไหลรินปนไปกับสายฝนหมดแล้ว
ข่าวการจากไปของอาจารย์เคโงะพาความเงียบงันและสายลมเย็นเยียบมาเยือนอย่างจับใจ แม้กายจะลับลา แต่ผลงานใหม่ล่าสุด รวมถึงทุกตัวอักษรและทุกจักรวาลที่อาจารย์สร้างขึ้น จะยังคงตราตรึง พักพิง และกลายเป็น“ความทรงจำอันเป็นนิรันดร์”ที่โอบอุ้มหัวใจของผู้อ่านไว้เสมอ
ด้วยความรัก เคารพ และไม่อาจลืมเลือนตลอดไป
🙏🖤🥀
Higashino keigo Thai Fans
ห้องสมุดฮิงาชิโนะ เคโงะ

#หัวใจสลาย #ไม่อาจรักใครได้อีก
#ห้องสมุดฮิงาชิโนะเคโงะ #東野圭吾
#ฮิงาชิโนะเคโงะ

คำอธิษฐานกับปาฏิหารย์ของฮิปโปคาบาฮิโกะน่ารัก!ขอมอบคำนี้จากใจให้แบบเต็ม 100 สำหรับหนังสือเล่มนี้เพราะจริงอย่างที่เขียนไว้...
04/07/2026

คำอธิษฐานกับปาฏิหารย์ของฮิปโปคาบาฮิโกะ

น่ารัก!

ขอมอบคำนี้จากใจให้แบบเต็ม 100 สำหรับหนังสือเล่มนี้
เพราะจริงอย่างที่เขียนไว้ที่หน้าปกว่า
‘รูปปั้นฮิปโปที่พร้อมเยียวยาหัวใจ ให้กลับมาเต็มไปด้วยความสุขอีกครั้ง’
•
ก่อนหน้านี้ ได้มีโอกาสไปเข้าเรียนวิธีการเขียนของนักเขียนรางวัลซีไรท์ คุณอุทิศ เหมะมูล จึงได้เริ่มอ่านหนังสือเล่มสำคัญของไทยเล่มหนึ่งอยู่ คือเรื่อง ‘ลับแล แก่งคอย’ ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มวัย 15 ปีคนหนึ่งกับปัญหาชีวิตที่พบเจอโดยมีฉากหลังเป็นพื้นที่ต่างจังหวัดของไทย หากแต่ภายใต้งานเขียนที่ยอดเยี่ยมนั้น มีเรื่องราวที่ต้องยอมรับว่ามีน้ำหนักค่อนข้างมาก อ่านแล้วต้องคิดตลอดเวลา และใช้เวลาอ่านมากเนื่องจากบทบรรยายที่ลงรายละเอียดสร้างจินตนาการ เวลาอ่านก็จะพาเราไปหมกมุ่นอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆนั้นไปด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วนของงานเขียนที่ดี
•
จนเมื่อสามสี่วันก่อน ได้แวะไปที่ร้านหนังสือโดยบังเอิญในขณะที่ต้องหลบฝนช่วงเย็น ทำให้ได้พบกับหนังสือเล่มเล็กๆนี้ ที่อยู่ดีๆก็โดดเด่นแวววาวเตะตา ด้วยภาพและชื่อเรื่อง จึงแอบคิดว่าพักมาอ่านเล่มเล็กๆแป๊บก่อน แล้วเดี๋ยวย้อนกลับไปอ่านเล่มนั้นใหม่
•
หนังสือเล่าเรื่องสั้นๆของบุคคลทั้ง 5 ที่อยู่ภายใต้อพาร์ตเมนต์เดียวกันด้วยเหตุผลของแต่ละคน ในแต่ละเรื่องราวนั้นมีความแตกต่างด้วยอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างความอึดอัดคับข้องจนคล้ายจะเจ็บป่วย โดยเจ้าฮิปโปที่เป็นชื่อเรื่องนั้นมีบทบาทสำคัญคือเป็นของเล่นเก่าๆที่อยู่ในสวนสาธารณะ แต่คนเล่าลือกันไปว่าหากไปจับตรงไหนที่เราเจอปัญหาอยู่ ปัญหานั้นก็จะคลี่คลายหรือหายได้ เช่น เจ็บตาก็ให้ไปวนๆที่ตาของฮิปโปแล้วพูดอธิษฐานเป็นต้น
•
เมื่อกลับมาเปิดอ่านไปตอนหนึ่งก่อนนอนแบบจบได้ไม่ยาก เรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่ง อายุ 15 ปีเช่นเดียวกันกับในเรื่องลับแล แก่งคอย และกำลังเจอปัญหาอยู่ ตอนอ่านก็แอบคิดว่า แปลกดีนะ หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมา แต่ก็ไปเจอหนังสือที่ตัวเอกมีลักษณะสำคัญคล้ายกัน และนึกเองว่า น่าจะมีเจ้าฮิปโปนี่ไปให้พ่อหนุ่มในเรื่องลับแล แก่งคอยสักตัวหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นนะ?
•
นอกจากเขียนดี แปลก็ดีมากด้วย
•
อ่านจบแล้วขอสารภาพเลยว่า มีน้ำตาซึมนิดนึง คือให้ความรู้สึกที่ดีมาก เป็นน้ำตาที่มาจากความสุขไม่ใช่ความเศร้า และนึกถึงความรู้สึกนี้ ว่าเคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีที่แล้วตอนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบ นั่นคือเรื่อง ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ (The Miracles of the Namiya General Store) เขียนโดยคุณฮิงาชิโนะ เคโงะ ถ้าหากใครหลงรักก็น่าจะชอบเรื่องนี้ไปด้วยความรู้สึกที่คล้ายกัน คือคลี่คลาย รู้สึกว่ามีมืออุ่นๆมาจับ หอมๆ และพูดเบาๆว่า ‘ไม่เป็นไรเนอะ’
•
จริงๆอยากจะแนะนำให้ทุกๆคนได้มีโอกาสได้อ่าน เพราะในโลกที่เราเองและผู้คนรอบตัวต่างรีบร้อนวุ่นวายกับภาระกิจที่ดูเหมือนสำคัญไปหมดนั้น บางครั้งเราอาจต้องการ ‘ปาฏิหารย์’ ที่ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาที่ไม่แน่ใจว่าต้องทำยังไงจึงจะดีนั้นให้เบาบางทุเลาลง
และหากมีเจ้าฮิปโปคาบาฮิโกะ ที่เราจะสามารถไปบอกได้ว่า เราเจ็บตรงนั้นตรงนี้จัง ก็อาจทำให้เราผ่อนคลายลงได้บ้าง
•
รับรองว่าอ่านแล้วหลับสบาย 😊

