Wealth & Health Wealth & Health : risk & return

Security & Sustainability : yin & yang

Psychology & Economics : mind & body

ชีวิตจิตใจ คงความอยู่ดีมีสุข ป้องกันจากอันตรายและหนทางตกต่ำ

live longer than everhttps://www.facebook.com/share/p/1ECMqw3Pez/?mibextid=wwXIfr
10/06/2026

live longer than ever
https://www.facebook.com/share/p/1ECMqw3Pez/?mibextid=wwXIfr

เมื่อเราอาจอยู่บนโลกนี้นานกว่าเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า … จะเตรียมตัวยังไงดี?
สรุปเซสชัน The Death of 60-Year-Old Retirement อิสรภาพไม่ต้องรอจนอายุ 60 โดยโค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ Money Coach ในงาน Mission To The Moon Forum 2026 | Mission To The Moon
โค้ชหนุ่มปีนี้ก็อายุ 52 ปีแล้ว โค้ชหนุ่มเล่าว่าได้บรรยายหลายที่เรื่องการวางแผนเกษียณ โดยภาครัฐมักจะเกษียณที่อายุ 60 ปี แต่บริษัทเอกชนมักจะเกษียณที่อายุ 55 ปี
ปัญหาคือคนไทยส่วนมากไม่พร้อมเกษียณ และอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่มากมายเหมือนระเบิดเวลา
ในอดีต ความเสี่ยงมักจะเป็นการจากไปก่อนวัยอันควร แต่ความเสี่ยงในยุคนี้คือการที่เราอยู่นานเกินไปแต่มีเงินไม่พอใช้
==========
🟠 ทำไม 60 ไม่ใช่เส้นชัย
ไม่มีการเกษียณที่อายุ 60 ปีอีกต่อไปแล้ว การคำนวนเลขเกษียณ 60 ปีเกิดจากการคำนวนว่ามนุษย์มีชีวิตถึงอายุ 70 ปี แต่ปัจจุบันตัวเลขเปลี่ยนไปแล้ว อายุเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 79 ปี และผู้หญิงอยู่ที่ 83 ปี เพราะปัจจุบันมนุษย์เรียนหนังสือ 20 ปี ทำงาน 40 ปี อยู่หลังเกษียณ 10 - 15 ปี แล้วจึงค่อยหมดอายุขัย
ดังนั้นถ้าเกษียณ 60 ปี แล้วเสียชีวิตที่ 80 ปี ก็ต้องเก็บเงินเผื่อหลังจากนั้นถึง 20 ปี
และถ้าเราอยู่บริษัทเอกชนที่อาจเกษียณตอนอายุ 55 ปี เวลาหลังจากนั้นก็จะยิ่งยาวนานไปอีก
ภายใน 10 ปีนี้ เรากำลังจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด
ทว่าประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา คนไทยแก่เร็วมาก ไทยใช้เวลาเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุเป็น 2 เท่าเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์อีก
ดังนั้นหากเราต้องอยู่ยาว เงินจะยังพอไหม?
อีกปัญหาคืองานก็ถูกแย่ง…
World Economic Forum ระบุว่างานจะหายไป 92 ล้านตำแหน่ง ทักษะที่ใช้ทุกวันนี้จะหายไป 39% และมีอีก 8.7 ล้านงานในไทย ที่จะหายไปเพราะ AI
โค้ชหนุ่มเล่าให้ฟังว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โค้ชหนุ่มได้รับอีเมลเรื่องตกงานมาเยอะมาก โดยส่วนมากเป็นกลุ่มงาน แอดมิน กราฟิก
อายุงานของเราสั้นลงเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่เตรียมตัว เราจะเหลือเวลา 30 ปี ที่เราต้องใช้ชีวิตในโลกที่ไม่ต้องการทักษะที่เรามีอีกแล้ว
การเก็บเงินแบบเดิม ๆ ก็จะใช้ไม่ได้อีกแล้ว ศัตรูตัวแรกคือเงินเฟ้อ ในวันที่เราเกษียณแล้วมี 10 ล้าน ผ่านไป 30 ปี เงินของเราถือว่าหายไปเกินครึ่งแล้ว
