14/08/2024
รสที่เคยขม แต่โตมากลับขาดไม่ได้ บางคนบอกว่าเป็นน้ำมันชีวิต หากไม่ได้สักจิบก็เหมือนสองไม่ทำงานสตาร์ทเครื่องไม่ติด
“กาแฟ” กลายเป็นเครื่องดื่มสำคัญที่ผลักดันให้มนุษย์ ยังคงเป็นมนุษย์ ประคองสติให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นตลอดวัน ง่วงเพราะนอนไม่พอ คิดงานไม่ออก อยากเพิ่มเวลาทำงาน แค่ดื่มกาแฟก็เป็นทางออกให้ชีวิตที่ต้องการ Productivity
เคยมีผู้ชื่นชอบกาแฟบอกกับผู้เขียนว่า เครื่องดื่มชนิดนี้(กาแฟ)กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างขาดไม่ได้ประหนึ่ง “ยาเสพติดที่ไม่ผิดกฎหมาย”
จนเกิดความสงสัยว่า “กาแฟสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นเครื่องดื่มรสขมที่มนุษย์ขาดไม่ได้ ได้อย่างไร?” และมันอยู่ในเฉดไหนบ้างระหว่างมนุษย์ การทำงาน และการใช้ชีวิต
เราอาจจะบอกได้ว่า Work ไร้ Balance ได้ แต่อย่าไร้คาเฟอีนก็พอ
1. ขมยังไงก็ไม่เท่ารสชาติชีวิต
ผู้เขียนเคยสงสัยว่าชีวิตมันจะขมกว่ากาแฟได้อย่างไร จนมาถึงวันนี้ที่รู้ซึ้งถึงความขมของชีวิต กาแฟที่ว่าขมอาจจะหวานไปเลยหากต้องเทียบกับรสชาติชีวิต
ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดปลอบโยนหัวใจ งานวิจัยเรื่อง Stress and Bitter Taste Preference ที่ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและความชอบในรสขมซึ่งมันสัมพันธ์กันจริง ๆ
วิจัยพบว่าทั้งความเครียดทางจิตใจและทางร่างกายสามารถเพิ่มความยอมรับในอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสขมได้ ในงานวิจัยระบุถึงกาแฟและเบียร์ (Mizuma et al., 1994) ซึ่งอาจจะนำมาอธิบายได้ว่า ภาระชีวิตที่เพิ่มขึ้น ความเครียดที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราอยากกินอาหารที่มีรสขม รวมถึงยอมรับความขมได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง
ขมมากไปก็ไม่ดี
อีกด้านหนึ่ง New York Post เคยตีพิมพ์บทความจากงานวิจัยเรื่อง “ถ้าคุณชอบกินขม คุณอาจจะเป็นโรคจิต”การศึกษาที่เชื่อมโยงการชอบอาหารรสขม เช่น กาแฟดำ ช็อกโกแลตดำ และจินโทนิก กับแนวโน้มทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความเป็นโรคจิต
โดยสำรวจชาวอเมริกันจำนวน 953 คนเกี่ยวกับความชอบในรสชาติและลักษณะบุคลิกภาพ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ชอบรสขมอาจมีลักษณะบุคลิกภาพที่มืดมนกว่า ตั้งแต่อาการหลงตัวเองไปจนถึงการชอบที่เห็นคนอื่นเป็นทุกข์(แต่งานวิจัยนี้เป็นเพียงขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ทุกท่านโปรดอย่าเพิ่งร้อนตัว)
ทั้งที่มีรสขมจนไม่คิดว่าจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เลือกหยิบมากิน แต่กาแฟก็ได้กลายเป็นเมนูโปรดของหลายชนชาติ ส่วนคำถามคือแล้วใครช่างไปสรรหามากิน?
