FooD HuB Home - Chef Table by PT

FooD HuB Home - Chef Table by PT Chef Table ในบ้านหลังเล็กๆ เสริฟคุณด้วยเนื้อวากิวจากทั่วโลก
สำรองที่นั่งทางแชต หรือ Line

ภาพนี้ไม่ใช่หมูแฉะนะครับ ผมรู้ว่าเพื่อนๆบางคนเห็นหมูสีนี้แล้วต้องสะดุ้งครับ บางคนถึงกับคิดในใจว่า "นี่มันดิบหรือเปล่าวะ"...
17/05/2026

ภาพนี้ไม่ใช่หมูแฉะนะครับ

ผมรู้ว่าเพื่อนๆบางคนเห็นหมูสีนี้แล้วต้องสะดุ้งครับ บางคนถึงกับคิดในใจว่า "นี่มันดิบหรือเปล่าวะ"

ไม่ใช่ครับ

วันนี้อยากเขียนเรื่องที่ผมคิดมานานครับ ว่าจะอธิบายยังไงให้เพื่อนๆเข้าใจว่า "สีชมพู" ที่เห็นในภาพ มันไม่ใช่ความดิบ แต่มันคือเป้าหมาย

หลายคนที่เห็นรูปนี้ครั้งแรกอาจจะรู้สึกแปลกๆครับ เพราะภาพในหัวของหมูทอดที่เรากินกันมาทั้งชีวิต คือหมูสีขาว แห้งๆ แน่นๆ เคี้ยวต้องออกแรง เนื้อแห้งเอาซอสมากลบ แต่จริงๆแล้วหมูที่ทอดมาแบบนี้ คือหมูที่สุกเกินไปครับ น้ำในเนื้อระเหยหมด เหลือแต่เส้นใยกล้ามเนื้อแห้งๆ

ที่ผมยึดมาตลอดคือ USDA ปรับมาตรฐานปี 2011 ว่าหมูปลอดภัยที่ 63°C ที่อุณหภูมินี้ น้ำในเนื้อยังอยู่ครบ โปรตีนเพิ่งเริ่มเซ็ทตัว เนื้อเลยฉ่ำ นุ่ม และยังมีสีชมพูระเรื่อตรงกลาง

นี่คือ "ปลายทาง" ของการทอดหมูทงคัตสึที่ผมตามหามาตลอดการทอดหมูเกือบหมื่นชิ้นครับ

หมูสุกที่สุดในแบบที่ฉ่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ฉ่ำจนน้ำหมูซึมออกมาเป็นหยดๆบนถาด ที่หลายร้าน Tonkatsu เทพๆ อย่าง Narikura , Hachime , Katsukami และ อีกหลายๆร้าน เขาตั้งเป็น Standard กัน

นี่คือสภาพที่เชฟทอดหมูในใจของผมอยากเห็นทุกครั้งที่หั่นหมูเสริฟครับ

แต่ขอสารภาพตรงๆเลยนะครับ ผมทอดได้แบบนี้ ไม่ใช่ทุกครั้ง

เพราะ ในการทอดหมูแต่ละชิ้นมีตัวแปรเยอะมากๆครับ

หมูทุกชิ้นไม่เท่ากันครับ ความหนาต่างกัน 2-3 มิลลิเมตรก็ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ทอดต่างกันแล้ว ไขมันแทรกในเนื้อมีไม่เท่ากัน หมูที่เพิ่งออกจากตู้เย็นกับหมูที่พักรอ 5 นาที core temperature ก็ต่างกันอีก

น้ำมันในกระเป๋าทอดก็ไม่นิ่งครับ ทอดไป 20 ชิ้น อุณหภูมิจะค่อยๆลด ต้องรอให้กลับมา ความหนืดของน้ำมันก็เปลี่ยนตามจำนวนชิ้นที่ทอดผ่านไปแล้ว ฟองอากาศที่ผุดจากเกล็ดขนมปังก็เป็น signal บอกว่าเนื้อข้างในถึงไหนแล้ว

เลยกลายเป็นว่าจะทอดให้ได้หยดน้ำหมูแบบในภาพ ต้องอ่านตัวแปรพร้อมกันหลายอย่าง แล้วปรับการทอดให้ทันในวินาทีนั้น

+ดวง....บางวันมือขึ้นมากๆ ได้แบบนี้เกือบทุกชิ้นเลยจริงๆครับ

ผมเลยใช้คำว่า "พยายามให้ได้แบบนี้ทุกครั้ง" ดีกว่าครับ ไม่กล้ารับประกัน 5555

แต่ทุกครั้งที่หั่นแล้วเจอน้ำหมูซึมออกมาแบบนี้ ผมจะแอบยิ้มในใจเลยครับ เป็นความสุขเล็กๆของคนทอดหมู

แต่สิ่งที่ผมการันตีได้คือ ทุกคนในครัวพยายามให้มันออกมาแบบนี้ทุกชิ้นครับ

ปล. ถึงจะฉ่ำขนาดนี้ แต่วางไว้ 10 นาทีจะแห้งเลยนะครับ น้ำในเนื้อมันระเหยต่อตั้งแต่หั่นเปิดออกมาไวมากๆครับ เพราะฉะนั้นทงคัตสึที่ร้านผม ขอให้รีบทานหลังจากเสิร์ฟนะครับ อย่ารอถ่ายรูปนานเกินไป ทานหมูทอดกันให้อร่อยนะครับ 5555 😉

คัตสึด้งยักษ์ เมนูลับที่ยังไม่ได้แปะในเมนูหมูชิ้นนี้หนัก 300 กรัมครับ!!ใหญ่กว่าหมูปกติของร้าน 1.6 เท่า ใหญ่กว่าหมูทอดร้า...
14/05/2026

คัตสึด้งยักษ์ เมนูลับที่ยังไม่ได้แปะในเมนู

หมูชิ้นนี้หนัก 300 กรัมครับ!!

