KP FARM ปลาทับทิมชัยนาท

เส้นทาง

KP FARM ปลาทับทิมชัยนาท จำหน่ายปลาทับทิม ทุกขนาด

31/07/2026

ยามเย็น กินดุเหมือนโกรธคนให้ 🧡🐟

ให้อาหารปลาช่วงเย็นกันนนน🐟🧡
22/07/2026

ให้อาหารปลาช่วงเย็นกันนนน🐟🧡

ระมัดระวังกันด้วยนะคะ
09/07/2026

ระมัดระวังกันด้วยนะคะ

📢 เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังพายุไต้ฝุ่น "บาหวี่" ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ฝนตกหนัก ช่วงวันที่ 10–15 กรกฎาคม 2569

🌧️ ในช่วงวันที่ 10-15 ก.ค. 69 มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นลมบริเวณทะเลอันดาและอ่าวไทย มีคลื่นสูง 2-4 เมตร และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

🌧️ โดยในช่วงวันที่ 11-14 ก.ค. 69 ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดระนอง พังงา จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี

👨‍🌾 เกษตรกรควรเตรียมความพร้อม ดังนี้
✅ ตรวจสอบและเปิดทางระบายน้ำในแปลงเกษตร
✅ ตัดแต่งกิ่งไม้และค้ำยันพืชเพื่อลดความเสียหายจากลมแรง
✅ ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

9/7/69 ลงลูกปลาทับทิม โตวันโตคืนน 😆🐟
09/07/2026

9/7/69 ลงลูกปลาทับทิม โตวันโตคืนน 😆🐟

ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ทบ.1 ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ติดต่อสอบถาม สำนักงานประมงจังหวัดชัยนาท โท...
09/07/2026

ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ทบ.1 ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ
ติดต่อสอบถาม สำนักงานประมงจังหวัดชัยนาท
โทร 056-411301

#ขึ้นทะเบียนเกษตรกร #ประมง #ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ #ปลากระชัง #ปลาทับทิม #ปลาสังกะวาด #ปลา #ปลากดคัง #ปลาช่อน #ปลาสลิด

📣📣 สำนักงานประมงจังหวัดชัยนาท 👈🏻ขอประชาสัมพันธ์ ประกาศฤดูน้ำแดง พ.ศ. 2569 ‼️❌ ห้ามทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวา...
17/05/2026

📣📣 สำนักงานประมงจังหวัดชัยนาท 👈🏻
ขอประชาสัมพันธ์ ประกาศฤดูน้ำแดง พ.ศ. 2569 ‼️
❌ ห้ามทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่
และเลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ‼️

"ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569"
❌ ห้ามทำการประมงด้วยเครื่องมือประมงทุกชนิด ‼️
***ยกเว้น : สวิง ช้อน ยอ ชนาง ขนาดความกว้างไม่เกิน 2 เมตร ✅
: เบ็ดเดี่ยว สุ่ม ฉมวก ส้อม อีจู้ ลัน แห ขนาดความลึกไม่เกิน 6 ศอก ✅

👉🏻บทลงโทษ🚔 👈🏻
🗣️ผู้ฝ่าฝืน มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 - 50,000 บาท
หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง 🧜‍♀️
(แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า)

10/05/2026

ในช่วงนี้หลายพื้นที่อาจมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ⛈️ แต่สภาพอากาศยังคงแปรปรวนและมีแนวโน้มเกิดภาวะภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ เกษตรกรจึงควรติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำและดูแลคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสัตว์น้ำ 🐟

ศึกษารายละเอียดแนวทางปฏิบัติและโรคสัตว์น้ำที่ควรเฝ้าระวังเพิ่มเติมได้จากคลิปนี้เลย 👀

#สภาพอากาศแปรปรวน
#เตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
#โรคสัตว์น้ำ
#กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์
#กรมประมง

เลี้ยงปลาช่อนกันค่ะ
07/05/2026

เลี้ยงปลาช่อนกันค่ะ

🟢 กรมประมง เดินหน้าส่งเสริมการเพาะเลี้ยง #ปลาช่อนทะเล สัตว์น้ำเศรษฐกิจฉายา “Black Salmon” เร่งผลิตลูกพันธุ์ให้ได้ขนาด 5 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตราการรอดสูง เพื่อส่งต่อให้กับชาวประมงนำไปเลี้ยงในกระชัง ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG Model) ตั้งเป้าในอนาคตจะเพิ่มปริมาณผลผลิตให้ได้ 50,000 ตัว/ปี

แก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์ ส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และสุราษฎร์ธานี รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน พัฒนาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประมง ช่วยสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

