MD HAPPY DIET ทานอาหารสุขภาพให้มีความสุขและมีสุขภาพที่ดี

08/10/2025

🤦🏻‍♀️สมองล้า อย่ารอให้เสื่อม!
บำรุงสมองด้วย ฟอสฟาติดิลซีรีน (Phosphatidylserine) 🧠✨
รู้ไหมคะว่า ฟอสฟาติดิลซีรีน (Phosphatidylserine) เป็นสารที่จำเป็นอย่างมากต่อการทำงานของเซลล์สมอง และเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยป้องกันและชะลอการเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ฟอสฟาติดิลซีรีนจัดอยู่ในกลุ่มของไขมันชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง
แต่ที่น่าสนใจคือ ร่างกายของเราผลิตฟอสฟาติดิลซีรีนได้เองในปริมาณน้อยมาก และไม่สามารถรับจากอาหารทั่วไปได้ จึงจำเป็นต้องเสริมผ่านอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารค่ะ
🧩 ฟอสฟาติดิลซีรีนช่วยสมองอย่างไร?
▪️ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์สมอง
ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทในสมอง ลดการเสื่อมถอยของเซลล์ประสาทที่อาจเกิดขึ้นตามอายุ
▪️ เสริมความจำและการเรียนรู้
กระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทได้ดีขึ้น ส่งผลให้ ความจำดีขึ้น และเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นในทุกช่วงวัย
▪️ ช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าของสมอง
การทำงานของฟอสฟาติดิลซีรีนช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ทำให้สมองผ่อนคลายมากขึ้น
▪️ ซ่อมแซมเซลล์ประสาท
ช่วยซ่อมแซมความเสียหายของเซลล์ประสาทและคงสภาพการรับรู้ในผู้สูงอายุ
📚 ประโยชน์ของฟอสฟาติดิลซีรีนต่อโรคต่างๆ
▪️ ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า ฟอสฟาติดิลซีรีนสามารถช่วยเพิ่มสมาธิ ทักษะทางภาษา และความจำในผู้สูงวัย ที่เริ่มมีภาวะการคิดเสื่อมถอย
▪️ โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease)
ช่วยลดอาการจากโรคอัลไซเมอร์ได้ในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในช่วง 6-12 สัปดาห์แรกของการใช้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจลดลงเมื่อใช้ต่อเนื่องเกิน 16 สัปดาห์
▪️ โรคสมาธิสั้น (ADHD)
ในเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ฟอสฟาติดิลซีรีนอาจช่วยปรับปรุงสมาธิและลดพฤติกรรมวอกแวกได้
🌱 ฟอสฟาติดิลซีรีนมาจากไหน?
ในอดีต ฟอสฟาติดิลซีรีนเคยถูกผลิตจากสมองวัว แต่เนื่องจากความกังวลเรื่องโรควัวบ้า ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาผลิตจาก “กะหล่ำปลีและถั่วเหลือง” ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าค่ะ
🌿 วิธีใช้ฟอสฟาติดิลซีรีนให้ปลอดภัย
▪️ ปริมาณที่แนะนำ: รับประทานวันละ 100-300 มก. (ไม่ควรเกิน 300 มก. ต่อวัน)
▪️ ระยะเวลาในการใช้: เหมาะสำหรับการใช้ระยะสั้น โดยการทดลองทางคลินิกพบว่าปลอดภัยเมื่อใช้ต่อเนื่อง 6 เดือนสำหรับผู้ใหญ่ และ 4 เดือนสำหรับเด็ก
▪️ เลี่ยงใช้ในกลุ่มเสี่ยง: สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัย
▪️ ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: แม้จะเป็นสารที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่การรับประทานในปริมาณสูง (เกิน 300 มก. ต่อวัน) อาจทำให้เกิด อาการนอนไม่หลับหรือปวดท้อง ได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
ฟอสฟาติดิลซีรีน เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการดูแลสมองในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องการเสริมความจำ ลดความเครียด หรือช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยนะคะ 😊
อ้างอิง:
https://hellokhunmor.com/ยาและอาหารเสริม/ฟอสฟาติดิลซีรีน-phosphatidylserine/
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #สมองล้า #ฟอสฟาติดิลซีรีน #ปกป้องเซลล์ประสาท

08/10/2025
08/10/2025
08/10/2025

✨ เสริมภูมิคุ้มกันลึกถึงระดับเซลล์
ด้วยโอโซนบำบัด H.O.T (Hematogenous Oxidation Therapy)
✅ เพิ่มออกซิเจนในเลือด
✅ กระตุ้นเม็ดเลือดขาวและ NK cells จัดการเชื้อโรค
✅ เพิ่มพลังงานให้เซลล์ผ่านการทำงานของ mitochondria
✅ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย และฟื้นฟูสมรรถภาพ

เหมาะสำหรับผู้ที่
👉 ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการติดเชื้อ
👉 มีภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ภูมิแพ้ หรือภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
👉 มีแผลเรื้อรัง เช่น แผลเบาหวาน แผลกดทับ
👉 ต้องการฟื้นฟูสุขภาพ เพิ่มพลังงานและความสดชื่น