ใหญ่กว่าหมูปกติของร้าน 1.6 เท่า ใหญ่กว่าหมูทอดร้านทั่วไป 2.5-3 เท่า

นำหมูก้อนโตมาตัดแต่งเอาเอ็น เอามันส่วนเกินออก ทุบและหมักให้นุ่ม แล้วจึงนำไปตุ๋นไฟอ่อน 4 ชม ในน้ำซุปโชยุคอมบุดาชิ จนหมูสุกฉ่ำเป็นสีชมพูอ่อนๆ แล้วจึงนำมาหั่นหนาๆ ค่อยชุบแป้งทอดเป็นทงคัตสึครับ

ราดด้วยซอสดาชิ ผัดกับหอมใหญ่ หยอดไข่ฮันจูกุเยิ้มๆ โรยสาหร่ายดำ วางบนข้าวสวยร้อนๆ

ตักคำแรกเข้าปาก ได้ทั้งกรอบ ทั้งฉ่ำ ทั้งหวานจากหอมใหญ่ ทั้งมันจากไข่ ทั้งฉ่ำจากเนื้อหมูที่ยังคงสีชมพูระเรื่อตามมาตรฐานของร้าน

ถึงหมูจะดูหนา แต่รับรองว่าไม่เหนียวแน่นอนครับ (อาจจะนุ่มเท่าสันในไม่ได้ แต่รับรองว่านุ่มมากๆครับ)

เป็นคัตสึด้งเซตที่มีทั้งข้าว ผัก ซุป ผักดอง ให้เติมได้ไม่อั้น แต่จริงๆแล้วกินจานเดียวอิ่มแน่นอนครับ ขนาดผมเองยังไม่กล้ารับประกันว่ากินคนเดียวจบไหวเลย 5555

ที่ไม่ทำขายทุกวันเพราะ หมูสันนอกชิ้น 300 กรัมแบบนี้ ไม่ได้หาง่ายๆครับ ต้องคัดเป็นพิเศษจากหมูล็อตที่ได้ขนาดพอดี หมูเข้ามา 20 กิโลจะมีชิ้นสวยๆมาทำได้สัก 1 ชิ้นเองครับ

วันนี้ที่ร้านคัดได้ครบเซ็ตพอดี เลยเปิดให้สั่งเป็นเมนูพิเศษครับ
เหลือ 5 ชุดสุดท้ายของสัปดาห์นี้ครับ ใครว่างแวะมาทันได้เลย ลด 30% จาก 390 บาท เหลือ 273 net ครับ

Matsumoto Tonkatsu Cafe เซ็นทรัลพระราม 2 ชั้น 3

ปล. ใครมาคนเดียวสั่งจานนี้แล้วกินหมด ป้ายหน้าผมจะทำแกงกระหรี่ยักษ์มาท้าชนครับ 55555

ข้าวผัดมันเนื้อ ท่าไม้ตายที่ผมเก็บไว้นานมากเพื่อนๆที่ตามผมมาตั้งแต่สมัย Food Hub Chef Table น่าจะคุ้นเคยกับเมนูนี้ดีครับ...
08/05/2026

ข้าวผัดมันเนื้อ ท่าไม้ตายที่ผมเก็บไว้นานมาก

เพื่อนๆที่ตามผมมาตั้งแต่สมัย Food Hub Chef Table น่าจะคุ้นเคยกับเมนูนี้ดีครับ

ข้าวผัดมันเนื้อเป็นเมนูที่ผมรักที่สุดเมนูหนึ่ง และ เป็นเมนูที่ลูกค้าเชฟเทเบิ้ลพูดถึงมากที่สุดด้วยครับ

วันนี้เลยอยากชวนเพื่อนๆมาลองครับ 😊

หัวใจของเมนูนี้ คือ ซอสฮิเรียวครับ

ซอสสูตรลับของผม เคี่ยวจากวัตถุดิบที่มีรสอูมามิ 10 อย่าง เคี่ยวนาน 1 วันเต็มๆ

ใส่ลงไปในข้าวผัด แล้วราดทับด้วยเนื้อย่างที่ตัด Medium Rare ตรงกลางชมพูสวย โรยด้วยกระเทียมเจียวกรอบๆ และ สาหร่ายดำหั่นเส้น
คำแรกที่ตักเข้าปาก... ไม่ต้องอธิบายเยอะครับ มาลองเองจะเข้าใจเลย 5555

เนื้อที่ใช้ คือ เนื้อวัว US เกรด Choice ส่วนใบพาย (Oyster Blade) ครับ

ส่วนใบพายเป็นส่วนที่ผมชอบมากๆ เพราะ มีไขมันแทรกสวย เนื้อนุ่ม รสเข้มกว่าสันใน แต่ราคาเป็นมิตรกว่าเยอะ

ผมเอามาหมักกับสมุนไพรให้หอม ก่อนย่างเสริฟที่ Medium Rare เป๊ะ ตรงกลางสีชมพูระเรื่อ ฉ่ำๆ

(เห็นไหมครับ ผมไม่ได้เสริฟแค่หมูสีชมพู เนื้อสีชมพูก็เสริฟ 5555)

ทำไมเก็บมานาน ถึงเพิ่งเอามาเสริฟ?

จริงๆเมนูนี้ผมเตรียมไว้ตั้งแต่เปิดร้านแล้วครับ แต่ช่วงแรกอยากให้ลูกค้าโฟกัสกับหมูทอดก่อน เลยยังไม่ดันเมนูนี้

ตอนนี้ผ่านไป 4-5 เดือน หมูทอดเริ่มอยู่ตัวแล้ว เลยถึงเวลาของพระรองครับ (ที่จริงๆอาจจะเป็นพระเอกอีกคน 5555)

ภาพในโพสนี้ ถ่ายจากจานที่กำลังจะเสริฟให้ลูกค้าจริงๆครับ ไม่ใช่ภาพ stock ไม่ใช่ภาพถ่ายโฆษณารับรองว่ามาที่ร้านแล้วจะได้ของแบบนี้แน่นอนครับ ตรงปกทุกจาน

สัปดาห์นี้ใครว่างมาพระราม 2 แวะมาลองนะครับ Matsumoto Tonkatsu Cafe เซ็นทรัลพระราม 2 ชั้น 3

ผมอยู่ที่ร้านเกือบทุกวัน มาคุยกันได้เลยครับ 😉

ปล. ใครที่เคยกินที่เชฟเทเบิ้ล มาลองอีกรอบดูได้ครับ ผมปรับสูตรให้ลงตัวกับร้านปัจจุบันมากขึ้น 🙏

なつ様、今週2回も当店にお越しいただき、本当にありがとうございました。次回お越しいただいた際には、ぜひこの一品を召し上がっていただきたいです。私が最も心を込めて作っているメニューですので、きっと気に入っていただけると確信しております。お会いできる日を楽しみにお待ちしております

รู้ไหมครับว่าในครัว ของที่เคยทำผมเจ็บที่สุดในรอบ 6 ปี... ไม่ใช่มีด ไม่ใช่น้ำมันร้อนๆครับมันคือ "ที่ขูดชีสกับคาราเมล" 555...
07/05/2026

รู้ไหมครับว่าในครัว ของที่เคยทำผมเจ็บที่สุดในรอบ 6 ปี... ไม่ใช่มีด ไม่ใช่น้ำมันร้อนๆครับ

มันคือ "ที่ขูดชีสกับคาราเมล" 5555

วันนี้อยากชวนเพื่อนๆคุยเรื่องอุบัติเหตุในครัวกันยาวๆครับ เพราะผมว่ามันมีบทเรียนที่คนทำอาหารที่บ้านน่าจะเอาไปใช้ได้ และบางเรื่องผมเองก็เพิ่งจะมาเข้าใจหลังจากเปิดร้านมา 6 ปี
เริ่มจากเรื่องที่ทุกคนคิดว่าน่ากลัวที่สุดก่อน......มีดครับ