เงินก้อนที่เรามี ต้องลงทุนให้เป็น ดูแลต่อให้ได้ คนที่ลงทุนไม่เป็น จัดการเงินไม่ได้ จะอยู่ยาก
กฏ 4 %
สมมติว่าเรามีเงินเกษียณคิดเป็น 100% ถ้าเราถอนมาใช้ปีละ 4% จะใช้ชีวิตได้ 25 ปีหลังเกษียณ แต่เมื่อเงินเฟ้อสูง ก็ไม่สามารถทำแบบนี้ได้อีก
คนเกษียณปัจจุบันเอาเงินที่ไหนใช้ ? - เปอร์เซ็นต์ที่มากสุดคือมาจากลูกหลาน นั่นทำให้เกิด Sandwich Generation ที่พ่อแม่ต้องขอ Support ด้านการเงินจากลูกหลาน
วันที่คุณหยุด “สร้าง” คุณจะเหลือแค่การ “จ่าย”
==========
🟠 นิยามใหม่ของอิสรภาพทางการเงิน
แทนที่จะมุ่งเก็บเงินก้อนโต ให้มามองการสร้างกระแสเงินสด หรือ Passive Income
Passive Income ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด ไม่ว่าจะเป็น…
ดอกเบี้ย
เงินปันผล
ค่าเช่า
ค่าลิขสิทธ์
รายได้ที่มาสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องทำงานตลอดเวลา
เงินก้อนสู้สิ่งนี้ไม่ได้ เพราะอะไร?
คนเกษียณมักจะเสียเงินก้อนที่เก็บมา 30% ใน 2 ปีแรก หลายคนเผลอบริหารเงินไม่ดี และทำให้ใช้หมดในปีแรก ๆ ที่เกษียณ
ถ้าเรามี Cash Flow จะมีเงินไหลมาเรื่อย ๆ และจะชนะเงินเฟ้อ เช่น ถ้ามีค่าเช่า เงินค่าเช่าก็จะวิ่งสูง ขึ้นตามเงินเฟ้อ เราก็จะชนะเงินเฟ้อ
บำนาญข้าราชการที่เป็นเลขคงที่ก็อันตราย เพราะไม่ได้เพิ่มขึ้นไปตามเงินเฟ้อจริง
สองเสาหลักของคนเกษียณยุคใหม่
1. Cashflow: ทุกวันนี้มีกระแสเงินสดเข้าเราเท่าไหร่? ถ้าไม่มี ก็ควรเริ่มคิดแล้ว
2. Human Capital: มนุษย์มีเวลาทำงาน 40 ปี ดังนั้นมนุษย์มีทั้งทักษะ และประสบการณ์ ที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้
เมื่อพูดถึงสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด เรามักจะนึกถึงรถ บ้าน เงินฝาก แต่อย่าลืมนับตัวเองด้วย เราเองก็มีประสบการณ์ มีคุณค่าในตัวเอง
อะไรที่ทำให้มนุษย์ต่างจาก AI?
AI ช่วยคิดไอเดียได้ แต่ความลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน ความ Empathy ความเข้าใจในมนุษย์ ยังทำไม่ได้ มีทักษะอีกหลายอย่างที่โค้ชหนุ่มเรียกว่า “ยิ่งแก่ ยิ่งแพง”
นั่นคือการเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเป็นรายได้ เช่น ที่ปรึกษา โค้ช คอนเทนต์ถ่ายทอดความรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง งานที่ต้องใช้ความไว้ใจ ดูแล เป็นต้น
โค้ชหนุ่มเล่าว่าเกษียณยุคใหม่ ไม่ใช่การเลิกทำงาน แต่เป็นการสร้างรายได้ไว้หลาย ๆ ทาง
โลกวันข้างหน้าจะมีความไม่แน่นอนมากขึ้นอีก เราต้องเป็นผู้กำหนดความแน่นอนในมือ มองอาชีพให้เหมือนพอร์ตการลงทุน มีทั้งงานหลัก งานฟรีแลนซ์ การลงทุน และงาน Passion
อิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายว่าต้องเก็บเงินได้เท่าไหร่ แต่เป็นการกำหนดสถานะของตัวเองได้
ถ้าเรามี Cash Flow ที่เข้ามาได้ในแต่ละเดือน เราจะได้รายได้จากทรัพย์สิน > รายจ่าย
และเมื่อเรามี Cash Flow เข้ามา > รายจ่ายรวม เงินที่มีรวม ๆ ก็จะมากขึ้นจนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
==========
🟠 กลยุทธ์ตะกร้า 3 ใบ
การวางแผนเกษียณด้วยการมีเงินก้อนเดียวและลงทุนที่เดียวนั้นมีความเสี่ยงสูง