2. จุดเริ่มต้นของการนอนน้อย
คาลดีและแพะของเขา
เพื่อตอบคำถามที่ว่าใครเป็นคนนำพามนุษย์ให้รู้จักกับกาแฟ ขอพาทุกท่านย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 9 ตามตำนานเล่าว่าบนที่ราบสูงของเอธิโอเปีย ระหว่างที่เด็กหนุ่มคาลดีกำลังต้อนแพะอยู่นั้นก็ได้สังเกตว่ามีแพะบางตัวที่คึกและดีดกว่าปกติ คาลดีสังเกตว่าแพะนั้นกินผลเบอร์รี่สีแดงจากพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง จึงได้ลองกินตาม ทันใดนั้นเองก็รู้สึกว่ากระฉับกระเฉงขึ้นและมีแรงกว่าปกติ
ต่อมาผู้คนในเมืองก็เริ่มกินกาแฟและฮิตกันมากขึ้นเพราะช่วยให้มีแรง กระฉับกระเฉงและทำงานได้เยอะขึ้นนั่นเอง (จากบันทึกนั้นเข้าใจว่าที่เอธิโอเปียนั้นเริ่มจากการกินแบบเป็นผล)
อาหรับไม่กลัวหลานปลุก
บันทึกเล่าว่ากาแฟแพร่กระจายไปยังคาบสมุทรอาหรับในศตวรรษที่ 15 โดยเริ่มต้นปลูกที่เยเมน หลังจากนั้นชาวอาหรับเริ่มคั่วและชงเมล็ดกาแฟ กลายเครื่องดื่มที่เรารู้จักในปัจจุบันในช่วงเวลานี้ ที่ไม่กลัวหลานปลุกเพราะว่าชาวอาหรับเริ่มนำกาแฟมาใช้เพื่อตื่นให้นานขึ้นนั่นเอง
ดื่มเพื่อตื่นให้นานขึ้น
กาแฟได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวอิสลามเพราะว่ามันช่วยเพิ่มสมาธิระหว่างการสวดมนต์และการศึกษาคำสอนได้อย่างดีแม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม กลายเป็นการใช้กาแฟในฟังก์ชันเครื่องดื่มที่ช่วยให้เราตื่นได้นานขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากที่กินเพื่อให้รู้สึกกระฉับกระเฉงมีแรงทำงาน
คาเฟ่และสภากาแฟ
“คาเฟ่” และ “สภากาแฟ” ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน เมื่อร้านกาแฟไม่ได้เป็นสถานที่สำหรับดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนทางความคิด ปัญญา การสนทนาทางศาสนา รวมถึงคุยเรื่องการเมืองอย่างเผ็ดร้อน ณ ช่วงเวลานี้เองกาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอิสลามและจุดเริ่มต้น “ของการนอนน้อย”
3. ยุโรปเข้าวงการนอนน้อย
กาแฟและซาตาน
หลังจากกาแฟได้รับความนิยมในฟากอิสลามอย่างสูง เป้าหมายต่อไปก็คือยุโรปโดยติดสอยห้อยตามไปกับพ่อค้าจากจักรวรรดิออตโตมันที่เดินทางไปค้าขาย แม้กาแฟจะเดินทางมาในช่วงต้นของศตวรรษที่ 17 แต่เรื่องสนุกก็คือยุโรปไม่ยอมรับกาแฟโดยง่าย
เพราะมีนัยยะทางศาสนา ที่เมื่อเป็นเครื่องดื่มจากศาสนาอื่นแถมมีรสขม กาแฟจึงถูกแปะป้ายว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ขมขื่นของซาตาน (ช่างแปะป้ายได้อย่างลงตัวทั้งแพะนำพาให้รู้จักแถมมีรสขม จะมีอะไรเหมาะไปกว่าโยนให้มันมาจากซาตาน)
เราจะโกงปีศาจ
แต่ความดราม่าก็จบได้โดยง่าย เมื่อต่อมาโป๊ป สมเด็จพระสันตะปาปาเคลมองต์ที่ 8 ได้รับการเสนอให้ชิมกาแฟโดยที่ปรึกษาของท่าน ซึ่งแนะนำให้ท่านสั่งห้ามเครื่องดื่มที่มีข้อถกเถียงนี้ แทนที่จะห้ามโดยทันที ท่านตัดสินใจลองชิมกาแฟด้วยตัวเอง พบว่ากาแฟมีรสชาติอร่อย “เครื่องดื่มของปีศาจนี้อร่อยมาก เราควรล้างบาปมันเสีย" (ตำนานใช้คำว่า We should cheat the devil) การรับรองนี้มีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายของกาแฟไปทั่วยุโรป ในเวลาต่อมา