จริงๆแล้วในรอบ 6 ปี ผมโดนมีดบาดไม่เกิน 4-5 ครั้งเองครับ ฟังดูน้อยใช่ไหมครับ? เหตุผลคือเรา "รู้ว่ามันคม" ตลอดเวลา เวลาจับมีดมือจะเกร็ง สมาธิจะอยู่กับมัน เราระวังตัวอัตโนมัติ และที่หลายคนไม่รู้คือ มีดที่คมจริงๆอันตรายน้อยกว่ามีดทื่อนะครับ เพราะมีดทื่อมันต้องออกแรง พอลื่นพลาดปุ๊บ แรงที่กดลงไปมันเยอะกว่ามาก เชฟร้านดังๆทุกคนถึงต้องลับมีดทุกวัน ไม่ใช่เพราะอยากดูเท่ แต่เพราะมันปลอดภัยกว่าจริงๆ

และ ที่สำคัญ คือ เรามี Knowledge อยู่เต็มอกเรื่องมีดเลยครับ น้องๆที่ทำงานในครัวทุกคนผมจะสอนให้จับมืดแบบเชฟฝรั่ง คือ เอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งกำทีใบมีด อีกสามนิ้วที่เหลือกำที่ด้ามมีด เพื่อกันลื่นครับ ส่วน มือที่จับผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ก็จะต้อง งอ เป็นรูปกงเล็บโดยให้ข้อนิ้วชนใบมีดไว้ตลอดเวลา จะหั่นไวแค่ไหนก็ไม่บาดครับ เรื่องแรกนี้เป็นเรื่องที่ ใครไม่ทำตามผมตีมือเลย ปรกติไม่ค่อยว่าพนักงานครับ แต่ถ้าจับมีดผิดท่า โดนว่าทันทีครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือ ห้ามหั่นของแช่แข็ง เพราะ ยิ่งกดน้ำหนักแรง โอกาสมีดแฉลบสูงมากครับ และ มันเข้าลึกมากๆเลยด้วยครับ หรือ เวลาล้างจานชามช้อนส้อม ผมมีกฏเหล็กว่า จะกองอะไรก็กองไว้ได้ แต่ ห้ามกอง กะทะที่เพิ่งขึ้นจากเตา กับ กองมีดไว้ในกองของรอล้างครับ สองอย่างนี้ ใครเอามาล้างเก็บไปเองโดยทันที

(หนึ่งในครั้งที่ผมโดนมีดบาดเจ็บที่สุด ไม่ได้มาจากตอนหั่นของครับ มาจากตอนล้างมีดนี่แหละครับ ล้างจานเพลินๆ น้องส่งมีดมาให้ หยิบมาล้าง เอามือถูคมมีด บาดยาวครบ 4 นิ้วในทีเดียวเลยครับ 5555 )

แต่อุบัติเหตุในครัวจริงๆมันไม่ได้มาจากของที่เรากลัวครับ มันมาจาก "ของที่เราไม่ทันคิด"

อย่างที่ขูดชีสที่ผมบอกไป เวลาขูดเราก็จะเมามันใช่ไหมครับ แต่บางจังหวะองศาผิดไปนิดเดียว กลายเป็นเราเอามือเรานี่แหละไปขูดกับ คมมีดแทน ขูดทีเดียวนิ้วเหวอะเลยครับ เพราะคมมันไม่ได้มีคมเดียวเหมือนมีด มันคมเป็นร้อยจุดเรียงกัน พอมือพลาดทีเดียว มันไม่ได้บาดแค่จุดเดียว มันถากผิวออกหลายคมพร้อมกัน เลือดออกแบบที่ห้ามยาก กว่าจะหยุดได้ใช้เวลานานกว่ามีดบาดอีกครับ แล้วที่แสบสุดๆคือพอผ่านไปสองวัน แผลพวกนี้ตกสะเก็ดยาก เพราะอยู่บนมือที่เราต้องล้างน้ำ ล้างน้ำยาล้างจานทั้งวันครับ เจ็บแสบมากจริงๆ

อันที่สอง น้ำมันกระเด็นครับ อันนี้เป็นเรื่องปรกติของคนทอดของ โดนแขนโดนมือเป็นเรื่องธรรมดา เคยเห็นเชฟเขย่ากระทะแล้วไฟลุกไหมครับ อันนั้นนี้ภาพดูหวือหวาน่ากลัว แต่จริงๆไฟวาบแบบ Flash อันนั้น คือ ชิวๆ เป็นเรื่องปรกติของสายอาชีพนี้เลย

ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ น้ำมันกระเด็นเข้าตาก็เคยครับ (FYI: อย่าทดลองเองนะครับ 5555) อันนี้ผมเซอร์ไพรส์มาก เพราะพอเข้าตาแล้วมัน "ไม่ได้ร้อนเท่าที่คิด" เพราะหยดมันเล็กมาก เย็นเร็ว เจ็บแต่ไม่ถึงกับทำลายตา

ที่อันตรายกว่าน้ำมันกระเด็นแบบหยดเล็กคือตอน "ใส่ของเปียกลงน้ำมันเดือด" ครับ ถ้าเพื่อนๆเคยทอดหมูแล้วเอาเนื้อแช่ไว้ในซอสหมักที่มีน้ำเยอะ ไม่ซับให้แห้งก่อน น้ำในเนื้อมันจะระเหยเป็นไอภายในเสี้ยววินาที ดันน้ำมันกระจายขึ้นมาเป็น "ระเบิดน้ำมัน" ขนาดย่อมๆได้เลยครับ (ที่ร้านเรียกมีปาร์ตี้) ที่ร้านเราซับเนื้อหมูทุกชิ้นก่อนชุบเกล็ดขนมปัง ไม่ใช่แค่เพื่อให้เกล็ดติดดี แต่เพื่อความปลอดภัยของคนทอดด้วยครับ

อันที่สาม ที่หลายคนนึกไม่ถึง — ภาชนะร้อนที่ "ไม่รู้ว่าร้อน" ครับ

หม้อสแตนเลสที่เพิ่งยกออกจากเตา ด้ามจับมันร้อนเท่ากันกับตัวหม้อนะครับ แต่เราไม่เห็นไอน้ำพวยพุ่งจากด้าม เลยเผลอจับ กระทะเหล็กที่ใส่ในเตาอบ พอยกออกมาวางบนเคาน์เตอร์ ผ่านไป 5 นาทีดูเหมือนจะเย็นแล้ว แต่ความจริงยังร้อน 150°C อยู่ครับ ที่ร้านมีกฎเลยว่ากระทะเหล็กที่ออกจากเตาอบ ต้องวางผ้าบนด้ามทันที เพื่อเตือนทุกคนว่าอย่าจับมือเปล่า