ดังนั้นโค้ชหนุ่มจึงขอนำไอเดียตะกร้า 3 ใบ มาทำเป็นเวอร์ชันใหม่ เพื่อให้เหมาะกับบริบทโลกยุค AI และคนไทย
Safety Net - เงินสำรองฉุกเฉิน เงินหมุนเวียน เน้นเงินสดสภาพคล่องสูง วัยทำงานควรมีไว้ 6-12 เดือน วัยเกษียณควรมีไว้ 1-2 ปี แต่จากข้อมูลที่ออกมาก็พบว่า 77% ของคนไทยมีเงินสำรองไม่ถึง 6 เดือน
Growth Engine - การลงทุนที่ชนะเงินเฟ้อ ลงทุนระยะยาว กระจายความเสี่ยง เป็นเงินที่ไม่รีบใช้ ปล่อยให้โตได้เลย
Life Flow - รายได้จากทักษะที่หล่อเลี้ยงตลอดไป รายได้จากทักษะ + ประสบการณ์
เป็นเงินที่ทำให้เราสามารถดูแลชีวิตตัวเองได้ การทำงานต่อหลังเกษียณ การทำงานหาเงินอยู่ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า
การมีเงินไหลมา ทำให้เงินก้อนของเราถูกกัดกร่อนช้าลง สามารถนำไปลงทุนได้มากขึ้น
การมีแหล่งรายได้ ทำให้ชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น
แล้วแนวทางการนำไปใช่ล่ะ? การเรียง 3 ตะกร้านี้ ให้เรียงดังนี้ หลังเกษียณ ให้ใช้ชีวิตจากตะกร้า Life Flow ก่อน ทำงานให้มี Cash Flow และมีคุณค่ากับชีวิต พอเกิดวิกฤตก็หยิบเงินตะกร้า Safety Net มาใช้
“ยิ่งโลกป่วน เรายิ่งแข็งแกร่ง”
อีกเรื่องที่สำคัญคือการจัดการความคิด โค้ชหนุ่มเล่าให้ฟังว่าของบนโลกมี 3 แบบ
แบบแรกคือ Fragile กระแทกอะไรไม่ได้ โดนนิดหน่อยก็จะกระทบทันที
แบบที่สองคือ Robust โดนกระแทกแล้วอึดทน
กลุ่มที่สามคือ Anti-Fragile โดนกระแทกแล้วแกร่งขึ้น เราต้องเป็นแบบนั้นให้ได้
ถ้าตะกร้าการเงินโอเค จิตใจเข้มแข็ง เราก็จะมีความสุข เรื่องการจัดการความคิดเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่โค้ชหนุ่มอยากให้ทุกคนฝึกฝนไว้
==========
🟠 สิ่งที่ทำได้ใน 24 ชม.
ข้อที่ 1: กลับไปเช็กภาระหนี้ - หนี้ที่คุณมี เป็นหนี้ที่สร้างชีวิตหรือขัดขวางชีวิต การมีหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพง ๆ จะทำให้เราเก็บเงินยาก
ข้อที่ 2: เงินสำรองพอกี่เดือน? - เพื่อจะได้รู้ว่า “กันชน” ของเราหนาแค่ไหน
ข้อที่ 3: ทักษะอะไรที่ “ขายได้” ในวันนี้ - เพื่อจะรู้ว่าอาวุธในมือของของเราคืออะไร ไม่ต้องเก่งที่สุดก็ได้ ขอแค่เก่งกว่าคนอื่นหน่อยก็พอ
และซนให้มาก ๆ ถ้าอยากลองทำ ให้เรียนรู้เลย ไม่มีคำว่าเสียเวลาฟรี
โค้ชหนุ่มฝากไว้ว่า อยากให้ทุกคนที่ฟังเซสชันนี้จบหยิบกระดาษมาตอบ 3 ข้อนี้ภายในวันพรุ่งนี้ ใครที่อ่านจบแล้วอย่าลืมเอาไปปรับใช้ต่อกันนะ
ถ้าใครในวันนี้เริ่มมีทุนแล้ว อยากให้ไปโฟกัสต่อเรื่องการเคลียร์หนี้ เริ่มศึกษาการลงทุน และเริ่มต่อยอด สร้าง Cash Flow ให้ตัวเอง และสามารถหยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทองให้ได้
ต่อให้อายุเยอะแล้วก็ไม่ต้องกลัว เรียนรู้ได้ ใช้ประสบการณ์ที่มีเป็นอาวุธ สอนสิ่งที่ตัวเองรู้ ขายตัวเองให้เก่ง และสร้าง Cash Flow
แบ่ง Phase ชีวิตบ้าง พักผ่อนบ้าง ไม่ต้องรอให้อายุถึง 60 แล้วค่อยไปเที่ยว
อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเลขในบัญชี แต่คือความอุ่นใจ ไม่กลัวต่อโลกที่เปลี่ยนไป เราก็ยังสามารถที่จะดูแลตัวเองได้อยู่เสมอ