💎 ราคาพิเศษ จากปกติ 6,000 บาท
🔥 เหลือเพียง 3,900 บาท/ครั้ง
📅 ตั้งแต่วันนี้ – 18 ตุลาคม 2568

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)
#โอโซนบำบัด

08/10/2025

👌 อย่าเป็นมนุษย์ “Say Yes”
👎 ในเรื่องที่ควร “Say No”
อย่าฝืนเพื่อรักษาน้ำใจใคร
จนลืม “รักษาใจตัวเอง” 😢💔
เคยไหมคะ ที่เราตอบ “ตกลง” ทั้งที่ในใจตะโกนว่า “ไม่อยากทำเลย”? หลายครั้งที่คำตอบตกลงของเรา ไม่ได้ออกมาจากความเต็มใจ แต่เป็นการ “ฝืนใจ” เพราะกลัวปฏิเสธแล้วจะไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือดูไม่มีน้ำใจ จนบางทีเราก็กลายเป็น “มนุษย์ Say Yes” ที่เอาใจคนอื่นเก่ง... แต่ลืมเอาใจตัวเอง 😰
การตอบตกลงแน่นอนว่ามีข้อดี มันแสดงถึงความร่วมมือ ความพร้อม และความสามารถในการช่วยเหลือคนอื่น แต่อย่าลืมนะคะว่า “การ Say No อย่างมีขอบเขต” ก็เป็นทักษะที่สำคัญไม่แพ้กัน และบางครั้งมันคือการปกป้องตัวตนของเราไว้ไม่ให้หล่นหายไปในความพยายามจะเป็นคนดีของทุกคนค่ะ
🌱 ทำไมเราถึง Say Yes ไปเสียทุกเรื่อง?
▪️ กลัวว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวัง
▪️ ไม่อยากให้ใครไม่ชอบ หรือไม่พอใจ
▪️ เคยชินกับบทบาท “คนที่พึ่งพาได้เสมอ”
▪️ รู้สึกผิดถ้าปฏิเสธ
▪️ ไม่มั่นใจว่าตัวเองมีสิทธิ์จะ “ไม่รับ” อะไรบางอย่าง
แต่รู้ไหมคะว่า...การที่เรารับทุกอย่างไว้กับตัวเองนั้น มีผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่าที่คิดค่ะ 🧠💔
💢 Say Yes มากเกินไป ทำไมถึงไม่ดี?
1️⃣ สูญเสียเวลาและพลังงานของตัวเอง
เมื่อคุณบอก "ใช่" ให้กับสิ่งที่ไม่ใช่ คุณกำลังเอาเวลาสำคัญของตัวเองไปทิ้งให้กับสิ่งที่อาจไม่มีคุณค่าหรือไม่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของคุณ
2️⃣ ทำให้ความเคารพตัวเองลดลง
การฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจกลายเป็นความรู้สึก "ไม่เห็นค่าตัวเอง" โดยไม่รู้ตัว สุดท้ายเราอาจสงสัยว่าเรามีสิทธิ์มีเสียงในชีวิตตัวเองหรือเปล่า
3️⃣ กลายเป็นคนที่คนอื่นคาดหวังจะพึ่งพาอยู่ตลอด
เมื่อคุณตอบรับทุกอย่างโดยไม่มีขอบเขต คนรอบข้างจะเริ่มคาดหวังให้คุณ "ต้อง" ตกลงทุกครั้ง จนสุดท้ายความสัมพันธ์นั้นอาจกลายเป็นภาระ และทำให้คุณรู้สึกว่าถูกใช้มากกว่าถูกเข้าใจ
4️⃣ มีงานศึกษาพบว่า คนที่มีปัญหาในการปฏิเสธคำขอจากผู้อื่น มีแนวโน้มที่จะมีความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความเหนื่อยล้าทางอารมณ์สูงกว่ากลุ่มคนที่รู้จักปฏิเสธค่ะ
🔍 แยกแยะให้ชัด: อะไรคือหน้าที่ อะไรคือการถูกใช้
ในการทำงาน มีเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เป็น "หน้าที่" และ "การถูกผลักภาระ" ซึ่งบางครั้งเส้นนี้ก็เลือนราง
▪️ สิ่งที่เป็นหน้าที่ของเรา - แม้จะต้องฝืนใจบ้าง การทำสิ่งที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเราคือความรับผิดชอบที่ควรทำให้ดีที่สุด เพราะนี่คือพันธสัญญาที่เราตกลงไว้ในการทำงาน