อาโอยามะ มิจิโกะ
2023

แม่…หัวใจที่หายไปPlease Look After Momเมื่อเราต่างเป็นลูกของใครสักคน-นี่คือหนังสือที่ควรจะอ่านให้จบก่อนถึงวันแม่ในปีนี้!...
28/06/2026

แม่…หัวใจที่หายไป
Please Look After Mom

เมื่อเราต่างเป็นลูกของใครสักคน-
นี่คือหนังสือที่ควรจะอ่านให้จบก่อนถึงวันแม่ในปีนี้!
•
เมื่อเป็นหนังสือที่ขายดีในระดับ International Best Seller ด้วยยอดขายกว่า 2 ล้านเล่มที่เกาหลีใต้ และได้รับการแปลไปแล้วมากกว่า 32 ภาษาทั่วโลก รวมถึงการได้รางวัลชนะเลิศด้านงานเขียนของเอเชียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Man Asia Literary Prize 2011 ย่อมบ่งบอกได้ถึงคุณภาพงานเขียนที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมชั้นเยี่ยมในยุคปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว ในฐานะผู้อ่านหนังสือ จึงไม่มีข้อกังขาใดๆให้เขียนถึง นอกจากจะต้องแนะนำให้ได้มีโอกาสอ่านกันเท่านั้น
•
อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้อ่าน ขออนุญาตแชร์มุมมองของความรู้สึกตลอดการอ่านจนจบเล่มค่ะ
•
เรื่องแรก คือมุมของครอบครัว
หนังสือเล่มนี้มีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งตัวเธอเองเป็นคุณแม่ลูกสอง ได้อ่านจบและส่งมาให้ยืม บอกว่า
“อ่านแล้วรีวิวให้หน่อยสิ เราชอบมากเลยนะ เป็นหนังสือที่ดีมาก”
•
จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อผู้เป็นแม่วัย 70 ปี ที่มีภาวะสมองเสื่อม (dimentia) พลัดหลุดมือสามีของเธอท่ามกลางความหนาแน่นและความวุ่นวายของผู้คนที่สถานีรถไฟใต้ดินโซลในช่วงเร่งด่วน ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุด ให้บริการผู้โดยสารหนาแน่นกว่า 100,000 คนต่อวัน จินตนาการได้ถึงภาพผู้คนเร่งรีบดันกันไปดั่งกระแสน้ำที่ผลักไปอีกทาง ช่วงเวลาหนึ่งที่สามีมัวแต่รีบเดินนั้นเอง และด้วยความเคยชินที่ไม่เคยเอะใจ หรือใส่ใจภรรยาที่มักจะเดินตามหลังเขาเสมอ “แม่“ ของลูกๆของเขาได้หายตัวไปที่นั่น