👩‍🏫 คุณฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปลาช่อนทะเล (Cobia) เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำที่กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ดำเนินการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยง ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตลูกพันธุ์เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยปลาช่อนทะเลมีคุณลักษณะที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อาทิ เป็นปลาเนื้อขาว มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (DHA) จึงได้รับฉายาว่า "Black Salmon" สามารถนำไปรังสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลาย และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ เช่น ปลาช่อนทะเลแดดเดียว สเต็กปลาช่อนทะเล หรือซาชิมิ ที่เป็นเมนูยอดฮิต

ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปด้วยวิธี “รีดเลือด” (Ikejime) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อคงความสดใหม่ ลดกลิ่นคาว และรักษาคุณภาพปลา ช่วยยกระดับให้เป็นปลาช่อนทะเลเกรดพรีเมียม จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

💸 โดยราคาตลาดในขณะนี้ หากเป็นปลาช่อนทะเลทั้งตัวมีราคาการจำหน่ายอยู่ที่ 180 บาท/กก. แต่เมื่อนำมาแปรรูปโดยวิธีดังกล่าวสามารถเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้ถึง 250 บาท/กก. หรือจำหน่ายในรูปแบบซาชิมิพร้อมรับประทาน ราคาเนื้อปลาช่อนทะเลจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท นับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชุมชนประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ กรมประมงจึงมีแผนตั้งเป้าในการเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลาช่อนทะเล ขนาด 5 นิ้ว ให้ได้ จำนวน 50,000 ตัว/ปี (จากเดิมเพียง 25,000 – 30,000 ตัว/ปี) เพื่อให้ได้ผลผลิตตามความต้องการของตลาด พร้อมขยายพื้นที่เลี้ยงไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และสุราษฎร์ธานี ผ่านการเลี้ยงในกระชัง

👩‍💼 โดยบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกรมประมง เกษตรกร และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ในการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนประมงท้องถิ่นภายในพื้นที่บ้านแหลมทราย จังหวัดภูเก็ต และสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์สร้างกระชังเลี้ยงปลา จำนวน 40 กระชัง พร้อมพันธุ์ปลา 3 รุ่น รุ่นละ 1,000 ตัว ลดการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำจากธรรมชาติ

ประกอบกับที่ผ่านมา กรมประมงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน จึงได้สนับสนุนเงินทุน จำนวน 100,000 บาท ภายใต้โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง เมื่อปี พ.ศ. 2567 เพื่อนำไปใช้ในการจัดหาอุปกรณ์การทำประมง การแปรรูปสินค้า การซ่อมแซมเรือเพื่อรองรับภาคการท่องเที่ยว และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้

กิจกรรมในแหล่งวิสาหกิจชุมชนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมวิถีการเลี้ยง การให้อาหารปลาช่อนทะเลในกระชังอย่างใกล้ชิด รวมถึงการมีส่วนร่วมในการทำซาชิมิจากปลาช่อนทะเล และลิ้มรสเมนูอาหารที่รังสรรค์จากปลาช่อนทะเล ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนภายในกลุ่ม ชาวประมงสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี

🐟 จากที่กล่าวมานี้ เห็นได้ชัดว่าปลาช่อนทะเลมีแนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาด กรมประมงจึงได้วางแผนการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด โดยจะบูรณาการร่วมกันระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต ตรัง พังงา และกระบี่

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่เลี้ยงของชาวประมง รวมถึงติดตามการเพาะเลี้ยง สนับสนุนทางวิชาการ การตรวจสุขภาพปลา การตรวจคุณภาพน้ำ ควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษา และเป็นศูนย์กลางในการเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลในกระชังให้แก่เกษตรกร เพื่อให้การเพาะเลี้ยงเป็นไปตามมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

💹 ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ฝั่งอันดามันหันมาสนใจเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2568 มีเกษตรเลี้ยงจำนวน 30 ราย เพิ่มเป็นจำนวน 50 ราย ในปี 2569 และคาดว่าภายในปี 2570 จะมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นรวมกว่า 90,000-100,000 กก.

ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการของเกษตรกรในการเลี้ยงเพื่อการแปรรูป และจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ส่งผลให้ปลาช่อนทะเลกลายเป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพ และมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงเพื่อเพิ่มรายได้
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
📲 ข้อมูลเพิ่มเติม : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต โทร. 0-7651-0053 หรือ 08-1797-8922 และ 08-6041-8612 หรือช่องทางออนไลน์ Facebook : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
📍 ที่มา : ประชาสัมพันธ์ กรมประมง
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
#เกษตรกรก้าวหน้า #แวดวงเกษตร #ปลาช่อนทะเล #กรมประมง #สัตว์น้ำ #สัตว์น้ำเศรษฐกิจ #ปลาทะเล #เลี้ยงปลา

19/04/2026

📗 🐟 เลี้ยงปลานิลแบบอิสราเอล "ระบบไบโอฟลอค (Biofloc)" ทำไมถึงเจ๊ง? โดนป้ายยาว่าไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ แต่สุดท้ายปลาตายยกบ่อ ต้นทุนสูง ค่าไฟสูบกำไรเกลี้ยง!

"เลี้ยงปลานิลในบ่อผ้าใบแคบๆ ด้วยระบบไบโอฟลอค (Biofloc Technology) แบบอิสราเอล ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำตลอดการเลี้ยง ใช้แบคทีเรียกินของเสียแถมกลายเป็นอาหารลดต้นทุน!" นี่คือคำโฆษณาหรูหราที่ทำให้เกษตรกรมือใหม่หลายคนตาลุกวาว รีบไปเหมาบ่อผ้าใบ กากน้ำตาล และหัวเชื้อจุลินทรีย์มาทำฟาร์มหลังบ้านหวังจับเงินแสน

แต่วันนี้ แอดมินเพจ เกษตร นานา ขอมาเปิดโปงและแฉเบื้องลึกของการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาใช้แบบ "ผิดฝาผิดตัว" เพราะระบบ Biofloc ไม่ใช่ยาวิเศษที่แค่โยนกากน้ำตาลลงน้ำแล้วจะรวย การเอาปลาตลาดราคาถูกมาเลี้ยงในระบบที่ซับซ้อนระดับการทำวิจัย คือหายนะที่ทำให้หลายคนหมดตัว! นี่คือ 5 ความจริงที่เซลส์ขายอุปกรณ์ไม่เคยบอกคุณครับ 👇
1. มายาคติ "ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ" สู่มหันตภัย "ก๊าซไข่เน่า" ก้นบ่อ ☠️
🔸 ความจริงที่ซ่อนอยู่: คำว่าไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ ไม่ได้แปลว่า "ไม่ต้องเอาของเสียออก" ระบบไบโอฟลอคจะเปลี่ยนแอมโมเนียจากขี้ปลาให้กลายเป็นตะกอนจุลินทรีย์ (Floc) แต่ถ้าตะกอนพวกนี้ตายและทับถมอยู่ที่ก้นบ่อผ้าใบที่ไม่มีระบบ "สะดือสะกิดตะกอน (Central Drain)" ก้นบ่อจะกลายเป็นพื้นที่ไร้ออกซิเจน (Anaerobic zone)

🔸 จุดจบ: สิ่งที่ตามมาคือการเกิด "ก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide)" และก๊าซมีเทน แค่ก๊าซไข่เน่าตีกลับขึ้นมาในน้ำเพียงนิดเดียว ปลานิลจะน็อคและลอยคอตายยกบ่อภายในข้ามคืน!
2. ต้นทุนค่าไฟฟ้า 24 ชั่วโมง: ห้ามไฟดับ ห้ามปั๊มพัง! ⚡
🔸 ความจริงที่ซ่อนอยู่: หัวใจหลักของไบโอฟลอคคือ "ออกซิเจนละลายน้ำ (DO)" ที่ต้องสูงลิ่วตลอดเวลา เพราะทั้งปลาและ "แบคทีเรีย" ในบ่อต่างก็ต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ คุณต้องเปิดเครื่องตีน้ำหรือปั๊มลม (Blower) ที่มีกำลังแรงสูงตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

🔸 จุดจบ: ทันทีที่ไฟดับเกิน 30 นาที แบคทีเรียจะตาย น้ำจะเน่า แอมโมเนียจะพุ่งปรี๊ด และปลาจะตายตาม นอกจากนี้ เมื่อนำ "ค่าไฟฟ้า" มาบวกรวมกันในรอบ 4-5 เดือนของการเลี้ยง ต้นทุนค่าไฟจะกินกำไรจนไม่เหลือชิ้นดี
3. คุณกำลังทำฟาร์มปลา หรือทำ "ห้องแล็บเคมี?" (C:N Ratio) 🧪
🔸 ความจริงที่ซ่อนอยู่: การจัดการระบบนี้ โหดหินระดับนักวิทยาศาสตร์! คุณต้องคำนวณและรักษาสมดุลของ สัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C:N Ratio) ให้อยู่ที่ประมาณ 15:1 ถึง 20:1 เสมอ โดยต้องคอยเติม "กากน้ำตาล หรือแป้ง" (แหล่งคาร์บอน) เพื่อให้แบคทีเรียไปจับกับแอมโมเนีย (แหล่งไนโตรเจน)