▪️ สิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่เรา - การรับงานที่นอกเหนือจากบทบาทหน้าที่ อาจทำให้งานหลักของเราได้รับผลกระทบ และอาจกลายเป็นความคาดหวังที่เกินจริงจากผู้อื่นในระยะยาว
💡 เทคนิคปฏิเสธในที่ทำงานอย่างมืออาชีพ
▪️ "งานนี้น่าสนใจมากค่ะ แต่ตอนนี้ดิฉันกำลังทุ่มเทกับโปรเจกต์ X อยู่ ถ้ารับงานนี้เพิ่ม กลัวว่าจะทำให้ทั้งสองงานไม่มีคุณภาพ"
▪️ "ขอเสนอทางเลือกดีกว่าค่ะ คุณ [ชื่อเพื่อนร่วมงาน] มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่า น่าจะช่วยได้ดีกว่าดิฉัน"
▪️ "ขอบคุณที่ไว้ใจค่ะ ทว่าตารางงานสัปดาห์นี้ค่อนข้างแน่น ถ้าเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้าได้ไหมคะ?"
⚖️ สมดุลระหว่างความรับผิดชอบและการดูแลตัวเอง
เมื่อเราเข้าใจขอบเขตหน้าที่ของตัวเองชัดเจน การปฏิเสธจะไม่ใช่เรื่องของความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการจัดการทรัพยากรเวลาและพลังงานอย่างฉลาด เพื่อให้เราสามารถทำหน้าที่หลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกทำในสิ่งที่สำคัญจริงๆ และปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรา ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนไม่ดี แต่ทำให้เราเป็น "มืออาชีพ" ที่รู้จักจัดลำดับความสำคัญได้อย่างเหมาะสม
💭 คำถามชวนคิดก่อนตอบรับงานเพิ่ม
▪️ งานนี้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเราจริงหรือไม่?
▪️ การรับงานนี้จะกระทบงานหลักที่เราต้องทำหรือเปล่า?
▪️ เราสามารถแนะนำคนที่เหมาะสมกว่าเราให้ทำงานนี้ได้ไหม?
▪️ หากปฏิเสธอย่างสุภาพ จะส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานจริงหรือ?
🌼 จำไว้นะคะว่า…
คุณมีสิทธิ์ที่จะเซฟพลังงานของตัวเองไว้ใช้กับสิ่งที่สำคัญ มีสิทธิ์ที่จะมีเวลาพักผ่อนและหาความสงบ ไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกสิ่งเพื่อจะเป็น "คนดีในสายตาใคร" หากมันทำให้คุณต้องสูญเสียความสุขและความเป็นตัวเองไป
การรู้จักพูด "Yes" กับสิ่งที่เป็นหน้าที่ และกล้าพูด "No" กับสิ่งที่ไม่ใช่ จะช่วยให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาสมดุลชีวิตได้ดีขึ้น
ลองตั้งใจฟังเสียงข้างในตัวเองให้มากขึ้น ทุกครั้งก่อนจะตอบตกลง ลองถามใจตัวเองว่า "เราทำเพราะอยากทำ หรือเพราะกลัวอะไรบางอย่าง?" แล้วค่อยตอบอย่างที่ใจอยากจะพูดจริงๆ นะคะ 🤍
อ้างอิง:
https://www.apa.org/gradpsych/2005/03/cover-sayno
https://www.apa.org/news/podcasts/speaking-of-psychology/power-defiance.html
https://hbr.org/2020/09/learn-when-to-say-no
https://hbr.org/1999/11/the-strategic-power-of-saying-no
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #รักษาน้ำใจ #อยากเป็นที่รัก