[กาแฟและงานถูกใช้ด้วยกันมาตั้งแต่อดีต]
กาแฟมีฟังก์ชันหลักก็คือเครื่องดื่มที่ช่วยให้มนุษย์มีสมาธิมากขึ้น อดทนกับความง่วงได้ดีและสามารถใช้เวลาทำสิ่งต่าง ๆ ได้นานขึ้น ตั้งแต่การกินแบบผลในยุคแรกเริ่มเพื่อให้ทำงานได้มากขึ้น จนกลายเป็นเครื่องดื่มที่ถูกใช้เพื่อเพิ่มสมาธิระหว่างการทำสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตเรื่อยมา
4. ปัจจุบันขาดกาแฟคือขาดใจ
จากที่กล่าวไปในที่มาที่ไปของกาแฟแบบย่อ ๆ เราจะเห็นว่ากาแฟอยู่คู่กับมนุษย์มาในฐานะเครื่องดื่มที่อร่อยและให้ประโยชน์ในความตื่นตัว ซึ่งมันเหมาะเสียเหลือเกินกับการทำงานในปัจจุบัน จนยากที่จะหาเครื่องดื่มอื่น ๆ มาแทนที่ แต่อย่างไรก็ดีการมีเครื่องมือช่วยทำงานอย่างกาแฟและคาเฟอีนก็มีด้านที่ต้องกังวลเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่นอนไม่หลับ แต่มันอาจพาเราให้เหนื่อยกว่าเดิมหากรับประทานเยอะเกินไป
Productivity แบบยาว ๆ
เมื่อการทำงานกลายเป็นเรื่องที่ต้องวัดด้วยประสิทธิผล ชีวิตมนุษย์ผู้จำเป็นต้องทำงานนั้นจึงมีอยู่ 2 ทางเลือก ได้แก่ เพิ่มสมาธิเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือ ทำงานให้นานขึ้นเพื่อให้ได้ประสิทธิผลตามเป้าที่ตั้งไว้
แม้ว่าคุณจะซดกาแฟเพื่อให้ได้ทั้งสองสิ่งนี้ได้ แต่จุดประสงค์นั้นต่างกัน เพราะถ้าคุณกินกาแฟแก้วแรกในตอนเช้า หรือแก้วที่สองในช่วงบ่ายนั้นอาจจะเป็นไปเพื่อการเพิ่มสติในการทำงาน ขับไล่ความง่วงให้ออกจากร่างกาย
แต่ถ้าคุณกินแก้วที่ 3 ในช่วงเย็น นั่นคือผลที่คุณต้องเลือกทำงานเลยเวลาและยังต้องการความตื่นตัวอยู่ ซึ่งแม้จะสามารถทำได้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องดี เพราะส่งผลต่อการฟื้นตัวของร่างกายและสมองในวันถัดไป โดยงานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกินเครื่องดื่มและการทำงาน ได้อธิบายว่าแม้การดื่มกาแฟจะมีข้อดีแต่การรับเอาคาเฟอีนที่มากเกินไปก็มีผลลบกับการฟื้นตัวของร่างกายและสมองในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจะส่งผลลบต่อร่างกายให้สมองฟื้นตัวช้าลง นำมาซึ่งความเหนื่อยตั้งแต่เริ่มต้นวันถัดไป
กินกาแฟพาเบิร์นเอาท์
หมายความว่าถ้าคุณกินกาแฟมากเกินไปอาจจะทำให้คุณเหนื่อยมากกว่าปกติในวันถัดไป ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับอีกงานวิจัยหนึ่งที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการกินกาแฟและการนอนหลับของอาชีพที่มีความเข้มข้นในช่วงเวลาทำงานเช่น พยาบาลและตำรวจ
พบเรื่องน่าสนใจคือ กาแฟมักถูกใช้เป็นคำตอบเพื่อจัดการกับปัญหาการนอนหลับ ความเหนื่อยล้า และสมาธิในช่วงเวลาทำงานที่ยาวนาน แม้ว่าจะช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็อาจมีส่วนในการเพิ่มความเครียดและความเสี่ยงในการหมดไฟในระยะยาวของผู้ทำงานเช่นกัน