พ่อและแม่ก็ต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง  และอยู่ในสายตาของลูก  เพื่อเป็นแบบอย่างบนเส้นทางเจริญเติบโตของลูก “การให้คะแนนพ่อแ...
08/06/2026

พ่อและแม่ก็ต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง และอยู่ในสายตาของลูก เพื่อเป็นแบบอย่างบนเส้นทางเจริญเติบโตของลูก

“การให้คะแนนพ่อแม่“ เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่ช่วยสร้างอนาคตเปี่ยมคุณภาพให้ลูก ได้อย่างสดใส

เมื่อลูกต้องมาให้คะแนนพ่อแม่

ฉันกับสามีไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศเยอรมนี ก็เลยแวะไปเยี่ยมพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันที่เบอร์ลิน ตอนที่พวกเราไปถึงบ้านเขาเป็นเวลาหลังอาหารเย็นไปแล้ว เห็นพี่สาวสวมใส่หูฟังกำลังเข้าอินเตอร์เน็ตอยู่ พี่เขยนั่งอ่านหนังสือ ส่วนลูกชายเขาตอนนี้เรียนอยู่เกรดห้ากำลังทำการบ้าน ในบรรยากาศที่เงียบสงบแบบนี้ ทำให้พวกเราเกิดความเกรงใจไม่กล้าพูดจาเสียงดัง

ไค่หวุนทักทายพวกเราอย่างมีมารยาท แล้วก็หันไปง่วนกับการบ้านของเขาต่อบนแผ่นกระดาษ ฉันมองไค่หวุนด้วยความประหลาดใจ สงสัยว่าทำไมเด็กนักเรียนเยอรมันทำการบ้านโดยไม่ใช้สมุดหรือหนังสือ พี่สาวเห็นท่าทางประหลาดใจของฉันก็เลยบอกว่า "ไค่หวุ่นกำลังให้คะแนนพ่อแม่เขาอยู่"

"ให้คะแนนพ่อแม่....."ฉันย้ำถามด้วยความสงสัย

พี่สาวผงกหัวก่อนจะเล่าให้ฟังว่า "ทุกๆสิ้นเดือน ไค่หวุนก็จะประเมินจากเหตุการณ์จริงในครอบครัวเรา ให้คะแนนเกี่ยวกับพฤติกรรมของฉันกับพ่อของเขาตลอดเดือนที่ผ่านมา เมื่อให้คะแนนเสร็จแล้ว ไค่หวุนก็จะส่งใบคะแนนให้เราดูกัน แล้วเซ็นชื่อรับทราบทั้งสองคน ก่อนที่ไค่หวุนจะนำไปส่งให้คุณครูที่โรงเรียนในวันรุ่งขึ้น"

มันเป็นการให้คะแนนแบบไหนกันเชียว ฉันกระหายอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ หลังพี่สาวและพี่เขยดูเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่สาวก็เลยส่งต่อให้พวกเราได้ดูกัน

บนใบให้คะแนนผู้ปกครอง มีหัวข้อด้วยกันสิบข้อ จะมีช่องคะแนนให้เลือกกาแต่ละหัวข้อ คะแนนจะมีตั้งแต่ A+ คือยอดเยี่ยม ช่องต่อมาคือ A หมายถึงผ่าน ส่วนช่อง B นั้น ถือว่าไม่ผ่าน ไค่หวุ่นต้องให้คะแนนทั้งสิบหัวข้อ เมื่อประมวลทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว เราก็จะได้รู้กันว่าพ่อแม่จะสอบผ่านหรือเปล่าจากความรู้สึกของคนเป็นลูก

