28/05/2026
‼️ Sắp tới Thailand sẽ sử dụng app THIM dành cho người nước ngoài sử dụng cho mục đích du lịch. Và dùng app này để đăng ký thông tin nhập cảnh thay thế cho TDAC. Đăng ký nhanh và thuận tiện hơn rất nhiều. 3p cho lần đầu và 1p cho lần tiếp theo. Hiện tại đang thí điểm triển khai app THIM và sẽ sớm chính thức trong thời gian sắp tới
CẬP NHẬT: Cục Quản lý Xuất nhập cảnh Thái Lan ứng dụng công nghệ AWS Cloud nâng cấp ứng dụng THIM, kỳ vọng giúp du khách hoàn thành tờ khai nhập cảnh trong vòng chưa đầy 3 phút
Việc nhập cảnh thuận tiện và nhanh chóng luôn là ấn tượng đầu tiên đối với du khách. Tuy nhiên, một trong những "nỗi đau" (Pain Point) lớn nhất mà khách du lịch quốc tế thường phải đối mặt chính là cảnh xếp hàng dài tại các cửa khẩu kiểm soát xuất nhập cảnh. Nguyên nhân xuất phát từ sự phiền toái khi phải khai báo trên giấy tờ truyền thống và quy trình kiểm tra tốn nhiều thời gian.
Để giải quyết bài toán này, Cục Quản lý Xuất nhập cảnh Thái Lan (Immigration Bureau) đã bắt tay cùng Công ty TNHH Digital Identity phát triển Hệ thống Quản lý Xuất nhập cảnh Thái Lan, hay còn gọi là THIM (Thailand Immigration Management System). Đây là ứng dụng trên nền tảng web và di động cấp quốc gia đầu tiên hoạt động trên cơ sở hạ tầng đám mây của Amazon Web Services (AWS), với mục tiêu nâng cao chất lượng dịch vụ cho hơn 30 triệu lượt du khách quốc tế mỗi năm, giúp quá trình này trở nên nhanh chóng và an toàn hơn.
🟠 Nâng tầm công tác quản lý xuất nhập cảnh Thái Lan sang kỷ nguyên kỹ thuật số toàn diện
UPDATE: สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที
การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแรกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่หนึ่งใน Pain Point สำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักเผชิญคือคิวยาว ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งเกิดจากความยุ่งยากในการกรอกเอกสารกระดาษและกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลานาน
เพื่อแก้ปัญหานี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จึงได้จับมือกับบริษัท ดิจิทัล ไอเดนติตี้ จำกัด พัฒนาระบบบริหารจัดการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย หรือ Thailand Immigration Management System (THIM) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเว็บและมือถือระดับประเทศแห่งแรกที่ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Amazon Web Services (AWS) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนต่อปีให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
🟠 ยกระดับตม.ไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
แอปพลิเคชัน THIM ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนเข้าประเทศในรูปแบบดิจิทัลได้ล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึงประเทศไทย ซึ่งระบบจะช่วยลดระยะเวลาในการกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง (ใบตม.) เหลือเพียงไม่เกิน 3 นาที สำหรับการใช้งานครั้งแรก และไม่เกิน 1 นาที สำหรับการเดินทางครั้งถัดๆ ไป เนื่องจากระบบจะจดจำข้อมูลพื้นฐานไว้ ทำให้ผู้ใช้กรอกเพียงแค่ข้อมูลการเดินทางล่าสุดเท่านั้น
พล.ต.ต. ปรัชญา ประสานสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ในอดีตการใช้กระดาษเปลืองทั้งงบประมาณและเวลาอย่างมาก แม้ปีก่อนจะเริ่มยกเลิกระบบกระดาษและเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 10 ล้านคน แต่ก็ยังมีข้อร้องเรียนว่าต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมดทุกครั้งที่เดินทาง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอปพลิเคชัน THIM ที่ตั้งเป้าให้เป็น Super App สำหรับชาวต่างชาติ
“เราต้องการบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เป้าหมายคืออยากให้ใช้แอปพลิเคชันนี้ทั้งหมด เป็นการ Modernize ตม. กระบวนการพบเจ้าหน้าที่ ตม. ต้องไม่เกิน 40 วินาทีต่อคน” พล.ต.ต. ปรัชญา กล่าว
นอกจากเรื่องระยะเวลากรอกข้อมูลแล้ว การปรับมาใช้แอปพลิเคชันแทนเว็บไซต์ยังช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ที่มักสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันจะช่วยขจัดปัญหานี้ได้
นอกจากนี้ สตม. ยังมีแผนพัฒนาฟังก์ชันอื่นๆ ในแอป THIM เพื่อให้กลายเป็น Super App เช่น การแจ้งที่อยู่ในไทยทุกๆ 90 วัน การขอเอกสารรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งการมอบโปรโมชันและเอกสิทธิ์พิเศษให้กับชาวต่างชาติที่ใช้งานแอปพลิเคชันนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ปัจจุบัน แอปพลิเคชัน THIM เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วในโครงการนำร่องผ่าน App Store และ Play Store โดยมียอดดาวน์โหลดหลักแสนครั้ง รองรับ 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 15 ภาษาภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
🟠 ทำไมถึงต้องใช้ AWS Cloud?
เบื้องหลังการทำงานที่รวดเร็วและปลอดภัยของ THIM คือโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์จาก AWS ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. การตรวจสอบเอกสาร โดยใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดึงข้อความจากหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ซึ่งให้ความถูกต้องแม่นยำ 100%
2. การคำนวณและการประสานงาน รองรับการปรับขนาดการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก (Rush hour)
3. ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด มีระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้ารหัสข้อมูลแบบ End-to-End เพื่อคุ้มครองข้อมูลสำคัญของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องปรับตัวและตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีมาใช้ การลงทุนในแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย (Sovereign by design) ที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกได้ แต่ยังคงเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ AWS
“ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในมุมมองของภาครัฐต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จากเดิมที่เป็นเพียงการยกระดับระบบหลังบ้าน สู่การเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” วัตสันกล่าว
🟠 องค์กรไทยใช้ AI มากขึ้น แต่ยังติดปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ
นอกเหนือจากการนำโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มาปรับใช้แล้ว วัตสันยังได้ฉายภาพเกี่ยวกับความตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรของไทย โดยระบุว่า แม้การใช้งานในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบพื้นฐาน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับองค์กรที่จะขยับขยายไปสู่การใช้ AI ในระดับ Enterprise ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
จากการสำรวจพบว่า สัดส่วนขององค์กรในไทยที่ตอบว่ามีการใช้ AI นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณ 32% ในปีก่อนหน้า ขยับสูงขึ้นเป็น 43% ในปีนี้ หากประเมินในแง่ของปริมาณ จะครอบคลุมถึงองค์กรและหน่วยงานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่รวมกว่า 220,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ องค์กรสูงถึง 68% ต่างให้ระดับความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจ แต่ที่น่ากังวลคือ องค์กรถึง 51% ยอมรับว่าไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะมารองรับการทำงานดังกล่าวได้
กล่าวคือ องค์กรเกินกว่าครึ่งมีความต้องการที่จะใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการหาคนมาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหาบุคลากรใหม่เข้ามาเติมเต็มไม่ได้ หรือแม้แต่คนในองค์กรเองก็ยังมีทักษะที่ไม่เพียงพอต่อการนำ AI มาใช้จริง ความท้าทายนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศต้องหยุดชะงัก