🔸 จุดจบ: ถ้าคุณคำนวณพลาด เติมกากน้ำตาลน้อยไป แอมโมเนียจะพุ่งจนปลาตาย หรือถ้าเติมกากน้ำตาลมากไป น้ำจะหนืด ออกซิเจนจะตก และจุลินทรีย์จะบูมจนควบคุมไม่ได้ เกษตรกรบ้านๆ ที่ไม่มีชุดทดสอบค่าน้ำ (Water Test Kit) มักตกม้าตายข้อนี้กันเกือบ 100%
4. "ตะกอนฟล็อค" ล้นบ่อ: ดาบสองคมที่ทำให้เหงือกอุดตัน 🦠
🔸 ความจริงที่ซ่อนอยู่: แม้ตะกอนฟล็อคจะเป็นโปรตีนให้ปลากินได้ แต่ถ้าระบบผลิตตะกอนออกมามากเกินไป (ปริมาณของแข็งแขวนลอย หรือ TSS สูงเกินมาตรฐาน) มันจะกลายเป็นผลเสีย

🔸 จุดจบ: ตะกอนที่หนาแน่นเกินไปจะเข้าไป "อุดตันเหงือกปลา" ทำให้ปลาหายใจไม่ออก เกิดความเครียด โตช้า และติดเชื้อโรคได้ง่าย ฟาร์มที่ทำระบบนี้สำเร็จจริงๆ ต้องมีอุปกรณ์ "ถังตกตะกอน (Clarifier)" เพื่อดูดตะกอนส่วนเกินออกไปทิ้ง ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนอุปกรณ์เข้าไปอีก
5. สมการเศรษฐศาสตร์ที่พังทลาย: ปลาหลักสิบ ต้นทุนหลักพัน 📉
🔸 ความจริงที่ซ่อนอยู่: นี่คือการฝืนกฎเหล็กของการทำธุรกิจ! ปลานิลเป็นปลาเนื้อเศรษฐกิจระดับล่าง-กลาง ราคาขายหน้าบ่อตกอยู่เพียงกิโลกรัมละ 50-70 บาท

🔸 จุดจบ: เมื่อคุณนำปลาที่ราคาถูก มาเลี้ยงในระบบที่ใช้ "ต้นทุนไฮเอนด์" ทั้งบ่อผ้าใบ เครื่องเติมอากาศ กากน้ำตาล หัวเชื้อจุลินทรีย์ และค่าไฟมหาศาล... ต่อให้ปลาจะรอดชีวิต 100% พอถึงเวลาจับชั่งกิโลขาย รายรับที่ได้ก็ไม่มีทางครอบคลุมต้นทุนเหล่านี้ได้เลย ระบบนี้ในต่างประเทศเขาเอาไว้เลี้ยงสัตว์น้ำมูลค่าสูงอย่าง "กุ้งขาวแวนนาไม" หรือปลาเกรดพรีเมียม ไม่ใช่เอามาเลี้ยงปลานิลหน้าบ้าน!
✍ สรุป เทคโนโลยี Biofloc เป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมและใช้งานได้จริงครับ "แต่ไม่ใช่สำหรับมือใหม่ และไม่ใช่กับปลานิลราคาถูก" หากคุณไม่ใช่ฟาร์มสเกลใหญ่ที่มีวิศวกรดูแลระบบน้ำ และไม่มีตลาดรองรับแบบพรีเมียม การขุดบ่อดินกว้างๆ ให้น้ำได้สัมผัสแดดและลมตามธรรมชาติ คือหนทางรอดที่ยั่งยืนและตรงกับบริบทของเกษตรกรไทยมากที่สุดครับ!
ลูกเพจท่านไหนเคยลองตั้งระบบไบโอฟลอคหลังบ้านแล้วเจอปัญหาไฟดับหรือน้ำหนืดจนต้องเลิกไปบ้างไหมครับ? หรือใครที่มีเทคนิคการคุม C:N Ratio แบบประหยัดที่ใช้งานได้จริง มาแชร์ประสบการณ์เตือนสติและให้ความรู้เพื่อนๆ กันได้เลยครับ! 👇
บทความโดย เพจ : เกษตร นานา
#เกษตรนานา #ทำไมถึงเจ๊ง #ไบโอฟลอค #เลี้ยงปลานิล

ที่อยู่

Chai Nat
17000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ KP FARM ปลาทับทิมชัยนาท โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่