31/07/2026
💡 มากกว่าแบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง Imperial, Allowrie และ Sunquick บทความนี้พาไปรู้จัก KCG ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารไทยมาอย่างยาวนาน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการทั่วประเทศ
🚀 KCG ยังคงมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์หลัก ควบคู่กับการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด Data-Driven, Innovative and Sustainable Culture เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
✨ ขอขอบคุณ Marketeer Online สำหรับการนำเสนอเรื่องราวของ KCG Corporation และเส้นทางการเติบโตกว่า 68 ปี จากธุรกิจครอบครัวสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทอาหารชั้นนำของประเทศไทย
📖 อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มจาก Marketeer Online ได้ที่โพสต์นี้ 👇
🔴รู้จักอาณาจักร KCG บริษัทอาหารไทยอายุ 68 ปี รายได้เกือบ 9,000 ล้านบาท
🔴หากพูดถึง Imperial หลายคนนึกถึงคุกกี้กล่องแดงที่อยู่คู่คนไทยมานานหลายสิบปี แต่มีคนไม่มากที่รู้ว่า Imperial เป็นเพียงหนึ่งในหลายแบรนด์ของ KCG Corporation บริษัทอาหารไทยที่สร้างยอดขายกว่า 8,600 ล้านบาท
KCG ไม่ได้มีรายได้จากคุกกี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่เบื้องหลังธุรกิจอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พอร์ตสินค้ามีตั้งแต่เนย Allowrie, ชีส, น้ำผลไม้ Sunquick ไปจนถึงวัตถุดิบสำหรับร้านเบเกอรี่ โรงแรม และร้านอาหารทั่วประเทศ
ลูกค้าของ KCG ไม่ได้มีแค่ผู้บริโภคที่เดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังรวมถึงร้านเบเกอรี่ คาเฟ่ โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการอาหารทั่วประเทศ
🔴โดยรายได้มาจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
ผลิตภัณฑ์นม เช่น เนยและชีส (57-60%)
วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ (27-29%)
บิสกิตและสินค้าอุปโภคบริโภค (10-12%)
โมเดลของบริษัทมี ทั้งสร้างแบรนด์เอง รับสิทธิ์จัดจำหน่ายแบรนด์ต่างประเทศ และนำเข้าสินค้าพรีเมียม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเป็นสัดส่วนรายได้มากที่สุด ขณะที่บิสกิตมีสัดส่วนเล็กที่สุดใน 3 กลุ่มธุรกิจ
🔴จากร้านนำเข้าเนยเล็ก ๆ สู่อาณาจักรอาหารอายุุ 68 ปี
จุดเริ่มต้นของ KCG ย้อนกลับไปเมื่อปี 2501 ภายใต้ชื่อ "กิมจั๊วพาณิชย์" ธุรกิจครอบครัวไทยเชื้อสายจีนของ 2 ตระกูล คือ วิภาวัฒนกุล และธีระนุสรณ์กิจ
ในยุคนั้น บริษัทเริ่มจากการนำเข้าเนย ชีส และผลิตภัณฑ์อาหารจากต่างประเทศ แล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเป็นผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ และผู้บริหารห่วงโซ่อาหารแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
ต่อมาได้รวมธุรกิจในเครือ ทั้ง Kim Chua Trading, United Dairy Food และ Imperial General Foods เข้าด้วยกัน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น KCG Corporation ในปี 2556 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2566
แม้วันนี้จะเป็นบริษัทมหาชนแล้ว แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็น บริษัท กิมจั๊ว กรุ๊ป จำกัด ถือหุ้นกว่า 52% สะท้อนว่าธุรกิจยังอยู่ภายใต้การบริหารของครอบครัวผู้ก่อตั้ง
🔴แบรนด์เก่าที่เติบโตอย่างท้าทาย
หลายคนอาจคิดว่า ตลาดคุกกี้แข่งขันรุนแรง เนยและชีสเป็นสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้ยาก ธุรกิจ FMCG โตได้ไม่ง่าย แต่ KCG กลับพิสูจน์สิ่งตรงกันข้าม
หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ KCG ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง
ปี 2568 บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ทำสถิติ New High อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายรวม 8,645.5 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.6% จากปีก่อน) และมีกำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท (เติบโต 24.0% จากปีก่อน)
ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดขายยังเติบโต 7.4% แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 26.5%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า บริษัทไม่ได้เติบโตเพียงเพราะขายสินค้าได้มากขึ้น แต่ยังบริหารต้นทุน การผลิต ค่าใช้จ่าย และภาระดอกเบี้ยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนทำให้กำไรเติบโตเร็วกว่ายอดขายเกือบ 4 เท่า
เมื่อมองลึกลงไป สิ่งที่น่าสนใจของ KCG คือคำถามว่า เหตุใดธุรกิจครอบครัวที่มีอายุ 68 ปี จึงยังสามารถเติบโตในตลาดอาหารที่แข่งขันรุนแรงได้ และยังสามารถสร้างยอดขายและกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้ง ๆ ที่ KCG ไม่ได้ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่เลือกต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์หลักในแต่ละกลุ่มสินค้า เช่น Allowrie เป็นผู้นำตลาดเนยในไทยต่อเนื่อง 10 ปี และ Imperial เป็นแบรนด์เรือธงของกลุ่มบิสกิต
🔴แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่บริษัทประกาศไว้ คือการพัฒนา Flagship Brands ให้แข็งแกร่งในแต่ละตลาด และใช้แบรนด์เหล่านี้เป็นฐานในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อม ๆกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบData-Driven, Innovative and Sustainable Culture
🔴ก็ต้องจับตาดูกันต่อว่า โมเดลการเติบโตที่สร้างขึ้นตลอดเกือบ 70 ปี จะยังรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้มากน้อยเพียงใด ในวันที่ตลาดอาหารแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกปี
#อิมพีเรียล #คุกกี้กล่องแดง