ฉันเลยต้องอ่านอย่างละเอียดถึงหัวข้อทั้งสิบด้วยความตั้งใจ

1/ พ่อแม่รักใคร่สามัคคีปรองดองกันดี ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ใช้วาจาไม่สุภาพหรือทะเลาะกันต่อหน้าฉัน

2/ พ่อแม่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีอันเอื้อต่อการศึกษาของฉัน ไม่เปิดทีวี โน๊ตบุ๊คหรือพูดจาเสียงดังรบกวนสมาธิต่อการศึกษาของฉัน

3/ พ่อแม่มุ่งมั่นและตั้งใจศึกษาความรู้ต่างๆเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็น "คนรอบรู้" ในการช่วยส่งเสริมความสามารถของฉันในการศึกษา

4/ พ่อแม่ตั้งใจรับฟังเกี่ยวกับรายงานการศึกษาของฉัน สามารถช่วยแนะนำข้อมูลหรือหนังสือนอกตำราให้ฉันได้ศึกษาเพิ่มเติม ช่วยชี้ทางให้ฉันรู้ถ่องแท้ยิ่งๆขึ้น

5/ พ่อแม่มักจะพยายามทำความเข้าใจรับฟังปัญหาหรือสิ่งที่ฉันสงสัยอย่างตั้งใจ ไม่หยุดยั้งฉันด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวขุ่นมัว

6/ พ่อแม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขภาพของฉัน ให้ทานอาหารที่ครบหมวดหมู่ ทุกรายละเอียดของการเจริญเติบโตของฉัน ส่งเสริมให้ฉันเล่นกีฬาฝึกฝนร่างกายอย่างเต็มที่

7/ พ่อแม่ให้ค่าขนมฉันเป็นประจำทุกเดือน แต่สอนฉันว่าต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ฝึกนิสัยให้ฉันรู้จักประหยัดอดออม

8/ พ่อแม่ไม่ได้รักฉันแบบตามใจเกินพอดี ฝึกและดูแลให้ฉันทำงานบ้านเท่าที่พละกำลังและความสามารถที่ฉันจะทำได้ ฝึกฝนให้ฉันมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

9/ พ่อแม่ใช้วิธีการฝึกฝนแก้ไขอุปนิสัยอันไม่สมควรของฉันอย่างถูกต้อง ไม่เคยใช้การบังคับให้หยุดการกระทำนั้นๆ แต่จะพร่ำสอนด้วยเหตุผล เพื่อให้ฉันประพฤติตัวได้เหมาะสมยิ่งๆขึ้น

10/ พ่อแม่จะเชื่อมการติดต่อสื่อสารกับคุณครูอย่างไม่ขาดระยะ เพื่อช่วยกันผลักดันให้ฉันเดินอยู่บนครรลองที่ถูกต้องและเหมาะสม อันจะนำไปสู่เส้นทางอนาคตที่สดใสของฉัน

หลังจากที่พี่สาวได้อ่านดูใบให้คะแนนของลูกชายแล้ว ก็ส่งต่อให้พี่เขยดู แล้วหันไปพูดกับไค่หวุนว่า "เห็นลูกให้คะแนน A+ มากกว่าเดือนที่แล้วอีกหนึ่งตัว พวกเรารู้สึกขอบใจลูกที่ลูกได้เห็นความพยายามของพ่อแม่ พวกเราจะพยายามพัฒนาปรับปรุงต่อไป แล้วลูกก็ต้องตั้งใจฝึกฝนตนเองให้ดียิ่งๆขึ้นด้วยนะครับ" ไค่หวุ่นยิ้มก่อนจะก้มหัวน้อมรับคำสั่งสอนของแม่

วิธีการ "ให้คะแนนผู้ปกครอง" นี้ สร้างความประทับใจให้ฉันอย่างมาก มานั่งนึกๆดูว่าลูกสาวฉันก็เรียนชั้นประถมสามอยู่แล้ว ปกติก็มีแต่จะกำชับเร่งเร้าให้เขาพยายามสอบให้ได้ที่หนึ่งเป็นประจำ แต่ไม่เคยคิดว่าฉันก็ควรจะหาทางสนับสนันการศึกษาและความประพฤติของเขาด้วยวิธีไหน