08/10/2025

🌿พลังขึ้นฉ่าย! ปรับสมดุลความดันโลหิตอย่างเป็นธรรมชาติ 🫀✨
✅ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว
✅ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด
✅ช่วยควบคุมระดับโซเดียมในร่างกาย
ความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนเผชิญ และส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด การดูแลด้วยวิธีธรรมชาติอย่างขึ้นฉ่ายจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในขึ้นฉ่ายมีสาร Phthalides ที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งเสริมการไหลเวียนเลือด และลดความดันโลหิต นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ อีกทั้งโพแทสเซียมในขึ้นฉ่ายยังช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกาย ควบคุมความดันโลหิตในระยะยาว ซึ่งการรับประทานขึ้นฉ่ายสด นำไปประกอบอาหาร หรือทำน้ำขึ้นฉ่ายก็ช่วยเสริมสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกการเสริม Bluvas ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีขึ้นฉ่ายเป็นส่วนประกอบ จะช่วยดูแลความดันโลหิตอย่างมีประสิทธิภาพ การบริโภคขึ้นฉ่ายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลหัวใจและสุขภาพโดยรวมอย่างปลอดภัย
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #ความดันโลหิตสูง #ขึ้นฉ่าย #ต้านการอักเสบ

08/10/2025

🚽💦 ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ เสี่ยงเป็นโรคอะไรหรือเปล่า? 🤔
“อาการปัสสาวะบ่อย” อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าคุณต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยมากผิดปกติ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน จนส่งผลต่อการนอนและการใช้ชีวิตประจำวัน นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แล้วนะคะ แต่เป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ควรรีบตรวจเช็กค่ะ
🔹 ปัสสาวะบ่อยแค่ไหน ถึงเรียกว่าเสี่ยงโรค?
โดยปกติคนเราจะขับปัสสาวะประมาณ 1-2 ลิตรต่อวัน แต่ถ้าคุณปัสสาวะเกิน 3 ลิตรต่อวัน อาจเข้าข่ายภาวะที่เรียกว่า Polyuria หรืออาการปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ซึ่งก่อนจะสรุปว่าเราป่วย ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ก่อน เช่น
▪️ ดื่มน้ำมากเกินไป โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้านอน
▪️ ดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
▪️ ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาลดความดันโลหิต
แต่ถ้าคุณไม่ได้มีปัจจัยข้างต้นร่วมด้วย ก็อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องระวังแล้วค่ะ
🩺 4 โรคสำคัญที่ทำให้ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
🩸 1. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่ปัสสาวะบ่อย เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจะพยายามขับน้ำตาลออกผ่านทางปัสสาวะ ส่งผลให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยมากขึ้นค่ะ
🔸 สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต:
▪️ ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
▪️ กระหายน้ำมากผิดปกติ
▪️ น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
▪️ อ่อนเพลีย และหิวบ่อย
🔸 ดูแลตัวเองอย่างไร? :
ควรตรวจน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ ลดของหวานและแป้ง ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลค่ะ
💧 2. โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus)
แม้ชื่อจะคล้ายเบาหวาน แต่โรคเบาจืดนั้นต่างกัน เพราะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน แอนติไดยูเรติก (ADH) ที่ควบคุมการดูดกลับของน้ำในไต ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ
🔸 สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต:
▪️ ปัสสาวะมากกว่าปกติ ปัสสาวะใสจาง
▪️ กระหายน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
▪️ อ่อนเพลีย มีความเสี่ยงภาวะขาดน้ำเรื้อรัง
🔸 ดูแลตัวเองอย่างไร? :
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะโรคนี้ต้องใช้ยาในการรักษา และอาจเกิดภาวะขาดน้ำที่อันตรายได้ค่ะ
🚰 3. โรคกินน้ำมากเกินไป (Polydipsia)
คือการที่เราดื่มน้ำเกินความจำเป็นจนร่างกายต้องขับน้ำออกทางปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง สาเหตุอาจมาจากพฤติกรรมส่วนตัวหรือภาวะเครียด วิตกกังวล
🔸 สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต:
▪️ ดื่มน้ำเยอะผิดปกติแม้ไม่ได้กระหาย
▪️ ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก
▪️ อาจมีอาการท้องอืด แน่นท้องจากการดื่มน้ำมากเกินไป
🔸 ดูแลตัวเองอย่างไร? :
ลดการดื่มน้ำให้อยู่ในระดับปกติ (ประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน) และหากสงสัยว่ามีปัญหาทางจิตใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ
⚡ 4. โรคกระเพาะปัสสาวะทำงานไวเกิน (Overactive Bladder - OAB)
โรคนี้เกิดจากกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวเร็วผิดปกติ ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยและฉับพลัน แม้จะมีปัสสาวะอยู่ในกระเพาะเพียงเล็กน้อย
🔸 สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต:
▪️ ปวดปัสสาวะกะทันหันบ่อยๆ
▪️ ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
▪️ บางครั้งมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย
🔸 ดูแลตัวเองอย่างไร? :
ฝึกกลั้นปัสสาวะเป็นช่วงๆ เพื่อลดความไวของกระเพาะปัสสาวะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นการขับปัสสาวะ และควรพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาเพิ่มเติมค่ะ
🔺 เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์?
หากอาการปัสสาวะบ่อยรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กระหายน้ำมาก น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุโดยเร็วค่ะ
✅ เคล็ดลับดูแลตัวเองเบื้องต้น
▪️ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เช่น กาแฟ ชา แอลกอฮอล์
▪️ ฝึกควบคุมการกลั้นปัสสาวะ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรงขึ้น
▪️ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบขับถ่ายและการทำงานของไตดีขึ้น
▪️ พบแพทย์ทันที หากอาการรุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตค่ะ
อาการปัสสาวะบ่อยอาจดูไม่ร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยไว้ก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น อย่าลืมสังเกตตัวเอง และปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สุขภาพดีในระยะยาวกันนะคะ 😊✨
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #ปัสสาวะบ่อย #โรคเบาหวาน #โรคเบาจืด #โรคกินน้ำเยอะ