แต่อันที่ร้อนที่สุดในครัวผมไม่ใช่เตาอบ ไม่ใช่น้ำมันเดือดครับ

มันคือ คาราเมล หรือพูดอีกแบบคือน้ำตาลที่เอาไปเคี่ยวในกระทะจนเป็นสีน้ำตาลนั่นแหละครับ

เหตุผลคือน้ำเดือดที่ 100°C น้ำมันทอดที่ใช้กันคือประมาณ 170-180°C แต่คาราเมลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนที่ 170°C และพอเป็นสีเข้มแบบที่เราต้องการมันคือ 180-190°C ขึ้นไปครับ คือร้อนพอๆกับน้ำมันทอด
แต่ที่ทำให้คาราเมลอันตรายกว่าน้ำมันมาก คือมัน "เหนียว" ครับ

น้ำมันกระเด็นโดนผิว มันลื่นออกได้ ปาดออกได้ทันที เย็นเร็วเพราะหยดเล็ก แต่คาราเมลพอติดผิวปุ๊บ มันไม่หลุดครับ สะบัดไม่ออก เกาะแน่น เผาผิวเราอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะดึงออกได้ บางทีดึงออกแล้วผิวหลุดติดมาด้วย เพราะมันได้เผาเนื้อเราจนผิวสุกแล้ว ทุกครั้งที่ทำคาราเมลผมจะตั้งสติเป็นพิเศษ มากกว่าตอนทอด มากกว่าตอนใช้มีดอีก ที่ร้านมีกะละมังน้ำเย็นจัดเตรียมไว้ข้างๆเตาตลอดเวลาที่ทำคาราเมลด้วยครับ ถ้าโดนต้องจุ่มน้ำเย็นให้คาราเมลเย็นและแข็งตัวก่อน ถึงจะลอกออกได้ปลอดภัย

เรื่องสุดท้ายของที่เกือบทุกครัวมี แต่ไม่มีใครพูดถึง

พื้นมัน ครับ

ในครัวเรามีน้ำ มีน้ำมัน มีไขมันสัตว์ที่หยดลงพื้นทั้งวัน เผลอแป๊บเดียวพื้นจะลื่นเหมือนลานน้ำแข็ง คนในครัวล้มได้ครับ ที่อันตรายคือถ้าตอนล้ม มือเรากำลังถือหม้อร้อน หรือมีด หรือกระทะที่มีน้ำมันเดือด ผลที่ตามมามันไม่ใช่แค่ก้นกระแทกพื้น

ที่ร้านเราเลยมีกฎว่าใครทำอะไรหก ต้องเช็ดทันที ไม่ใช่ "เดี๋ยวทำเสร็จก่อนค่อยเช็ด" และทุกคนต้องใส่รองเท้ากันลื่นเฉพาะ ไม่ใช่รองเท้าทำงานทั่วไปครับ

ที่เล่ามาทั้งหมดวันนี้ไม่ได้จะให้เพื่อนๆกลัวการทำอาหารนะครับ ตรงกันข้ามเลย ผมอยากให้คนทำอาหารมากขึ้น แต่อยากให้ระวังของที่ "ดูไม่น่ากลัว" มากกว่าของที่เรากลัวอยู่แล้วครับ

ที่ขูดชีส ที่ปอกผลไม้ หม้อที่เพิ่งยกลง คาราเมลที่ทำพุดดิ้ง พื้นในครัว — ของพวกนี้ทำคนเจ็บมากกว่ามีดเชฟคมๆเสียอีก เพราะเราไม่ทันระวัง

ของที่เรากลัวเราจะระวังเอง ของที่เราไม่ทันระวังต่างหาก ที่อันตรายที่สุดในครัว 😉

07/05/2026

เพื่อนๆเคยมากินที่ร้านแล้วถามว่า “ทำไมนานจัง?” ไหมครับ? 😅
ผมเข้าใจครับ เพราะร้านอื่นๆทอดหมูเสร็จใน 5-7 นาทีก็เสิร์ฟได้แล้ว แต่ที่ร้านผมต้องรอถึง 15 นาที มันมีเหตุผลครับ
ความลับอยู่ที่ “การพักเนื้อ”
หมูทงคัตสึที่ร้านผมไม่ได้แค่ทอดแล้วเสิร์ฟเลยครับ กระบวนการจริงๆคือ
ทอดรอบแรก → พักหมู 4 นาที → ทอดรอบสอง → พักหมู 4 นาทีอีกครั้ง
เหตุผลคือ ความร้อนต้องซึมเข้าไปถึงแกนกลางของเนื้อหมูให้ครบครับ ถ้าทอดแล้วเสิร์ฟเลย ข้างนอกจะสุกเกรียม แต่ข้างในยังไม่ถึงอุณหภูมิที่ต้องการ
แล้วอุณหภูมิที่ว่าคืออะไร?
มาตรฐาน USDA ของอเมริกาประกาศเมื่อปี 2011 ว่า หมูที่ปลอดภัยและอร่อยที่สุด คือ ต้องโดนความร้อน 63 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 3 นาที ซึ่งเป็นจุดที่ฆ่าเชื้อครบ 100% และเนื้อหมูจะมีสีชมพูระเรื่อ ชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งแข็งครับ
15 นาทีนี้ผมทำมาเพื่ออะไร?
ผมบินไปกินหมูทอดที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่มัตสึโมโต้ โตเกียว โอซาก้า ฟุกุโอกะ ซัปโปโร โอกินาว่า ร้านดังทุกร้านเสิร์ฟหมูสีชมพูน้ำฉ่ำๆมาทั้งนั้นเลยครับ
กลับมาไทยผมใช้เวลากว่าปีในการทอดหมูทิ้งนับร้อยกิโล เพื่อหาจุดสมดุลที่ perfect ของการทอดหมูทงคัตสึให้ได้ความชุ่มฉ่ำแบบนั้นครับ
ดังนั้น 15 นาทีที่รอ ไม่ใช่แค่ความช้าครับ มันคือเวลาที่ผมตั้งใจทำหมูทอดที่ดีที่สุดให้ทุกคนครับ
ถ้าอยากได้สุกเลยก็บอกได้นะครับ ทางร้านทำให้ได้เสมอ 😊

สิ่งที่เรียนรู้ หลังจากหั่นหมูขายมา 1 ล้านบาทผ่านไปไวมากครับ เปิดร้านมา 4-5 เดือน เพิ่งจะหันมานับยอดขายดีๆ ก็พบว่าทะลุ 1...
06/05/2026

สิ่งที่เรียนรู้ หลังจากหั่นหมูขายมา 1 ล้านบาท

ผ่านไปไวมากครับ เปิดร้านมา 4-5 เดือน เพิ่งจะหันมานับยอดขายดีๆ ก็พบว่าทะลุ 1 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าเป็นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมคงดีใจมากๆเลยครับ คงจะโพสประกาศให้คนทั้งโลกรู้ 5555
แต่พอมาอยู่ตรงนี้จริงๆ ผมรู้สึก "นิ่ง" กว่าที่คิดเยอะครับ และ มันมีหลายเรื่องที่อยากเล่าให้ฟัง