ฉันจะยึดวิธีการ "ให้คะแนนผู้ปกครอง" นี้มาเป็นแบบอย่างจากนี้ไป ฉันและสามีก็จะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง และอยู่ในสายตาของลูก เพื่อเป็นแบบอย่างบนเส้นทางการเจริญเติบโตของลูก

นี่น่าจะเป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างอนาคตเปี่ยมคุณภาพให้ลูกได้อย่างสดใส

Facebook:ห้องสมุดฟลิ้นท์
“ขจรศักดิ์”
แปลและเรียบเรียง
Credit: 李晶玉 撰文/ 正能量家族

Happy Pride MonthHappy Prime ... AIA Financial Advisor 🎉👉รุ่นที่ 50 แล้ว❤️เรียนรู้กันที่ สนง. AIC @ BTS Surasak🏅สนใจเติม...
01/06/2026

Happy Pride Month
Happy Prime ... AIA Financial Advisor 🎉
👉รุ่นที่ 50 แล้ว❤️
เรียนรู้กันที่ สนง. AIC @ BTS Surasak🏅
สนใจเติมชีวิตอิสระ บริหารการเงินบุคคล ติดต่อ 089-774-1026

 #การคัดลอกผลงาน (Self-Plagiarism) : ผู้คัดลอกจะคัดลอกงานเขียนของตนเองที่เคยเขียนไว้ก่อน โดยที่ไม่อ้างอิง... อ่านข่าวต้น...
31/05/2026

#การคัดลอกผลงาน (Self-Plagiarism) : ผู้คัดลอกจะคัดลอกงานเขียนของตนเองที่เคยเขียนไว้ก่อน โดยที่ไม่อ้างอิง...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/local/education/news_5740261

เอไอเอ 🇹🇭 มอบรางวัล “สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี - AIA Healthiest Schools” ปีที่ 4 เชิดชู 26 โรงเรียนต้นแบบสุขภาพดี ทั่วไทยจา...
29/05/2026

เอไอเอ 🇹🇭 มอบรางวัล “สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี - AIA Healthiest Schools” ปีที่ 4 เชิดชู 26 โรงเรียนต้นแบบสุขภาพดี ทั่วไทย

จากเว็บไซต์ FA STATION NEWS
https://www.fastation.co.th/library-details/1551

เคยถูกฝึกให้ ” ลงมือทำ “ กันรึยัง?https://vt.tiktok.com/ZSxUShc8X/พ่อแม่ยุคใหม่อาจต้องเริ่มรู้จักคำว่า “Knowledge Inflat...
22/05/2026

เคยถูกฝึกให้ ” ลงมือทำ “ กันรึยัง?

https://vt.tiktok.com/ZSxUShc8X/

พ่อแม่ยุคใหม่อาจต้องเริ่มรู้จักคำว่า “Knowledge Inflation” ได้แล้ว

เพราะการประคบประหงมลูกให้เรียนอย่างเดียว เรียนให้สูงที่สุด เรียนให้เก่งที่สุด อาจไม่ใช่คำตอบของโลกยุคต่อไปอีกแล้ว เพราะวันนี้โลกกำลังเปลี่ยน

คนเก่งมีมากขึ้นมหาศาล คนจบมหาวิทยาลัยระดับโลกมีเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในจีน อินเดีย และบ้านเราเอง จน “ความเก่งระดับโลก” เริ่มเฟ้อ

ผมมีโอกาสสัมภาษณ์คนจีนที่จบจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปของจีน ซึ่งเป็นคนเก่งมาก ภาษาอังกฤษดี โปรไฟล์สวย แต่หางานในจีนไม่ได้ เพราะการแข่งขันสูงจนแทบไม่มีที่ยืน สุดท้ายจึงเบนเข็มมาหางานในไทยแทน

เช่นเดียวกับคนที่จบจากมหาวิทยาลัย Top 10 ของโลก บางคนยอมรับตรง ๆ ว่างานดี ๆ ไม่ได้หาง่ายเหมือนที่คิด เพราะวันนี้บริษัทไม่ได้มองแค่ชื่อมหาวิทยาลัยอีกต่อไป

