14/06/2026
ว่าด้วยเรื่องบรรจุภัณฑ์
เป็นเรื่องที่เราใส่ใจมากมาตั้งแต่ต้น ทุกอย่างผ่านการคิดและใส่ใจมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ต้องใช้เพื่อบรรจุสิ่งที่นำเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่าอาหาร เรื่องที่ต้องคำนึงถึงอันดับแรกคือ ความปลอดภัยในการบริโภค หรือ Food safety และต้องรักษาคุณภาพอาหารเป็นอย่างดีด้วย ซึ่ง 2 สิ่งนี้เป็นคนละเรื่องเดียวกันที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ เรื่องรองลงมาคือ เรื่องต้นทุนที่ต้องอยู่ในระดับยอมรับได้ สมเหตุสมผล ไม่เป็นภาระทั้งเราที่เป็นผู้ผลิตและลูกค้าที่เป็นผู้บริโภค ส่วนเรื่องรักษ์โลก ไม่ใช่ปัจจัยแรกๆที่ต้องคำนึงถึงแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ใส่ใจ รวมถึงยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรมการบริโภคส่วนใหญ่ของกลุ่มลูกค้าเราด้วย อ่ะ มาแจกแจงให้ดู
-Pasteurized milk และ Pasteurized liquid ต่างๆ มีทั้งแกลลอนพลาสติกและขวดแก้ว จะเห็นว่า Pack 1 L เป็น แกลลอนพลาสติก ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่บริโภคในปริมาณมากต่อการบริโภค 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมงตามอายุการเก็บรักษาเมื่อเปิดฝาครั้งแรก เราใช้ชนิด PP (Polypropylene - หมายเลข 5) Food grade , recycle ได้ : ทนสารเคมี กรด และด่างได้ดีเยี่ยม ทนความร้อนสูงถึง 100-120 องศาเซลเซียส ทนไขมัน BPA Free น้ำหนักเบา จัดการเรื่องขนส่งง่าย ไม่แตกหรือเสียหายง่ายระหว่างขนส่งและจัดเก็บ สามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ได้ตามอายุที่กำหนดเป็นสากล (7-10วัน) อีกทั้งมีต้นทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (ขวดแก้วขนาดใหญ่แพงเกินไปและขนส่งยาก) ส่วนขวดแก้วจะเป็นขนาด 200-250 มล สำหรับผู้บริโภคที่บริโภคในปริมาณน้อยต่อการบริโภค 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมงหลังเปิดฝาครั้งแรก วัสดุทนกรดด่าง ทนไขมัน ทนร้อนสูงกว่าพลาสติก สามารถใช้วิธีการบรรจุแบบ aseptic และทำให้เป็นสูญญากาศได้ ทำให้ได้อายุการเก็บรักษาที่ยาวมากกว่าพลาสติกและคงคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้ยาวนานกว่า ส่วนต้นทุนไม่แตกต่างจากพลาสติก
หมายเหตุ: ต้องเลือกชนิดพลาสติกด้วย ไม่ใช่พลาสติกชนิดใดก็ได้
-Yogurt and pudding ใช้ภาชระแก้ว เพราะผลิตภัณฑ์มีอ่อนไหวและเสียง่ายกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ต้องใช้การฆ่าเชื้อที่ภาชนะก่อนบรรจุด้วยอุณหภูมิสูง จึงไม่สามารถใช้พลาสติกได้ (ปัจจัยอื่นๆการเลือกอื่นๆก็เหมือนผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ)
-Butter ต่างๆ ถ้า Pack ใหญ่ใช้พลาสติก , Pack เล็กใช้แก้ว รวมๆต้องทนร้อนจัด และเย็นจัด (-20 องศาเซลเซียส) ทนไขมัน ต้นทุนอยู่ในระดับรับได้ เนยนี้จะเห็นว่า เราเน้นใช้กล่องและขวดที่ปิดสนิทเป็นหลักไม่ใช้แบบห่อฟอยล์เหมือนของต่างประเทศหรือตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากการขนส่งของเรามีปริมาณน้อย ต้องขนส่งรวมกับผลิตภัณฑ์อื่นที่อุณหภูมิแตกต่างกัน รวมทั้งอากาศร้อนของประเทศไทย จึงสุ่มเสี่ยงต่อการละลาย การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ง่าย สุ่มเสี่ยงที่จะเสียหายและอายุสั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น สุ่มเสี่ยงต่อการปนเปื้อนระหว่างขนส่ง จึงเน้นเลือกภาชนะปิดสนิทมากกว่า
รวมๆข้อดีข้อเสีย
1.อายุการเก็บรักษา ภาชนะแก้วให้อายุการเก็บรักษาได้นานกว่าพลาสติก เพราะทำการฆ่าเชื่้อได้เข้มงวดกว่าพลาสติก และการถ่ายเทออกซิเจนพลาสติกมีมากกว่าแก้วซึ่งส่งผลให้อายุการเก็บรักษาสั้นลงกว่าแก้วมาก (แต่ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้และขึ้น กับขนิดพลาสติก)
2.การรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ อันนี้ขึ้นกับการถ่านเทออกซิเจนของพื้นผิวบรรจุภัณฑ์ แก้วถ่านเทน้อย พลาสติกถ่ายเทมาก(มีรูพรุนที่ตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้มากกว่า) ยิ่งถ่ายเทมากยิ่งอายุสั้น ดังนั้นแก้วจึงดีกว่าพลาสติกในข้อนี้
3.การปนเปื้อน การปลดปล่อยสารอันตราย เช่น BPA, Phthalates , Styrene, โลหะหนัก, Acetaldehyde พลาสติกต้องเลือกชนิดที่ไม่ปล่อยสารอันตรายข้างต้น เทียบกับภาชนะแก้วที่มีการผลิตที่ปลอดภัย ถือว่า ไม่แตกต่างทั้งคู่
4.ต้นทุน ถ้าขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกันมากระหว่างแก้วและพลาสติก แต่ถ้าขนาดใหญ่ พลาสติกถูกกว่าแก้วมาก
5.การขนส่ง ภาชนะพลาสติกเบาและจัดการการขนส่งง่ายกว่าแก้ว ค่าขนส่งก็ถูกกว่า
6.ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกเราเลือกชนิดที่ Recycle ได้และใช้ซ้ำได้(แต่ไม่เหมาะเอากลับมาใส่ผลิตภัณฑ์บางประเภท) ส่วนแก้วก็สามารถ Recycle และใช้ซ้ำได้
7.เรื่องสำคัญ เน้นใช้งาน ไม่เน้นสวยหรู แต่ก็ไม่ใช่อะไรก็ได้ ยังต้องดูดีในระดับหนึ่งและต้องไม่แพงเกินความจำเป็น
อะไรประมาณนี้
แม่วัวเอง