เรื่องแรก คือ ความสม่ำเสมอ สำคัญกว่าความเก่งครับ
ตอนทำเชฟเทเบิ้ล ผมเสริฟครั้งละ 8 คน 2 คอร์สต่อรอบ (เนื้อ/ซีฟู้ด) ตั้งใจสุดๆทุกจาน
แต่พอมาเปิดร้านในห้าง ผมต้องเสริฟวันละเป็นร้อยจาน ทุกจานต้องเหมือนกัน ทุกชิ้นต้องอร่อยเท่ากัน
มันคนละ skill กันเลยครับ ความเก่งระดับเชฟไม่ช่วยเลย ถ้าทำให้สม่ำเสมอไม่ได้

เรื่องที่สอง คือ ลูกค้าจริงๆ สอนเยอะกว่าตำราครับ
มีลูกค้าหลายท่านมาบอกว่า "เชฟ ซอสนี้เค็มไปนิดนะ" หรือ "ข้าววันนี้แข็งกว่าครั้งก่อน"
ตอนแรกผมก็เถียงในใจครับ คิดว่าเราทำเหมือนเดิมทุกครั้ง
แต่พอเช็คย้อนหลังจริงๆ ลูกค้าพูดถูกหมดเลยครับ บางวันเราเองก็พลาด แค่เราไม่รู้ตัว เพราะ เอาจริงๆจะชิมหมูทุกชิ้นที่เสริฟก็ไม่น่าไหวครับ บางทีลูกค้ากินเหลือ ผมจะแอบไปหยิบมากินบ้างมันก็เหนียวอย่างที่เขาว่าจริงๆ
ตอนนี้ผมขอบคุณลูกค้าที่กล้าบอกเลยครับ เพราะคนที่ไม่บอก คือคนที่จะไม่กลับมาอีก

เรื่องที่สาม คือ ทีมงาน คือทุกอย่างครับ
เปิดร้านได้เพราะมีน้องๆในทีมที่อยู่ด้วยกันมาเกือบปีแล้ว ตั้งใจทำตาม SOP ของผมอย่างเคร่งครัด
ตอนคิดสูตรหมูทอด คนเดียวคิด 2 ปี
แต่พอลงมือจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะมีคนช่วยทำ ช่วยคิด ช่วยแก้ปัญหา
ผมคงทำคนเดียวไม่ได้แน่นอนครับ

เรื่องที่สี่ คือ ของดี ไม่ได้ขายตัวเองครับ
ตอนคิดสูตร ผมหมกมุ่นกับการทำหมูให้อร่อยที่สุด คิดว่าถ้าอร่อยจริง คนต้องมาเอง
แต่ความจริงคือ คนเดินผ่านร้านเป็นพันคนต่อวัน ไม่มีใครรู้เลยว่าหมูเราคิดมา 2 ปี
ตอนนี้ผมเลยต้องเรียนรู้เรื่อง content เรื่องการเล่าเรื่อง เรื่องการสื่อสารกับลูกค้า ทั้งๆที่ไม่เคยทำมาก่อน
ของดี ถ้าไม่มีคนรู้ ก็คือไม่มีอยู่จริงในตลาดครับ

เรื่องที่ห้า คือ ต้นทุนซ่อนเยอะกว่าที่คิดครับ
ตอนคำนวณก่อนเปิดร้าน ผมคิดต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าพนักงาน คิดว่าครบแล้ว
พอเปิดจริงๆ มีค่าใช้จ่ายงอกออกมาตลอดเลยครับ
หมูที่เสียจากการทอดทดลอง น้ำมันที่ต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าที่คิด ค่าซ่อมเครื่องที่พังตอนพีค ของหมดสต็อกต้องวิ่งซื้อเพิ่ม
ตัวเลขจริงในใบกำไรขาดทุน กับตัวเลขในแผนธุรกิจตอนแรก ห่างกันเยอะมากครับ
ใครที่กำลังคิดเปิดร้าน เผื่อเงินสำรองไว้ 2 เท่าของที่คิดเลยครับ จะได้นอนหลับสบายขึ้น 5555

เรื่องที่หก คือ ความตั้งใจ ลูกค้ารู้สึกได้จริงๆครับ
ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดเลยครับ
ลูกค้าหลายท่านที่แวะมา ไม่ได้พูดถึงรสชาติอย่างเดียว แต่พูดถึง "ความรู้สึก" ที่ได้จากร้าน
บางคนบอกว่าเห็นเชฟเดินเสริฟเอง รู้สึกอบอุ่น
บางคนบอกว่าได้ฟังเรื่องหมูแต่ละสายพันธุ์ รู้สึกว่าเชฟใส่ใจจริง
บางคนบอกว่ารอ 15 นาทีไม่นาน เพราะรู้ว่าเชฟพักหมูให้
ตอนคิดสูตร ผมคิดแค่ว่า "ทำยังไงให้อร่อย"
แต่ความจริงคือ ลูกค้าจะกลับมาเพราะ "ความรู้สึก" มากกว่ารสชาติเสียอีกครับ

เรื่องที่เจ็ด คือ บางทีเราก็โฟกัสผิดจุดครับ
อันนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ผม "เอ๊ะ" กับตัวเองมากที่สุดครับ
ตอนออกแบบเมนู ผมตั้งใจใส่ทุกจุดเด่นเท่าที่นึกออก
หมูทอดเลือกได้ 4 สายพันธุ์ ให้ลูกค้าเทียบรสได้ น้ำจิ้มเลือกได้ 3 จาก 7 แบบ คิดมาแต่ละสูตรอย่างละเอียด หมูชิ้นใหญ่กว่าปกติ 1.5 เท่า เครื่องเคียงเติมไม่อั้น
ผมคิดว่าทุกอย่างที่ใส่เข้าไป ลูกค้าจะรู้สึกถึงความตั้งใจ
แต่ความจริงคือ...ลูกค้าส่วนใหญ่พูดแค่ว่า "หมูอร่อย" ครับ
ไม่มีใครพูดถึงสายพันธุ์หมู ไม่มีใครเปรียบเทียบซอส 7 แบบ ไม่มีใครพูดเรื่องเครื่องเคียงเติมไม่อั้น
ตอนแรกก็แอบน้อยใจครับ ตั้งใจขนาดนี้ทำไมไม่มีใครเห็น 5555
แต่พอคิดดีๆ ลูกค้าเขาไม่ผิดเลยครับ เขามากินหมูทอด เขาก็ต้องการแค่ "หมูทอดอร่อย"
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ มันเป็นความสุขของคนทำมากกว่าความสุขของคนกินครับ
ตอนนี้ผมเลยกำลังเรียนรู้ว่า บางอย่างเราใส่ใจให้ตัวเอง บางอย่างใส่ใจเพื่อลูกค้า ต้องแยกให้ออก ไม่งั้นจะเหนื่อยฟรีครับ