หลังจากนั้นทุกคนในครอบครัวจึงได้พยายามตามหาทุกวิถีทาง โทษกันไปมา คิดมากหมกมุ่นร้องไห้ เนื้อเรื่องถูกเล่าผ่านมุมมองของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “แม่” ที่หายไป ทั้งลูกสาว, ลูกชาย, สามี ญาติและในที่สุดผ่านมุมมองของตัวแม่เองด้วย
การหายตัวไปทำให้สามีและลูกๆ ระลึกได้ว่าที่ผ่านมารับความรักและการเสียสละของแม่โดยมองเป็นเรื่องปกติ การสูญเสียแม่จึงนำไปสู่ความเข้าใจโลกอีกฝั่งหนึ่งที่พวกเขาอาจเคย หรือ ไม่เคยคิดถึงมาก่อน และแน่นอน หลายๆครั้ง ไม่ได้ใส่ใจในโลกตรงนั้นของแม่ แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่แม่หายไปนั้น ทุกๆคนก็มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะสำคัญมากทำอยู่ จึงไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้น นำมาสู่ความรู้สึกผิดกับตัวเอง
•
การระลึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของแต่ละคนในเรื่อง ทำให้ตัวเราเองฉุกคิด
’ใช่ บางทีฉันก็คิดแบบนั้นทำแบบนั้นกับแม่‘
•
ชีวิตจริงเราทุกคนเป็นใครคนใดคนหนึ่งในเรื่อง พ่อ แม่ พี่ น้อง สามี
และแน่นอน เราย่อมเป็น ”ลูก“ ของแม่คนใดคนหนึ่งในโลกนี้
เวลาของเรากับแม่นั้นย่อมสวนทางกันเสมอ คนหนึ่งกำลังเดินทางต่อไป แต่อีกฝ่ายกำลังนับถอยหลังนับตั้งแต่วันที่เราได้เกิดมา

และไม่มีใครเคยคิด ว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกับแม่!
•
เรื่องที่สอง คือความแตกต่างระหว่างคำว่า “จากไป”กับ “หายไป”
คำสองคำนี้ใกล้เคียงกันมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกของผู้ที่เหลืออยู่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
‘จากไป’ คือรู้แล้วว่าจากไป จะไม่มีวันได้พบกันอีก
‘หายไป’ คือไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อยู่ที่ไหน ยังอยู่ไหม มีแต่คำถามที่ไม่มีคำตอบ และอาจจะไม่มีวันได้คำตอบนั้นเลย

สุดท้ายได้ถามเพื่อนไปว่าอ่านแล้วเห็นภาพแม่ตัวเองอย่างไร
เพื่อนตอบว่า
‘แม่เราและแม่ในเรื่องสามารถทนทุกข์เพื่อลูกได้’
•
คงจะเหมือนกับที่ Robin Desser อดีต Vice President of Knopf Publishing หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของแวดลงบรรณาธิการระดับโลกได้กล่าวไว้ว่า
“เมื่ออ่านจบ คุณจะไม่คิดถึงแม่ในแง่มุมเดิมอีกต่อไป”

ในฐานะลูก อ่านแล้วทำอะไร
‘โทรหาและจะลางานพาแม่ไปหาหมอตามนัด’

การผลัดวันประกันพรุ่งว่า -ไว้ค่อยมาเจอกันแล้วคุยกันใหม่
มันอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเลย
•
Please Look After Mom
Kyung-sook Shin
2008

ลองตัังใจมองหาทางออก
20/06/2026

ลองตัังใจมองหาทางออก

Neilson Hays Library
17/06/2026

Neilson Hays Library

แด่ 100 ปีของเลนนีและมาร์โกต์“เมื่อคุณมีเวลาจำกัด คุณจะเลิกสนใจสิ่งไร้สาระ และมองเห็นแต่สิ่งสำคัญจริงๆ”•เราเคยคิดเรื่องน...
13/06/2026

