22/09/2026
ช่วงนี้ผมมองเศรษฐกิจแล้วก็รู้สึกเหนื่อยใจแทนคนไทยนะครับ
สมมติว่าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีหรือมีนโยบายที่ทำให้เงินลงทุนไหลกลับไปทางอเมริกามากขึ้น นักลงทุนต่างชาติก็อาจเริ่มมองว่า เงินดอลลาร์น่าสนใจขึ้น และลดการถือครองสินทรัพย์ในประเทศอื่น
ถ้าเงินไหลออกจากไทยมากขึ้น ก็อาจเกิดแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า เพราะความต้องการดอลลาร์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท
พอเงินบาทอ่อน สิ่งที่ตามมาก็คือสินค้านำเข้าและวัตถุดิบบางอย่างที่เราต้องจ่ายเป็นเงินต่างประเทศ จะมีต้นทุนเป็นเงินบาทสูงขึ้น
ต้นทุนธุรกิจก็เพิ่มขึ้น
สุดท้ายผู้ประกอบการก็มีทางเลือกไม่กี่ทาง
จะขึ้นราคาสินค้า ก็กลัวลูกค้าซื้อไม่ไหว
จะไม่ขึ้นราคา ก็ต้องแบกรับต้นทุนเอง
แล้วถ้าสถานการณ์เงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงจนกระทบเสถียรภาพ ธนาคารกลางก็ต้องพิจารณานโยบายการเงินและมาตรการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
แต่ปัญหาคือ...
ถ้าดอกเบี้ยต้องสูงขึ้นจริง
ต้นทุนการกู้ยืมก็สูงขึ้นตาม
คนผ่อนบ้านก็ได้รับผลกระทบ
คนมีหนี้บัตรเครดิตก็ได้รับผลกระทบ
ธุรกิจที่ต้องกู้เงินหมุนเวียนก็ได้รับผลกระทบ
กลายเป็นว่า
เงินบาทอ่อน → ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น → ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น
แต่ถ้าใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อช่วยพยุงค่าเงิน
ดอกเบี้ยก็อาจกลายเป็นภาระของคนมีหนี้และธุรกิจอีก
มันเลยดูเหมือน “งูกินหาง”
ที่สำคัญคือประเทศไทยกับอเมริกามีพื้นฐานกำลังซื้อไม่เหมือนกัน
ถ้าประเทศที่กำลังซื้อยังแข็งแรง การขึ้นต้นทุนบางอย่างอาจยังพอรับไหว
แต่บ้านเราในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแออยู่แล้ว หากประชาชนต้องเจอกับต้นทุนที่สูงขึ้น หนี้ที่แพงขึ้น และความรู้สึกว่าดอกเบี้ยกำลังจะสูงขึ้นอีก
มันก็ยิ่งทำให้คนระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น
ร้านค้าขายของยากขึ้น
ธุรกิจขายของได้น้อยลง
คนไม่กล้าลงทุน
คนไม่กล้าเป็นหนี้เพิ่ม
สุดท้ายมันก็ย้อนกลับมากดกำลังซื้อของประเทศอีกที
นี่แหละครับที่ผมมองว่าเศรษฐกิจตอนนี้มันแก้ยาก
เพราะไม่ว่าจะขยับตรงไหน
ก็มีผลกระทบอีกด้านตามมา
ผมไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์นะครับ
ผมเป็นแค่ #ช่างโห้ คนหนึ่งที่ทำมาหากินและมองเศรษฐกิจจากชีวิตจริง
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ
ถ้ากำลังซื้อของคนในประเทศยังไม่ฟื้น
ต้นทุนของธุรกิจสูงขึ้นเรื่อย ๆ
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
คิดแล้วก็เหนื่อยใจแทนคนไทยจริง ๆ ครับ
#ช่างโห้มองอนาคต