แต่...ถ้าให้พูดความจริงตรงๆ
1 ล้านบาทใน 4-5 เดือน ฟังดูเยอะ
แต่สำหรับร้านในห้างจริงๆ มันยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตื่นเต้นครับ
หักค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ (ที่ผมใช้ของแพงไปนิด เพราะคัดมาเอง) ค่าพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟในห้าง ค่าส่วนแบ่ง
หารออกมาจริงๆ ก็ยังขาดทุนอยู่ครับ 5555
ฟังดูเศร้านะครับ แต่จริงๆแล้วผมไม่ได้ท้อเลย เพราะร้านอาหารช่วงเปิดใหม่ทุกร้านเป็นแบบนี้
สิ่งที่ผมโฟกัสตอนนี้ ไม่ใช่กำไร แต่เป็น "ทำให้ลูกค้าทุกท่านที่มา ได้กินหมูทอดที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้"
ถ้าทำตรงนี้ได้ดี ที่เหลือเดี๋ยวมันก็ตามมาเองครับ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาในช่วง 4-5 เดือนแรกของร้านนะครับ เป็นกำลังใจให้คนทอดหมูคนนี้ได้เยอะมากๆ
จะพยายามต่อไปครับ ให้หมูทอดดีขึ้น ให้ข้าวอร่อยขึ้น ให้ทุกอย่างที่เสริฟ ดีขึ้นเรื่อยๆ
แวะมาหากันได้นะครับ ผมอยู่ที่ร้านเกือบทุกวัน 😉
ปล. ขอตัวไปทอดหมูล้านที่สองก่อนครับ 5555

วันนี้ไม่ได้มาขายหมูทอด หรือ ขายข้าวผัดมันเนื้อครับวันนี้มาเชียร์....น้ำหอม!!เพื่อนๆ เคยเห็นภาพสวยๆของร้าน Food Hub ในเพ...
05/05/2026

วันนี้ไม่ได้มาขายหมูทอด หรือ ขายข้าวผัดมันเนื้อครับ

วันนี้มาเชียร์....น้ำหอม!!

เพื่อนๆ เคยเห็นภาพสวยๆของร้าน Food Hub ในเพจไหมครับ
ภาพที่แบบว่าสวยกว่าปรกติ สวยกว่ามือถือผมถ่ายแน่นนอนน่ะครับ 5555
ใช่แล้ว เบื้องหลังภาพสวยๆมาจากเทสดีๆ ของน้องเจตนั่นเองครับ

น้องเจตเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นตากล้องมือฉมัง เป็นนักออกแบบโปรดักส์ชั่นกองถ่าย เรียกได้ว่า ใช้ครบจบในน้องเจต เวลาอยากได้สื่ออะไรสวยๆ (แถมน้องเจตคิดราคาคนกันเอง แบบ กันเองสุดๆ ทุกครั้งด้วย)

ด้วยความเทสดี และ ความเป็นมืออาชีพของน้องทำให้ผลงานออกมาดีในทุกๆครั้งเลยครับ

ได้ยินน้องเจตเล่าให้ฟังว่ากำลังหมักของอยู่ ผมก็เดาว่าเป็นน้ำปลา หรือ ปลาร้า หรือ กิมจิ

แต่ปรากฏว่า น้องเทสดีของผม หมักน้ำหอม!!

หมักเอง มิกซ์กลิ่นเอง บรรจุขวด ติดสติ๊กเกอร์ (ของแท้ติดเบี้ยวทุกขวด) เองหมด!!

ตั้งชื่อโคตรเก๋ว่า qomolyn ..... สารภาพว่าอ่านไม่ออกครับ

โกโมลิน มาจากคำว่า โกมล คือ ดอกบัว สมาท กับ Cromolyn ที่เป็นยาแก้แพ้ เลยออกมาเป็น qomolyn ครับ

โคตรเก๋!!

เห็นความแบรนดิ้ง เห็นพลังความตั้งใจ และ ด้วยความที่ชอบเทสของน้องเขาอยู่แล้ว เลยอยากมาเชียร์ให้เพื่อนๆรู้จักครับ

ตอนนี้เพิ่งออกกลิ่นเดียว ยอมรับว่ากลิ่นหอมสดชื่น และ ซับซ้อน แต่สดใส มากๆ เป็นความรู้สึกที่บรรยายได้ยากจริงๆ เพื่อนๆที่ใช้น้ำหอมแพงๆน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้กันใช่ไหมครับ ที่เพียงสูดเข้าไปครั้งเดียว แต่นึกถึงภาพดอกบัว ภาพดอกไม้ ได้มากมาย และ กลิ่นนี้จะกลายเป็นกลิ่นที่ทำให้ทุกคนถามเราแน่ๆว่ามันคืออะไร

ตามไปตำกันได้นะครับที่

https://www.instagram.com/qomolyn/

ปล. ยินดีด้วยนะน้องเจต เป็นกำลังใจให้นะ!!

เริ่มเปิดขายข้าวกล่องนะครับAi Bento = กล่องข้าวที่ทำด้วยความรักเป็นโปรเจคส์ที่อยากทำมานานแล้วครับ เพราะ ยิ่งไปเห็นของดีๆ...
02/05/2026

เริ่มเปิดขายข้าวกล่องนะครับ

Ai Bento = กล่องข้าวที่ทำด้วยความรัก

เป็นโปรเจคส์ที่อยากทำมานานแล้วครับ เพราะ ยิ่งไปเห็นของดีๆอะจากญี่ปุ่นมาก็จะรู้สึกว่า เราอยากให้มีแบบนี้ที่ไทยบ้างจัง

เลยคิดเป็นโปรเจคส์ทดลองทำดูก่อนครับ คือ จะทำข้าวกล่องที่อัดแน่นไปด้วยสารหาหารครบ 5 หมู่ ได้หลากหลายรสชาติแบบญี่ปุ่นจริงๆ

กินอิ่มอร่อย ในราคาที่เข้าถึงได้ทุกวันครับ

ในที่สุดคลอดแล้วครับ วันนี้จะมีวางขายข้าวกล่อง 3 ตัวครับ

1.บูตะด้ง ข้าวหน้าหมูย่างสไตล์ญี่ปุ่น ที่ผมทำรสค่อนข้างจัดจ้านตามสไตล์ผมเอง ที่ปรับให้ถูกปากคนไทยครับ - 115 บาท
2.กิวด้ง ข้าวหน้าเนื้อตุ่นผัดกับหัวหอมใหญ่ ใช้เนื้อ Brisket สไตล์กิวด้งเลย มาตุ๋นในซอสเข้มๆ กับ หอมใหญ่ครับ - 145 บาท
3.ข้าวไก่ย่างแกงกระหรี่ อยากเชียร์เมนูนี้มากครับ เพราะ เป็นแกงกระหรี่ที่คิดค้นขึ้นมาเอง รับรองว่ารสเข้มจัดจ้าง เสริฟพร้อมน่องไก่หมักซอสญี่ปุ่นชิ้นโต - 145 บาท