แด่ 100 ปีของเลนนีและมาร์โกต์

“เมื่อคุณมีเวลาจำกัด คุณจะเลิกสนใจสิ่งไร้สาระ
และมองเห็นแต่สิ่งสำคัญจริงๆ”
•
เราเคยคิดเรื่องนี้กันอย่างจริงจังไหม ว่าในทุกๆวันที่ผ่านไปนั้น ความสนใจส่วนใหญ่ของเรา ได้ใช้ไปกับสิ่งใดกันแน่?
•
ประโยคข้างต้นนั้นเป็นคำพูดของ มาร์โกต์ (Margot) หญิงชราวัย 83 ปีที่กล่าวสอน เลนนี (Lenni) เด็กสาววัย 17 ปี โดยเป็นบทสนทนาที่สะท้อนถึงมุมมองการใช้ชีวิต เมื่อทั้งคู่ซึ่งป่วยหนักและพักรักษาตัวอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ค้นพบสัจธรรมข้อนี้ร่วมกัน ผ่านการพูดคุยในระหว่างทำกิจกรรมวาดภาพ ที่มีเป้าหมายจะวาดให้ครบ 100 ภาพ มิตรภาพต่างวัยที่อายุรวมกันได้ 100 ปีพอดีของผู้หญิงสองคนได้ก่อเกิดขึ้นในเวลาที่เหลือน้อยเต็มทีของทั้งคู่
•
หนังสือมีคำโปรยหน้าปกไว้ว่า
“หลายเรื่องราวในชีวิตของคนสองวัย
นำไปสู่มิตรภาพยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนตลอดกาล”
ตอนที่เห็นปกครั้งแรก กล้าๆกลัวๆที่จะอ่าน เพราะเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเศร้าโศก หรือกลัวว่าอ่านเรื่องแนวการตายแล้วจะทำให้เราพลอยรู้สึกดิ่งไปด้วยไหม แต่เปิดดูคร่าวๆที่ร้าน ไปเจอตอนที่มาร์โต์กำลังเล่าเรื่องเก่าๆก็รู้สึกว่าเขียนได้ดี คือคำพูดดี ออกจะอบอุ่นด้วยซ้ำ จึงซื้อมา และเมื่ออ่านจบ ก็รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้
•
เพราะบทสนทนาของทั้งคู่นั้นน่าสนใจมาก อ่านไปมีเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์และมิตรภาพให้เรียนรู้และคิดตามได้ตลอด และเป็นเล่มที่ค่อยๆอ่าน ใช้เวลาในการอ่านมากโดยไม่เบื่อและก็ไม่อึดอัด คือสบายที่จะอ่านไปเรื่อยๆ
•
ผู้หญิงที่วัยต่างกันมากสองคนที่มีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน ผ่านโลกมาแตกต่างกัน เมื่อได้มีการพูดคุยให้อีกคนฟัง ก็คล้ายจะมีมุมมองมุมคิดอีกฝั่งหนึ่ง เวลาที่ทั้งสองคนมีที่โรงพยาบาลคือเหลือเฟือ ทำให้แม้จะเหลือเวลาน้อยเพราะทั้งคู่ป่วยวิกฤติ ก็ดูเหมือนจะมีเวลาให้กันและกันได้มาก ทั้งได้พูดและได้ฟัง โดยทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆคลี่คลายปลดล้อคเรื่องราวหลายอย่างในชีวิตไปเรื่อยๆด้วยกัน
•
ส่วนตัวนั้นคิดตลอดว่า หากเราได้รับรู้ว่าจะตายวันไหน ก็คงจะง่ายขึ้น เพราะจะมีเวลาให้จัดการเรื่องราวต่างๆ อะไรที่อยากทำหรือจะแก้ไขอะไรก็คงจะได้ทำให้เรียบร้อยก่อนวันนั้นมาถึง