08/10/2025

👵🏻👴🏻สูงวัยสำลักอาหาร อันตรายที่มองข้ามไม่ได้! 🚨
ในช่วงวัยชราหรือผู้สูงอายุ หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยและอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตก็คือ “การสำลักอาหาร” วันนี้เรามาทำความเข้าใจสาเหตุและแนวทางการป้องกัน รวมถึงวิธีช่วยเหลือผู้สูงอายุที่เกิดการสำลักอาหารกันค่ะ
🤔 ทำไมผู้สูงอายุถึงชอบสำลักอาหาร?
1. ความเสื่อมชราของร่างกาย
▪️ เมื่อเข้าสู่วัยชรา ร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลง เช่น การผลิตน้ำลายลดลง ส่งผลให้การย่อยอาหารในเบื้องต้นและการหล่อลื่นในกระบวนการกลืนลดลงด้วย
▪️ ปัญหาฟันและเหงือกที่ไม่แข็งแรง ทำให้การบดเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด การกลืนอาหารจึงใช้เวลามากขึ้น และเกิดการหยุดหายใจนานกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้สูงอายุต้องรีบกลับมาหายใจ ทำให้เกิดการสำลักได้ง่าย
2. โรคในผู้สูงอายุ
▪️ โรคบางชนิด เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคอัมพาต หรืออัมพฤกษ์ ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน ทำให้เกิดการสำลักบ่อยครั้ง
❗ ผู้สูงอายุสำลักแบบไหน ถึงเรียกว่าไม่ปกติ?
การสำลักที่เกิดบ่อยครั้งในผู้สูงอายุอาจไม่ใช่เรื่องปกติ โดยมีลักษณะอาการที่ควรสังเกต ดังนี้ค่ะ
▪️ การสำลักเกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
▪️ มีประวัติการสำลักอาหารที่นำไปสู่การติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อในปอด
▪️ การสำลักที่รุนแรง เช่น หายใจลำบาก ใบหน้าแดง พูดหรือส่งเสียงไม่ได้
▪️ ผู้สูงอายุปฏิเสธการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ เนื่องจากกลัวการสำลัก ส่งผลให้น้ำหนักลดลงหรือร่างกายอ่อนแอ
▪️ มีโรคประจำตัว เช่น โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน ซึ่งอาจทำให้การสำลักเกิดได้บ่อยขึ้น
🛡️ วิธีป้องกันการสำลักในผู้สูงอายุ
การป้องกันการสำลักในผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะอันตรายที่อาจตามมา ดังนี้ค่ะ
1. จัดอิริยาบถที่เหมาะสมขณะรับประทานอาหาร
▪️ ให้ผู้สูงอายุนั่งตัวตรงระหว่างการรับประทานอาหาร หากเป็นผู้สูงอายุติดเตียง ให้ยกศีรษะขึ้นประมาณ 45 องศา
2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจ
▪️ หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ สนทนา หรือหัวเราะระหว่างมื้ออาหาร เพราะอาจทำให้เกิดการสำลักได้ง่าย
3. เตรียมอาหารให้เหมาะสม
▪️ หั่นหรือบดอาหารให้มีขนาดพอดีคำ และเลือกอาหารที่นิ่มหรือเป็นซุปเพื่อลดความเสี่ยงของการสำลัก
4. ควบคุมปริมาณอาหาร
▪️ ไม่ควรเสิร์ฟอาหารในปริมาณมากเกินไป และให้เวลาผู้สูงอายุเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
5. ตรวจสุขภาพช่องปาก
▪️ ดูแลฟันและเหงือกให้แข็งแรง เพื่อลดปัญหาการเคี้ยวอาหาร
💨 วิธีช่วยเมื่อผู้สูงอายุสำลักอาหาร
หากผู้สูงอายุเกิดการสำลักอาหาร การช่วยเหลือที่รวดเร็วและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญค่ะ
1. ประเมินอาการเบื้องต้น
▪️ หากผู้สูงอายุสามารถพูดหรือหายใจได้ตามปกติ แต่ยังรู้สึกถึงอาหารค้างอยู่ในลำคอ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย
2. ช่วยเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน
▪️ หากผู้สูงอายุไม่สามารถหายใจหรือส่งเสียงได้ ให้ใช้กำปั้นทุบที่หลังส่วนบน (ระหว่างไหล่) ทีละข้าง ด้านละ 5 ครั้ง เพื่อช่วยดันอาหารออกมา
▪️ หากอาหารยังไม่หลุดออกมา ให้โอบผู้สูงอายุจากด้านหลัง กดหน้าอกบริเวณลิ้นปี่ขึ้นเล็กน้อย พร้อมเขย่าตัวเบาๆ
3. รีบดำเนินการภายใน 5 นาที
▪️ การช่วยเหลือต้องทำให้เสร็จสิ้นภายใน 5 นาที เพื่อป้องกันการขาดอากาศหายใจ
การสำลักอาหารในผู้สูงอายุอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วอาจนำไปสู่ภาวะอันตรายที่เสี่ยงต่อชีวิตได้ ดังนั้นผู้ดูแลควรใส่ใจทั้งด้านพฤติกรรมการกิน การจัดสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ หากเกิดการสำลักที่รุนแรง การช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตค่ะ
อย่าลืมว่า “การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา” การดูแลใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยมากขึ้นค่ะ 😊
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #สำลักอาหาร #น้ำลายผลิตน้อย #เหงือกและฟันเสื่อมสภาพ

08/10/2025

🧠 ลดน้ำหนักไม่สำเร็จสักที เป็นเพราะอะไรกันแน่?