ข่าวไวรัลของ “ติง หยวนเจ้า” ที่จบทั้งอันดับ 1 ในจีนอย่าง Tsinghua, Peking และระดับโลกอย่าง Oxford และเคยทำ Postdoc มาแล้ว แต่สุดท้ายต้องไปทำงานเป็น Rider ส่งอาหาร

หลายคนตกใจกับข่าวนี้ แต่จริง ๆ มันคือภาพสะท้อนของโลกใหม่

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กไม่เก่ง ตรงกันข้าม… เด็กพวกนี้เก่งมาก แต่เด็กจำนวนมากถูกเลี้ยงให้เก่ง “ในระบบการศึกษา” มากเกินไป พวกเขา เก่งสอบ เก่งทำคะแนน เก่งแข่งขัน เก่งสะสม Certificate ฯลฯ

แต่ไม่เคยถูกฝึกให้ ขายของ เจรจาคน รับแรงกดดัน แก้ปัญหาหน้างาน หรือทำงานจริงในโลกที่ไม่มีข้อสอบให้เลือกตอบ และที่สำคัญ หลายคนไม่เคย “gets their hands dirty”

ซึ่งหมายถึงการยอมลงมือทำงานจริง งานที่เหนื่อย งานที่เลอะ งานที่ต้องแก้ปัญหาหน้างาน ไม่ใช่นั่งอยู่แต่ในโลกวิชาการระดับบน

เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยถูกปลูกฝังว่า งานดีคืองานใช้สมองเป็นหลัก งานคนเก่งต้องนั่งโต๊ะหล่อ ๆ สวย ๆ ต้องดูหรู จนสุดท้ายทำอะไรไม่เป็นนอกจากใช้ความคิด

และโลกยุค AI จะยิ่งเร่งเรื่องนี้เร็วขึ้นอีก เพราะ AI ทำงานด้าน “ความรู้” ได้เก่งขึ้นทุกวัน ค้นข้อมูลได้ สรุปได้ เขียนได้ วิเคราะห์ได้

แต่สิ่งที่ยังขาดแคลน คือคนที่เอาความรู้ไป “ลงมือทำ” ได้จริง

ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ลูกติดอยู่ในกับดักของ Knowledge Inflation พ่อแม่อาจต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด

1. ให้ลูกทำงานที่ได้เงินจริง ไม่ใช่แค่ฝึกงานแบบไปนั่งดูงานเฉย ๆ แต่ต้องเคยขายของ เคยรับผิดชอบงาน เคยโดนลูกค้าตำหนิ เคยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

2. เลิกค่านิยมงานหรูของเด็กเก่ง เพราะงานหนักไม่ใช่งานต่ำต้อย เด็กที่เคยทำงานเหนื่อย ๆ มาก่อน มักเอาตัวรอดเก่งกว่าในโลกจริง

3. สอนให้รับแรงกดดัน เพราะโลกจริงไม่มีข้อสอบให้เตรียมล่วงหน้า ต้องฝึกให้ลูกเจอความผิดหวัง ความไม่แน่นอน และการแข่งขันตั้งแต่อายุยังน้อย

4. อย่าเลี้ยงลูกให้กลัวความล้มเหลว สมัครงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบอาจไม่มีคนรับง่าย ๆ สมัครไปเป็นร้อยที่ สัมภาษณ์เป็นสิบที่ ล้มให้ชิน เพราะเด็กที่ไม่เคยล้มเลย พอออกจากระบบการศึกษา มักพังง่ายกว่าที่คิด

5. สร้าง “Adaptive Mindset” อนาคตคนที่จะรอด อาจไม่ใช่คนที่เรียนเก่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวเร็วที่สุด

โลกไม่ได้ขาดคนเรียนเก่งอีกต่อไป แต่กำลังขาดคนที่เอาความรู้ไปสร้างคุณค่าในโลกจริงได้

ถูกใจ 2585 ครั้ง 29 ความคิดเห็น "🛑🏃‍♂️ ลูกล้มปุ๊บ พ่อแม่พุ่งปั๊บ! ลองใช้ "กฎ 3 วิ" เปลี่ยนลูกเจ้าน้ำตา เป็นเด็กสู้ช....

ที่อยู่

152 ถ. สาทรเหนือ
Bangkok
10150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wealth & Healthผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealth & Health:

แชร์