ทว่า…ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างรู้ว่า สิ่งที่แน่นอนกว่า คือในที่สุดทุกคนต้องตาย หลังจากเกิดมาแล้วเราก็ค่อยๆตายลงไปในทุกวัน มันคือการนับถอยหลังไปเรือ่ยๆ และแน่นอนว่าเราส่วนใหญ่จะไม่ได้รู้หรอกว่าจะตายวันไหน เมื่อความตายมาถึงก็คือมาถึง เด็กอาจตายก่อนผู้ใหญ่ น้องอาจตายก่อนพี่ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ
•
การพิจารณาความตายในทางพุทธศาสนา เรียกว่า "มรณานุสติ" (การระลึกถึงความตายอยู่เสมอ) เพื่อให้เราได้มีโอกาสพิจารณาตัวเราเอง และใช้ชีวิตอย่างมีสติรอบคอบ
•
คำถามคือ ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนั้นแน่นอน แล้วทำไมเราจึงไม่เริ่มเสียวันนี้ เริ่มคิดเสียว่า มีอะไรที่ค้างคาบ้าง ถ้าจะตายแล้วจะเรียงเรื่องที่ต้องจัดการอย่างไร สิ่งไหน หรือใครกันแน่ ที่มีความสำคัญต่อเรา
…และเริ่มใช้เวลาที่กำลังนับถอยหลังของเรา ไปกับสิ่งที่สำคัญนั้นไปเรื่อยๆ
จะดีกว่าไหม?

The one hundred years of Lenni and Margot.
Marianne Cronin
2021

ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว•“ไม่เคยมีสงครามที่ดี” -เบนจามิน แฟรงคลิน•การทิ้งระเบิดปรมาณูโดยสหรัฐอเมริกาที่เมืองฮิโรชิม่า ...
07/06/2026

ซาดาโกะ
กับนกกระเรียนพันตัว
•
“ไม่เคยมีสงครามที่ดี”
-เบนจามิน แฟรงคลิน
•
การทิ้งระเบิดปรมาณูโดยสหรัฐอเมริกาที่เมืองฮิโรชิม่า และนางาซากิ ในปี ค.ศ.1946 เป็นจุดยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยระเบิดปรมาณูยูเรเนียมชื่อ ‘Little Boy' ลงที่ฮิโรชิม่านั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีและบาดเจ็บล้มตายจำนวนมหาศาล รวมถึงผลของสารกัมมันตภาพรังสีนั้นทำให้ผู้คนมากมายต้องเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงและเสียชีวิตหลังจากนั้นอย่างต่อเนื่องยาวนานอีกหลายปี
•
เด็กหญิงซาดาโกะ คือหนึ่งในนั้น!

เรื่องจริงของเด็กหญิงคนหนึ่ง ผู้มีชีวิตอยู่ในเมืองฮิโรชิม่า เกิดมามีสุขภาพแข็งแรง และมีความฝันที่จะเป็นนักวิ่งลมกรด กำลังใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยพละกำลังของความสดใสในวัย 11 ปี ก่อนที่จะพบว่า ผลของระเบิดปรมานูครั้งนั้นทำให้เธอเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด และเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน

ระหว่างการรักษาตัว มีเพื่อนสนิทได้นำกระดาษสีทองมาให้และสอนซาดาโกะพับนกกระเรียน โดยมีความมุ่งมั่นในความเชื่อว่า หากพับได้ครบหนึ่งพันตัว เพื่อนรักจะได้รับพรให้หายป่วย ตลอดการอยู่โรงพยาบาล ความมุ่งมั่นที่จะพับนกกระเรียนให้ครบจำนวนของซาดาโกะ ทำให้ทุกๆวันมีความหวังที่จะต่อสู้กับความเจ็บปวดของโรคภัยและกระบวนการรักษา ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนรอบตัว มีกระดาษหลากรูปแบบส่งมาให้ซาดาโกะเพื่อพับนก แต่ในที่สุด ซาดาโกะก็ไม่อาจต้านทานความรุนแรงของโรคมะเร็ง