ในแต่ละกล่องจะอัดไป 11 องค์ประกอบเลย ซึ่ง ผมกับน้องๆมาช่วยกันเตรียมตั้งแต่เช้าเลย

ในอนาคตถ้าผลตอบรับดีน่าจะมีเข็นออกมาอีกหลายเมนูเลยครับ กำหมัดไว้แน่นมาก อยากทำให้ทุกคนชิมมากๆครับ ตั้งแต่ ข้าวกล่องเนื้อแฮมเบิร์ก ข้าวหน้าสุกี้ยากี้ ข้าวหน้าแม่ลูก ข้าวหน้าไก่คาราอาเกะ หมูผัดซอสเปรี่้ยวหวาน ข้าวหน้าสเต๊กเนื้อ

และ ข้าวผัดมันเนื้อ!!

ตอนนี้ 3 เมนูแรก วางขายอยู่ที่หน้าร้านครับ ถ้าใครมาที่ห้างแวะมาหยิบกลับบ้านไปชิมได้ครับ แต่ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากลองชิม เรียกแมสมารับได้นะครับ :)

01/05/2026

วันนี้น้องๆมือขึ้นมากครับ ทอดหมูได้ฉ่ำ สุกพอดีทุกชิ้นเลย ผมเข้าครัวอยู่ตั้งแต่เที่ยงนี่ปลื้มมากๆครับ ดีใจที่ได้เสริฟหมูทอดแบบที่อยากให้เป็นจริงๆ

ลูกค้าคนญี่ปุ่นคนแรกของร้านวันนี้พนักงานหน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาเรียกผมว่า "เชฟ ช่วยหน่อยๆ ลูกค้าไม่พูดไทยค่าา"ผมเดินออกไปแบ...
30/04/2026

ลูกค้าคนญี่ปุ่นคนแรกของร้าน

วันนี้พนักงานหน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาเรียกผมว่า "เชฟ ช่วยหน่อยๆ ลูกค้าไม่พูดไทยค่าา"

ผมเดินออกไปแบบมั่นใจครับ คิดในใจว่า ภาษาอังกฤษสบายมาก สมัยทำเชฟเทเบิ้ลพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษทุกวัน ไม่น่ามีปัญหาอะไร

ทักทายเป็นภาษาอังกฤษไป ได้คำตอบกลับมาว่า "อาโนวววววว..."

จบครับ ผมรู้เลยว่าวันนี้ "ต้นตำรับมาแล้ว" 5555

คุณนัทสึ (Natsu Sama) เป็นลูกค้าคนญี่ปุ่นคนแรกของร้านเลยครับ ขับรถจากสุขุมวิทมาที่พระราม 2 เพราะเห็นโพสจากเฟสบุค ก็เลยอยากมาลอง

ผมต้องด้นสดภาษาญี่ปุ่น พรีเซนต์หมู 4 ตัวของผมแบบไม่ทันตั้งตัวเลยครับ พอคุณนัทสึบอกว่าตัวเองชอบกินทงคัตสึมาก บ้านอยู่โตเกียว ไปเที่ยวนาโกย่าบ่อยๆ ผมเลยเกร็ง x 4 ไปเลย รู้สึกเหมือนทงคัตสึกอปเกรด A เสิ่นเจิ้นมิลเลอร์ของผม กำลังเจอของจริงเข้าแล้ว 😅

ดีใจมากๆเลยครับที่คุณนัทสึชอบ บอกว่าหมูทอดของเราอร่อยไม่แพ้ญี่ปุ่น และ รสชาติเหมือนต้นตำรับมาก เป็นคำชมที่ทำให้ยิ้มได้ทั้งวันเลยครับ

ก่อนกลับผมไม่พลาดเลยครับ ขายต่อทันที บอกคุณนัทสึว่า "โอกาสหน้าต้องมาลองข้าวผัดมันเนื้อนะ อันนี้ท่าไม้ตายของผม" คุณนัทสึรับปากว่าจะชวนเพื่อนๆมาด้วย 🙏

ขอบคุณคุณนัทสึมากๆเลยนะครับ ที่ขับรถข้ามเมืองมาให้กำลังใจกัน 😊

なつ様、本日は遠いところからわざわざお越しいただき、本当にありがとうございました。私たちの料理を気に入っていただけて、とても嬉しいです。「日本のとんかつに負けないくらい美味しい」「本場の味に近い」というお言葉は、本当に大きな励みになりました。一日中笑顔でいられるくらい嬉しかったです。ぜひまたお越しください。心を込めて作っている料理が他にもたくさんありますので、次回もぜひお試しいただけたら嬉しいです。

ปล. ก่อนกลับผมแอบเสริฟแกงกระหรี่ให้คุณนัทสึลองชิมด้วย เป็นอีกเมนูที่ผ่านด่านมาได้อย่างโล่งอกครับ ^^"
ปล2. ขออนุญาตคุณนัทสึลงรูปเรียบร้อยแล้วนะครับ ;)

เมนูที่บางคนเรียกว่า "เมนูเด็ก" แต่จริงๆมันคือ Easy Mode ของความอร่อยเพื่อนๆเคยกินคัตสึด้งไหมครับ?ถ้าเคยไปกินที่ร้านทงคั...
29/04/2026

เมนูที่บางคนเรียกว่า "เมนูเด็ก" แต่จริงๆมันคือ Easy Mode ของความอร่อย
เพื่อนๆเคยกินคัตสึด้งไหมครับ?

ถ้าเคยไปกินที่ร้านทงคัตสึญี่ปุ่น หลายคนจะเลือกหมูทอดเสริฟแยกเป็นจานๆ มากกว่าครับ เพราะรู้สึกว่าได้กินหมูทอดเต็มๆชิ้น ไม่โดนซอสมาทำให้แป้งนิ่มหมด

ผมเองตอนเริ่มไปกินที่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ก็คิดแบบนั้นเลยครับ คัตสึด้งดูเป็นเมนู "ง่ายๆ" ไปนิด เลือกหมูทอดเปล่ากรอบๆเลยน่าจะดีกว่า

จนวันนึงได้เจอคัตสึด้งจากร้าน คัตสึยะ (สาขาที่ญี่ปุ่น) ลดราคาเหลือ 490 เยน เรียกได้ว่าเหรียญ (500 เยน) เหรียญเดียวอิ่มอร่อย เลยลองสั่งมาดู
บอกตรงๆว่ารสชาติไม่เหมือนคัตสึด้่งที่เคยกินที่ไทยเลยครับ เพราะ หมูนุ่มๆ อุ้มซอสฉ่ำๆ อร่อย เค็ม หอม หวาน อูมามิ ลงตัวในคำเดียวมันอร่อยมากๆเลยจริงๆ

