24/05/2026
สรุปรายละเอียดสถานการณ์อุตสาหกรรมน้ำตาลและอ้อยรายประเทศ จากข้อมูลล่าสุดในปี 2026
🇧🇷 บราซิล (Brazil)
การส่งออกท่าเรือซานโตส (Santos Port): ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 ท่าเรือซานโตสซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของบราซิล ส่งออกน้ำตาลได้ทั้งหมด 4.25 ล้าน metric tons (MT) เพิ่มขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
น้ำตาลทรายดิบ/น้ำตาลเทกอง (Bulk Sugar): เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 41% คิดเป็นปริมาณ 3.85 ล้าน MT ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการส่งออก
น้ำตาลบรรจุตู้คอนเทนเนอร์: สวนทางด้วยการลดลง 28.6% เหลือเพียง 397.9K MT
เฉพาะเดือนมีนาคม: มีการส่งออกรวม 1.19 ล้าน MT เพิ่มขึ้น 4.1% จากมีนาคม 2025
ภาพรวมการส่งออกและรายได้ (มกราคม - เมษายน): ในเดือนเมษายน การส่งออกชะลอตัวลง โดยส่งออกน้ำตาลและกากน้ำตาลได้ 1.185 ล้าน MT (ลดลง 24% จากเมษายน 2025) และรายได้ลดลง 39% อยู่ที่ 440.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดรวม 4 เดือนแรกของปี 2026 บราซิลส่งออกน้ำตาลรวม 7.225 ล้าน MT (ลดลงเล็กน้อย 0.5%) และทำรายได้รวม 2.644 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 23.65% เมื่อเทียบกับปีก่อน)
คาดการณ์ผลผลิตฤดูกาล 2026/27: คาดว่าปริมาณการหีบอ้อยจะเพิ่มขึ้น 3.1% ไปอยู่ที่ประมาณ 629.93 ล้าน MT (เทียบกับ 611.15 ล้าน MT ในฤดูกาล 2025/26) เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนที่เอื้ออำนวยตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลิตภาพ (Productivity) ฟื้นตัวดีขึ้น
🇮🇳 อินเดีย (India)
การปรับขึ้นราคาอ้อยขั้นต่ำ (FRP): รัฐบาลอินเดียประกาศปรับขึ้นราคา Fair and Remunerative Price (FRP) หรือราคาขั้นต่ำที่โรงงานน้ำตาลต้องจ่ายให้เกษตรกรอีก 10 รูปี เป็น 365 รูปีต่อควินทัล (Quintal) สำหรับฤดูกาล 2026-27 (เริ่มตุลาคมนี้) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.81% จากฤดูกาลปัจจุบัน โดยกำหนดบนพื้นฐานต้นทุนการผลิตที่ 182 รูปีต่อควินทัล (ได้กำไรสูงกว่าต้นทุน 100.5%) ซึ่งจะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรอ้อยเกือบ 10 ล้านคน
การเคลียร์หนี้ค่าอ้อย: ณ วันที่ 20 เมษายน 2026 รัฐบาลสามารถเคลียร์หนี้ค้างจ่ายของฤดูกาล 2024-25 ได้แล้วเกือบ 99.5% ส่วนฤดูกาลปัจจุบัน (2025-26) จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว 88.6%
แจ้งเตือนเฝ้าระวังศัตรูพืช: รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) ได้ออกประกาศเตือนภัยเกษตรกรหลังพบการระบาดของ "แมลงสิงดำ (Black Bug)" และ "เพลี้ยไฟ (Thrips)" ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศที่แห้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต
นโยบายการส่งออก: รัฐบาลอินเดียยังไม่มีแผนที่จะจำกัดการส่งออกน้ำตาลเพิ่มเติมในขณะนี้ แม้ว่าผลผลิตอาจต่ำกว่าระดับการบริโภคติดต่อกันเป็นปีที่สอง และมีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) เนื่องจากราคาในตลาดยังคงมีเสถียรภาพจากความต้องการซื้อ (Demand) ที่อ่อนตัวลง ช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทาน
🇻🇳 เวียดนาม (Vietnam)
ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม: อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของเวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการเร่งปฏิรูปสู่ "อุตสาหกรรมสีเขียว" (Green Transformation)
มาตรการลดคาร์บอนภาคบังคับ: สมาคมน้ำตาลเวียดนามระบุว่า การลดการปล่อยคาร์บอนได้เปลี่ยนจาก "ทางเลือก" กลายมาเป็น "ข้อบังคับ" ในการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ บริษัทน้ำตาลที่ไม่สามารถประเมินและจัดทำแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ผ่านมาตรฐานที่เข้มงวดนี้ อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันหรือต้องหลุดออกจากตลาดไปในที่สุด
🇪🇺 สหภาพยุโรป (EU)
การเติบโตของตลาดน้ำตาล: คาดการณ์ว่าในฤดูกาล 2025/26 ตลาดน้ำตาลในสหภาพยุโรปจะขยายตัวขึ้นทั้งในแง่การผลิต การบริโภค และการนำเข้า
คาดการณ์ตัวเลขฤดูกาล 2025/26:
- ผลผลิตน้ำตาล: คาดว่าจะสูงถึง 16.6 ล้าน MT (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 16.56 ล้าน MT)
- การบริโภคภายใน: คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 13.8 ล้าน MT
- การนำเข้า: ปรับตัวเลขคาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 1.53 ล้าน MT (เพื่อรองรับความต้องการในอุปสงค์ที่สูงขึ้นและเติมเต็มส่วนต่างของอุปทาน)
🇵🇰 ปากีสถาน (Pakistan)
ข้อพิพาทเรื่องการส่งออก: สมาคมโรงงานน้ำตาลปากีสถาน (PSMA) ได้ยื่นเรื่องขอส่งออกน้ำตาลจำนวน 1 ล้าน MT โดยอ้างว่ามีผลผลิตรวม 7.8 ล้าน MT ซึ่งเกินกว่าความต้องการบริโภคในประเทศ (ปีละ 6.5 - 7 ล้าน MT)
การตรวจสอบจากรัฐบาล: รัฐบาลกำลังตรวจสอบตัวเลขดังกล่าวอย่างเข้มงวดเนื่องจากกังวลว่า ตัวเลขที่อ้างว่าเกินมานั้นอาจรวมน้ำตาลนำเข้าอยู่ด้วยประมาณ 300K MT ซึ่งหากเป็นจริง จะเหลือน้ำตาลส่วนเกินส่งออกได้เพียง 700K MT เท่านั้น หากปล่อยให้ส่งออกครบ 1 ล้าน MT อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและดันราคาขายปลีกในประเทศพุ่งสูงขึ้นซ้ำรอยปีที่แล้ว
แผนการเปิดเสรีอุตสาหกรรม (Deregulation): รัฐบาลกำลังเวียนนโยบายลดการควบคุมภาคส่วนน้ำตาล ซึ่งจะเปิดให้โรงงานตัดสินใจส่งออกได้เองโดยไม่ต้องขออนุมัติล่วงหน้า แต่มีเสียงวิจารณ์ว่าหากไม่มีระบบติดตามสต็อกและมาตรการป้องกันการกักตุนที่ดี อาจยิ่งทำให้ราคาน้ำตาลผันผวนหนักขึ้น
🇧🇩 บังกลาเทศ (Bangladesh)
นโยบายฟื้นฟูโรงงานน้ำตาลของรัฐ: กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมประกาศเดินหน้าแผนเพิ่มผลผลิตน้ำตาลในประเทศผ่านการเตรียมเปิดดำเนินงานโรงงานน้ำตาลของรัฐที่เคยปิดตัวไปใหม่อีกครั้ง (ปัจจุบันจากทั้งหมด 15 แห่ง มีโรงงานเปิดอยู่เพียง 6 แห่ง และปิดตัวอยู่ 9 แห่ง)
ความจำเป็นในการปฏิรูปและปรับปรุงเทคโนโลยี: โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่มีอายุเก่าแก่ถึง 50-70 ปี รัฐบาลระบุว่าความสำเร็จในการฟื้นฟูจะต้องพึ่งพาการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ และการนำเทคโนโลยีรวมถึงเครื่องจักรใหม่ๆ เข้ามาติดตั้ง โดยตั้งเป้าให้เกิดการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น
🇵🇭 ฟิลิปปินส์ (Philippines)
การสนับสนุนกฎหมายควบคุมสารให้ความหวานทดแทน: สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลแห่งฟิลิปปินส์ (PSMA) ออกมาสนับสนุนร่างกฎหมายปี 2026 (Senate Bill 2114 และ House Bill 9088) เพื่อแก้ไขกฎหมายพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย (SIDA) ปี 2015 โดยมุ่งเน้นการควบคุมการใช้สารให้ความหวานเทียม/เคมี (Artificial Sweeteners)
ความเหลื่อมล้ำด้านการควบคุม: ปัจจุบันน้ำตาลในประเทศถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องการจัดสรรอุปทาน การคลังสินค้า และการกระจายสินค้า ในขณะที่สารให้ความหวานสังเคราะห์กลับไม่มีการควบคุมที่ชัดเจนและถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อแข่งกับน้ำตาลท้องถิ่นอย่างแพร่หลาย ทางสมาคมจึงเรียกร้องให้จัดระเบียบเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ ความมั่นคงทางอาหาร และอาชีพของเกษตรกรในระยะยาว
🇨🇳 จีน (China)
ผลผลิตในเขตปกครองตนเองกวางซี (Guangxi): ฤดูกาลหีบอ้อยปี 2025/26 ของกวางซีสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2026 โดยมีผลผลิตน้ำตาลสูงทุบสถิติในรอบ 12 ปี (นับตั้งแต่ฤดูกาล 2014/15) คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 7.7 ล้าน MT หรือเพิ่มขึ้นกว่า 19% (ประมาณ 1.24 ล้าน MT) เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนหน้า
สถิติการดำเนินงาน: ปริมาณอ้อยที่เข้าสู่โรงงานรวมอยู่ที่ 60.91 ล้าน MT (เพิ่มขึ้น 12.31 ล้าน MT ยืนยันถึงปริมาณวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล) แม้ว่าอัตราการหีบสกัดน้ำตาลเฉลี่ย (Sugar yield) จะลดลง 0.67% อยู่ที่ 12.63% แต่ปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้นสามารถชดเชยส่วนต่างนี้ได้ทั้งหมด โดยในฤดูกาลนี้มีโรงงานเปิดดำเนินการรวม 73 แห่ง และมีระยะเวลาเปิดหีบยาวนานขึ้นถึง 175 วัน (นานกว่าปีก่อน 30 วัน)
-------------------
ที่มา : .com