หลังจากซาดาโกะจากไป เรื่องราวความเข้มแข็งได้สร้างความซาบซึ้งใจให้กับชาวเมือง และนำไปสู่การสร้างอนุเสาวรีย์ซาดาโกะขึ้นนั่นเอง
•
ผู้เขียน คือ คุณอีลิเนอร์ เคอร์ นักประพันธ์ชาวอเมริกัน-แคนาเดียน เขียนและตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1977 ด้วยความตั้งใจที่จะให้เด็กและเยาวชนอเมริกันได้อ่าน ทว่าพลังของวรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการยอมรับและถูกนำไปแปลและตีพิมพ์ไปทั่วโลก โดยประวัติของนักเขียนผู้นี้น่าสนใจ เพราะเธอมองว่า มีเหตุการณ์ชวนประหลาดใจมากมายที่นำให้เธอต้องเป็นผู้เขียนเรื่องราวนี้ขึ้น และยนอกจากนี้อีลิเนอร์ยังมีผลงานวรรณกรรม และหนังสือภาพสำหรับเด็กอีกกว่า 20 เรื่อง หลายเรื่อง ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เรื่องซาดาโกะนี้ก็เช่นเดียวกัน
•
หนังสือเล่มเล็กไม่ถึง 100 หน้า อ่านวันเดียวจบ คล้ายกับหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยเรียนมัธยม เขียนด้วยภาษาที่เรียบง่าย อ่อนโยน แต่ตราตรึงใจด้วยภาษาและคำพูดของตัวละครที่กลั่นกรองมาอย่างดี การแปลที่ดีช่วยให้เรื่องราวนั้นสื่อออกมาได้ยอดเยี่ยม สำหรับภาษาไทย ได้รับการพิมพ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 โดยครั้งแรก พิมพ์ในปี พ.ศ. 2529
•
เล่มนี้เป็นปกแข็ง นอกจากจะได้อ่านเรื่องแล้วยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆประกอบด้วย ซึ่งทั้งหมดก็เรียบเรียงเขียนไว้อย่างปราณีต และเป็นส่วนสำคัญของการอ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติผู้เขียน หรือบทความจากผู้แปล ปาฐกถาของผู้แปล และอื่นๆอีกมาก ล้วนแต่น่าสนใจ มีทั้งประวัติศาสตร์ แนวความคิด และเหตุการณ์สำคัญของการเดินทางด้านสันติภาพในประเทศไทย เป็นต้น
•
นักวิจารณ์วรรณกรรม และผู้อ่านโดยทั่วไปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแม้ว่าเรื่องราวของซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัวจะมีขนาดสั้นและใช้เวลาอ่านไม่มาก หากแต่สิ่งที่ได้อ่านนั้นจะอยู่กับเราไปอีกยาวนาน

…ฉันเองก็คิดเช่นนั้น
•
Sadako and the thousand paper cranes
Eleanor Coerr
1977

อัศจรรย์แห่งการเดินวิทยาศาสตร์เบื้องหลังสุขภาพดี และความสุขง่ายๆเพียงได้เริ่มก้าวเดิน!•การเดินนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ง...
01/06/2026

อัศจรรย์แห่งการเดิน
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังสุขภาพดี และความสุขง่ายๆเพียงได้เริ่มก้าวเดิน!
•
การเดินนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด ใช้อุปกรณ์น้อยมาก ทำได้ทุกที่ และได้ประโยชน์ไม่แพ้การเข้ายิม

ส่วนตัวแล้ว เดินออกกำลังกายเกือบทุกเช้า ครั้งละประมาณ 5 กม. ใช้การเดินเพื่อออกกำลังกายเป็นหลักมาเป็นสิบปีแล้ว พบว่าสุขภาพโดยรวมไม่มีปัญหา และเมื่อเข้าวัยทองอย่างเป็นทางการก็นอนหลับง่าย ร่างกายแข็งแรง ตรวจมวลกระดูกยังหนาแน่นแม้ไม่ได้ทานอาหารเสริม ทางด้านจิตใจค่อนข้างสงบ สบาย ยืดหยุ่น และการต่อสู้ในเรื่องงานนั้นจัดว่าดี ด้วยสามารถดูแลรักษาความมีสมดุลได้แม้งานทางด้านบริหารจะหนักหน่วงเอาการ
•
หนังสือพูดถึงการเดินเพื่อสุขภาพที่ดีในหลากหลายมุม ทั้งในแง่ของ How to เช่นการเลือกรองเท้า ท่าเดิน เวลาที่ใช้ หรือในมุมของเรื่องเล่าต่างๆที่สอดแทรกเข้ามา และในเชิงคำแนะนำการเดินในรูปแบบต่างๆหลากหลาย เช่น เดินตามสถานที่ต่างๆ การเดินลุยโคลน เดินเก็บของป่าหาอาหาร แม้แต่คำแนะนำให้ฝึกเดินถอยหลัง พร้อมเคล็ดลับ และไปจนถึงการเตรียมตัวเพื่อให้การเดินในแต่ละแบบนั้นสนุกและสบาย ได้ประโยชน์
•
แต่ทั้งหมดมาในรูปแบบการเขียนที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย อ่านสนุก อ่านได้เพลินๆ เกิดแรงบันดาลใจ
•
ว่าแล้วก็หยิบรองเท้าผ้าใบมาใส่ ไปเดินสักชั่วโมงดีกว่า

52 ways to walk
Annabel Abbs
2022

ที่อยู่

Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Saturday Breakfast Clubผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์