ทานน้อยก็แล้ว 🍽
ออกกำลังกายก็แล้ว 🏃‍♀️
คุมอาหารก็แล้ว ❌
แต่น้ำหนักก็ยังไม่ยอมลดลงเลย!

นี่คือปัญหาที่หลายคนเจออยู่ทุกวัน และอาจไม่ใช่เพราะ “คุณไม่พยายาม” แต่เป็นเพราะ “ระบบเผาผลาญในร่างกายมีปัญหา” โดยเฉพาะ ฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid hormone)
🌀 ฮอร์โมนไทรอยด์ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย หากฮอร์โมนนี้ทำงานได้น้อยกว่าปกติ (ภาวะไทรอยด์ต่ำ)
◾ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้น้อย
◾น้ำหนักขึ้นง่าย
◾เหนื่อยง่าย สมองล้า
◾ผิวแห้ง ผมร่วง
◾และแม้จะคุมอาหารหรือออกกำลังกายก็ยังลดน้ำหนักไม่ได้
💡 วิธีช่วยดูแลฮอร์โมนไทรอยด์ให้สมดุล
1️⃣ รับประทานอาหารที่มี ไอโอดีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนไทรอยด์ เช่น
🔸อาหารทะเล 🦞
🔸สาหร่ายทะเล 🌿
🔸ปลาทูน่า ปลาค็อด กุ้ง หอยนางรม
🔸ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม
2️⃣ ตรวจระดับฮอร์โมนกับแพทย์ หากพบว่าฮอร์โมนต่ำจริง อาจพิจารณาเสริมด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น Armour Thyroid ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยให้การเผาผลาญกลับมาทำงานได้ดีขึ้น
3️⃣ นอนหลับให้เพียงพอ และลดความเครียด เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของฮอร์โมนทุกระบบในร่างกาย
💬 ดังนั้น หากคุณพยายามลดน้ำหนักทุกวิธีแต่ไม่สำเร็จเสียที อย่าเพิ่งโทษตัวเองนะคะ ลองตรวจสุขภาพเชิงลึก โดยเฉพาะฮอร์โมนไทรอยด์ เพราะบางที “ต้นเหตุของความอ้วน” อาจไม่ได้อยู่ที่อาหารหรือการออกกำลังกาย แต่อยู่ที่ “ระบบฮอร์โมน” ของคุณเองก็ได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)
_________________________________________________
🔗ทำความรู้จักกับหมออรรถ (อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ)
https://hfocusclinic.com/หมออรรถ-อย่าฝากชีวิตไว้/

🔗ทำไมต้องมาตรวจสุขภาพที่ Health Focus Clinic
https://hfocusclinic.com/ทำไมต้องเรา/