ตอนนั้นแหละครับที่เข้าใจว่า คัตสึด้งดีๆเนี่ย มันคือ "เมนูสำเร็จรูปแห่งความอร่อย" จริงๆ

ลองนึกภาพตามนะครับ

หมูทอดกรอบๆชิ้นใหญ่ ที่กัดแล้วมีเปลือกกรอบ มีเนื้อหมูฉ่ำๆ
เอามาราดด้วยซอสดาชิอูมามิ ที่ผัดกับหอมใหญ่จนหวาน
แล้วหยอดไข่ลงไป ตีเบาๆ พอไข่เริ่มแข็งแต่ตรงกลางยังเยิ้มๆ ก็ปิดไฟพอดี
ราดทั้งหมดนี้ลงบนข้าวสวยร้อนๆ โรยสาหร่ายดำหั่นเส้น
ตักคำแรกเข้าปาก... ได้ทุกอย่างพร้อมกัน
หวานจากหอมใหญ่ อูมามิจากดาชิ มันจากไข่ กรอบจากเปลือกแป้ง ฉ่ำจากเนื้อหมู หอมจากสาหร่าย รวมกันในข้าวคำเดียวครับ
มันคือเมนูที่ "ทุกอย่างปรุงมาให้พร้อมกินแล้ว" ไม่ต้องคิดอะไรเลย แค่ตักเข้าปาก

ทีนี้ปัญหาของคัตสึด้งมีอยู่ข้อเดียวครับ

หมูของหลายๆร้านพอโดนซอสปุ๊บ เปลือกจะนิ่มทันที และ เนื้อหมูจะแห้ง เพราะเจอความร้อนซ้ำสองรอบ

หมูยิ่งบาง ยิ่งแห้งง่าย พอแห้งแล้วซอสที่ราดมาเลยกลายเป็นพระเอกเสียเอง หมูกลายเป็นแค่ส่วนประกอบครับ

ที่ร้านผมเลยใช้หมูชิ้นหนา 180 กรัม เหมือนกับหมูทงคัตสึปกติ ที่หนากว่าหมูทอดทั่วไป 1.5 เท่า

หนาแบบนี้ทำคัตสึด้งดียังไง?

หนาแล้วฉ่ำนานครับ พอราดซอสปุ๊บ เนื้อด้านในยังคงความฉ่ำเอาไว้ ไม่แห้งหนีกันไปไหน กัดเข้าไปยังเจอเนื้อหมูเต็มๆคำ ไม่ได้กินแค่ซอสกับไข่ครับ
ส่วนเปลือกด้านนอก ถึงจะนิ่มลงบ้างจากการโดนซอส แต่มันคือ "นิ่มแบบอร่อย" ครับ คือ มันดูดซอสเข้าไปในเปลือกจนกลายเป็นเปลือกชุ่มซอส กัดแล้วทั้งฉ่ำทั้งหวาน

เป็นความนิ่มคนละแบบกับ "นิ่มเพราะเปลือกเสีย" ครับ 5555

จุดที่ทำยากของคัตสึด้ง นอกจากหมูแล้วก็คือ "ซอสดาชิ" นั่นเองครับ
เพราะ การปรุงรสลงไปในซอส แปลว่าเราต้องมั่นใจว่ามันจะช่วยชูรสหมู
ต้องมีความหอมจาก สาหร่ายคอมบุ และ ปลาแห้ง ที่เคี่ยวอยู่ในซอส มีความหวานจากมิริน และ หอมใหญ่ผัด มีความเค็มนัวอูมามิ ของโชยุ และ มิโสะเล็กน้อย
จุดลงตัวที่ทำให้ ซอสที่ว่า ราดไปบนข้าวแล้วยังอร่อย คือ จุดที่ต้องตัดสินใจดีๆในทุกๆจานเลยครับ เพราะ ถ้าซอสเค็มไป ก็จะกลบทุกอย่าง ถ้าหวานไป ก็จะไม่อร่อย ดังนั้น จุดลงตัวที่ ผสมไข่ ราดข้าว แล้วซึมลงเนื้อแล้วถึงจะกลมกล่อม คือ จุดที่ต้องปรุงซอสให้ได้พอดีที่สุดครับ เป็นรสมือที่ยากที่สุดของจานนี้

อีกจุดที่ผมตั้งใจกับคัตสึด้งของร้าน คือ ไข่ครับ
ที่ญี่ปุ่นเขาเรียกไข่แบบเยิ้มๆนี้ว่า "ฮันจูกุ" (半熟) แปลตรงตัวคือ "สุกครึ่งเดียว" คือ ขอบไข่เริ่มจับตัว แต่ตรงกลางยังเยิ้มๆ ราดลงบนหมูแล้วไหลเคลือบไปทั่ว
ถ้าทำให้สุกเกินไป = ไข่แข็ง ไม่เคลือบหมู ความฟินหายไปครึ่งหนึ่ง
ถ้าทำให้ดิบเกินไป = ไข่ไหลปนข้าว ไม่ใช่คัตสึด้งแล้ว เป็นโจ๊กไข่หมูทอด
จุดสมดุลคือต้องปิดไฟตอนที่ "ไข่เริ่มจับตัวแต่ยังเยิ้ม" ซึ่งใช้เวลาแค่ 30 วินาที พลาดวินาทีเดียวก็ไม่เหมือนเดิมครับ

ใครยังไม่เคยลองคัตสึด้งของร้าน หรือ ใครที่เคยมองข้ามเมนูนี้ไป ลองมาสั่งสักจานนะครับ
ผมว่ามันคือเมนูที่กินแล้วมีความสุขที่สุดเมนูหนึ่ง เพราะ ไม่ต้องคิดอะไร แค่ตักเข้าปากก็อร่อยแล้วครับ
แวะมาที่ Matsumoto Tonkatsu Cafe เซ็นทรัลพระราม 2 ชั้น 3 ได้เลยนะครับ 😉

ปล. คัตสึด้งของร้าน ผมแอบเอาใจคนชอบไข่เยิ้มเป็นพิเศษครับ ใครอยากให้ไข่เยิ้มกว่าปกติ หรือ สุกกว่าปกติ บอกได้เลย ผมปรับให้ตามใจครับ 🙏

ที่อยู่

ชั้น 3 โซน Little Campus ห้างเซนทรัลพระราม 2 ชั้น 3
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 21:00
อังคาร 11:00 - 21:00
พุธ 11:00 - 21:00
พฤหัสบดี 11:00 - 21:00
ศุกร์ 11:00 - 21:00
เสาร์ 11:00 - 21:00
อาทิตย์ 11:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66973561381

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FooD HuB Home - Chef Table by PTผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์