ซึ่งเรื่องนี้เองก็สามารถโยงกลับเพื่อถามถึงสภาพสังคมการทำงานในปัจจุบัน “ที่ต้องการความเข้มข้นของงานสูง ทั้งคุณภาพงานและปริมาณงาน” กาแฟจึงกลายเป็นเครื่องมือของคนที่รักงาน(บางคนอาจจะเกลียดแต่ก็ยังคงต้องทำ) รสชาติจึงไม่สำคัญเท่าความตื่นตัวอีกต่อไป
ข้อเสียบางประการจึงตามมาเมื่อมากเกินไปจากประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนอนไม่เป็นเวลา ความวิตกกังวลและความกระวนกระวายจากการได้รับคาเฟอีนมากเกินไป เป็นต้น
[ส่วนหนึ่งของอารยธรรมการทำงาน]
ด้วยเหตุนี้เองจากจุดเริ่มต้นที่คนรู้จักกับกาแฟ และ “ตั้งแต่ต้นมันเองก็ถูกใช้ในฐานะของตัวช่วยให้คนสามารถทำงานได้มากขึ้น” อยู่ในทุกวัฒนธรรมที่หลากหลาย บ้างเพราะรสชาติ กลิ่นหอม ความชอบที่ได้ลิ้มรสทุกเช้า และคงไม่มีเครื่องดื่มไม่กี่ชนิดที่สามารถให้ทั้งรสชาติ และความตื่นตัวได้เช่นที่กาแฟมอบให้มนุษย์
แม้เราจะรู้ว่ากาแฟและคาเฟอีนมีประโยชน์กับเราทั้งแง่การทำงานและการใช้ชีวิตมากมายขนาดไหน แต่การกินที่เกิดพอดี หรือการที่ต้องกินเพื่อให้เราสามารถทำบางอย่างได้ยาวนานขึ้นก็อาจสร้างเหนื่อยให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างไม่รู้ตัว
“หรือนี่อาจเป็นการเอาคืนของซาตานจากที่เคยโดนโป๊ปโกงไว้ก็เป็นได้”
#กาแฟ #คาเฟ่
อ่านแบบสบายตาได้ที่: https://wongnai.onelink.me/ECPl/pek6ke4g
Reference
Rathbone, L. (2015). How to make coffee: The science behind the bean. Abrams Image.
Ukers, W. H. (1935). All about coffee: A history of coffee from the classic tribute to the world’s most beloved beverage. The Tea and Coffee Trade Journal Company.
Daniels, K. (2011). The art and craft of coffee: An enthusiast's guide to selecting, roasting, and brewing exquisite coffee. Quarry Books.
Hoffmann, J. (2017). The coffee dictionary: An A-Z of coffee from growing, roasting to brewing, tasting. Mitchell Beazley.
Guzman, S. (2014, April 9). Blessed beans: How the Pope baptized coffee. The Catholic Gentleman. https://catholicgentleman.com/2014/04/blessed-beans-how-the-pope-baptized-coffee/
Mizuma, K., Nakagawa, M., & Namba, K. (1994). Why Do You Like Bitter Taste. , 317-317. https://doi.org/10.1007/978-4-431-68355-1_124.
Pegado, E., Rodrigues, C., Raposo, H., & Fernandes, A. (2022). The Uses of Coffee in Highly Demanding Work Contexts: Managing Rhythms, Sleep, and Performance. Social Sciences. https://doi.org/10.3390/socsci11080365.
Bryan, J., Tuckey, M., Einöther, S., Garczarek, U., Garrick, A., & Bruin, E. (2012). Relationships between tea and other beverage consumption to work performance and mood. Appetite, 58, 339-346. https://doi.org/10.1016/j.appet.2011.11.009.
If you enjoy these bitter foods, you might have ‘psychopathic’ tendencies: study
https://nypost.com/2024/01/14/lifestyle/if-you-enjoy-these-foods-you-might-have-psychopathic-tendencies/