#ไทรอยด์ต่ำ #ลดน้ำหนักไม่ลง #ระบบเผาผลาญ #สุขภาพดีจากภายใน

08/10/2025

🍀🗝️ 5R กุญแจสำคัญ
สู่ลำไส้แข็งแรงและสมดุลจุลินทรีย์ดี 🧬🌀🌿
สุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่ลำไส้... คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เพราะปัจจุบันวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมากกว่าที่เคยคิดไว้มาก
👨🏻‍🔬จากข้อมูล Hallmarks of Aging หรือปัจจัยความชรา 14 ข้อล่าสุด (ปี 2025) หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ Gut Microbiome หรือจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความอ่อนเยาว์และสุขภาพที่แข็งแรง เมื่อเราอายุมากขึ้น จุลินทรีย์ดีจะลดลงในขณะที่จุลินทรีย์ไม่ดีกลับเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ อัลไซเมอร์ ที่มักมีจุลินทรีย์ที่ไม่สมดุล สิ่งนี้ตอกย้ำว่าลำไส้ไม่ใช่แค่ระบบย่อยอาหาร แต่คือศูนย์บัญชาการสุขภาพของเรา 💡
ความสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ของลำไส้กับร่างกาย 💖
▪️Gut-Brain Axis (แกนลำไส้-สมอง) 🧠: การเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และสมองมีความใกล้ชิดอย่างน่าอัศจรรย์ โรคทางสมองและปัญหาสุขภาพจิตมากมายล้วนเชื่อมโยงกับความผิดปกติของลำไส้ การฟื้นฟูสุขภาพลำไส้จึงส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมองและอารมณ์
▪️Gut-Immune Axis (แกนลำไส้-ภูมิคุ้มกัน) 💪: กว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอยู่ที่ลำไส้ เมื่อลำไส้แข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็แข็งแรงตามไปด้วย โอกาสเจ็บป่วย หรือแม้แต่ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งก็ลดลง เพราะเซลล์ภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่จัดการเซลล์ที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
▪️Gut-Whole Body Connection (ลำไส้กับทุกระบบของร่างกาย) 🌍: ในอดีต Hippocrates บิดาแห่งการแพทย์เคยกล่าวไว้ว่า “All disease begins in the gut” หรือ "โรคทุกโรคเริ่มต้นที่ลำไส้" ซึ่งการค้นพบในปัจจุบันยืนยันคำกล่าวนี้ เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้มีอิทธิพลต่อทุกระบบในร่างกาย ไม่ใช่แค่สมองและภูมิคุ้มกันอีกต่อไป
🛡️🌱ฟื้นฟูลำไส้ด้วยหลักการ 5R 🔑
เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้เริ่มเสียไป (Gut Dysbiosis) จุลินทรีย์ดีมีน้อยลง จุลินทรีย์ไม่ดีมีมากขึ้น สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อเยื่อบุลำไส้และการย่อยอาหารตามมา ลองนึกภาพว่าลำไส้คือรากของต้นไม้ ถ้าหากรากอ่อนแอ ต้นไม้ทั้งต้นก็จะไม่สามารถเติบโตและเจริญงอกงามได้ การซ่อมแซมและฟื้นฟูให้รากแข็งแรงอีกครั้งจึงเป็นสิ่งจำเป็น และหลักการ 5R คือคำตอบ 🌻
▪️Remove (กำจัดออก) 🧼: ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือ การกำจัดจุลินทรีย์ไม่ดี เชื้อรา และแบคทีเรียตัวร้ายออกไปก่อน เพราะหากยังมี "โจรผู้ร้าย" อยู่ในลำไส้ การเติม "คนดี" อย่างโปรไบโอติกเข้าไปก็แทบจะไร้ประโยชน์ การกำจัดเชื้อที่ไม่ดีสามารถทำได้ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น Berberine, น้ำมันกระเทียม (Garlic Oil), น้ำมันออริกาโน่ (Oregano Oil), สารสกัดจากใบมะกอก (Olive Leaf Extract), และกรดคาปริลิก (Caprylic Acid) สารเหล่านี้จะช่วยจัดการเฉพาะจุลินทรีย์ตัวร้าย โดยไม่ทำลายจุลินทรีย์ดี
▪️Replace (เติมเอนไซม์) 🍎: เมื่อลำไส้ไม่แข็งแรง การย่อยและการดูดซึมสารอาหารก็แย่ลง จึงควรเติมเอนไซม์ช่วยย่อยอาหาร (Digestive Enzymes) เข้าไป เพื่อช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
▪️Reinoculate (เติมจุลินทรีย์ดี) 🥦 : การเติมจุลินทรีย์ดีเข้าไปในลำไส้ทำได้ทั้งการทานโปรไบโอติก (Probiotics) และพรีไบโอติก (Prebiotics) อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้จุลินทรีย์ในลำไส้มีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ในคนๆ หนึ่งจะมีอยู่ประมาณ 400 สายพันธุ์+- (ซึ่งแต่ละคนอาจมีไม่เหมือนกัน) แต่ในขณะที่โปรไบโอติกที่เราหาซื้อทานได้มีเพียงแค่ประมาณ 20 กว่าสายพันธุ์เท่านั้นเอง ดังนั้นส่วนที่เหลืออีก 380 สายพันธุ์ จึงควรทานพรีไบโอติกที่มีในผักและใยอาหารที่หลากหลายจะช่วยหล่อเลี้ยงจุลินทรีย์ดีในลำไส้ได้
🍀การเติมพรีไบโอติก เช่น
- Inulin
- Fructooligosaccharides (FOS)
- Xylo-Oligosaccharides (XOS)
- Galactooligosaccharides (GOS)
จะช่วยเลี้ยงจุลินทรีย์ทั้ง 400 สายพันธุ์ในลำไส้ พรีไบโอติกควรบริโภคอย่างน้อย 5 กรัมต่อวัน ซึ่งสามารถได้จากผักผลไม้หลากหลายชนิด
▪️Repair (ซ่อมแซม) 🪛: ฟื้นฟูเยื่อบุลำไส้ที่เสียหายจากการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ ด้วยสารอาหารที่ช่วยซ่อมแซมโดยเฉพาะ เช่น กลูตามีน (Glutamine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบมากในน้ำต้มกระดูก (Bone Broth) การดื่มน้ำต้มกระดูกจึงช่วยฟื้นฟูเยื่อบุลำไส้ให้กลับมาแข็งแรง
▪️Rebalance (ปรับสมดุล) 🏃‍♂️: การดูแลลำไส้ให้ดีอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ อาหาร คือปัจจัยสำคัญ อาหารที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาลจะยิ่งส่งเสริมให้เชื้อราและจุลินทรีย์ไม่ดีเจริญเติบโตได้ง่าย ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นประจำ การนอนหลับพักผ่อน และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างสมดุลที่ดีให้กับจุลินทรีย์ในลำไส้ เพราะจุลินทรีย์เหล่านี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกอยากอาหารและพฤติกรรมของเรามากกว่าที่คุณคิด
อย่าลืมว่าจุลินทรีย์ในลำไส้มีจำนวนมหาศาลกว่าเซลล์ในร่างกายของเราเสียอีก การดูแลสมดุลของจุลินทรีย์จึงเปรียบเสมือนการดูแลสุขภาพของ “เจ้าของร่างที่แท้จริง” ให้แข็งแรงอยู่เสมอ ลองนำหลักการ 5R นี้ไปใช้ เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีจากภายในกันดู 🌸🫧
อ้างอิงข้อมูล :
https://youtu.be/wD_NwGP_Qvw?si=z-QYla8y2RWMbSES
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #พรีไบโอติก #โปรไบโอติก #โอลิโกแซ็กคาไรด์ #จุลินทรีย์ดี

08/10/2025

🏃🏻‍♂️💢เจ็บเข่าหลังออกกำลังกาย? UC-II Collagen ไอเทมบำรุงข้อเข่าที่ควรมีติดบ้าน 👍🏿

อาการเจ็บเข่าหลังออกกำลังกายอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าข้อต่อและกล้ามเนื้อเริ่มอ่อนล้า การดูแลสุขภาพข้อจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการเสริมด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูและป้องกันการเสื่อมของข้อ เช่น UC-II Collagen คอลลาเจนไทป์ II มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและการเสียดสีของกระดูกอ่อน พร้อมทั้งส่งเสริมการซ่อมแซมผิวข้อได้อย่างตรงจุด อีกหนึ่งตัวช่วยคือ Chelated Magnesium ที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ลดอาการเกร็งและตึงเครียดที่อาจเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดภายนอกข้อ นอกจากนี้ Collagen Tripeptide Type II ยังเป็นคอลลาเจนโมเลกุลเล็กที่ร่างกายดูดซึมได้ดี เสริมสร้างกระดูกอ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยที่ครบถ้วน UC-II Collagen จาก Bluzone คือคำตอบที่เหมาะสำหรับการบำรุงข้ออย่างล้ำลึก เริ่มต้นดูแลข้อเข่าของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ทุกก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและปราศจากความเจ็บปวด
#อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ #ปวดเข่า #คอลลาเจนไทป์2 #ข้อเข่า #คอลลาเจน #ออกกำลังกายปวดเข่า #กระดูกอ่อน #ข้อต่อ

08/10/2025

อย่ามองข้าม…เมื่อมีอาการ “มือเท้าชา”

อาการ “มือเท้าชา” หรือ “รู้สึกยุบยิบเหมือนมดไต่” เป็นอาการที่หลายคนมักมองข้าม คิดว่าเกิดจากนั่งทับ นั่งนาน หรือพักผ่อนไม่พอ แต่ในความจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเป็น “สัญญาณเตือนของความผิดปกติทางระบบประสาท” ที่ไม่ควรละเลย

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ภาวะขาดวิตามินบี 1, 6 และ 12 วิตามินกลุ่มบีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของเส้นประสาทส่วนปลาย ช่วยส่งสัญญาณจากสมองไปยังแขนขาอย่างราบรื่น หากร่างกายขาดไปเป็นเวลานาน อาจทำให้ปลายประสาทเสื่อม เกิดอาการ ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ปวดแสบ ปวดร้อน และหากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจพัฒนาไปสู่ โรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy) ได้
🍽️ อาหารที่ช่วยเสริมวิตามินบี
สามารถรับได้จากอาหารธรรมชาติ เช่น
🔸เมล็ดงาและธัญพืชต่างๆ
🔸ถั่ว ตับ ไข่
🔸ปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า และปลาแซลมอน
🔸สาหร่ายทะเล

อย่างไรก็ตาม วิตามินบีจัดเป็นวิตามินที่ “ละลายในน้ำ” ร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ใช้ในวันถัดไปได้ และจะถูกขับออกทุกวัน ดังนั้น การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในผู้ที่พักผ่อนน้อย เครียด สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีภาวะเบาหวาน
💊อาจพิจารณาเสริมวิตามินบีรวม (B100) ซึ่งมีวิตามินบีครบทุกชนิด
✅ช่วยบำรุงระบบประสาท ลดอาการชา
✅เสริมการทำงานของสมอง และยังช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้

หากอาการชาของคุณเป็นต่อเนื่องและรุนแรง หรือมีอาการชาพร้อมกับโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน) คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและรับปริมาณวิตามินบีที่เหมาะสมในการรักษา อย่าปล่อยให้อาการชาเล็กน้อยลุกลามจนสายเกินแก้ เริ่มดูแลเส้นประสาทของคุณตั้งแต่วันนี้ 💙

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมาย
💬Line : https://line.me/R/ti/p/%40214byvpd
🖥Website : https://healthfocusclinic.co.th/
📞Tel : 02-096-4945
📍Location : The Grove Hathairaj (เดอะ โกรพ หทัยราษฏร์)
_________________________________________________
🔗ทำความรู้จักกับหมออรรถ (อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ)
https://hfocusclinic.com/หมออรรถ-อย่าฝากชีวิตไว้/

🔗ทำไมต้องมาตรวจสุขภาพที่ Health Focus Clinic
https://hfocusclinic.com/ทำไมต้องเรา/

#มือเท้าชา #ปลายประสาทอักเสบ #วิตามินบี #ระบบประสาท

ที่อยู่

Chachoengsao
24000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MD HAPPY DIETผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์