Code D Company CDC Established on April 1, 2024 to deliver good quality food products, beverages and dietary supplements to consumers.

อร่อยมาที่ 1 เสมอ
13/08/2026

อร่อยมาที่ 1 เสมอ

รู้…นะ แต่ทำไมเราไม่ทำ?
เรารู้ว่าอะไรดีต่อสุขภาพ แต่พอถึงเวลาต้องเลือกจริง ๆ ทำไมเรายังเลือกแบบเดิม?

“อันนี้อร่อยกว่า”
“อันนี้สะดวกกว่า”
“อันนี้ราคาดีกว่า”

นี่คือหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจาก Workshop SMART Food Literacy for Better Health & Wellness ที่ผู้เข้าร่วมได้ลองมองพฤติกรรมการกินจาก “ชีวิตจริง” มากกว่าจากตำรา

ผลที่ได้ค่อนข้างชัดว่า รสชาติ ราคา และความสะดวก เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกอาหาร ขณะที่เหตุผลที่ทำให้เราไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็วนกลับมาที่ 3 เรื่องนี้เช่นกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ…
เมื่อให้แต่ละกลุ่มลองหา “สาเหตุที่แท้จริง” ของปัญหา รู้แต่ไม่ทำ
ถึง 3 ใน 4 กลุ่มกลับมองว่า “สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ” เป็นสาเหตุสำคัญ

พูดง่าย ๆ คือ บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เรา “ไม่รู้” แต่อยู่ที่เมื่อเราอยากเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ลองคิดดูครับ…
ถ้าอาหารสุขภาพมีราคาแพงกว่า
ถ้าร้านอาหารมีเมนูสุขภาพให้เลือกน้อย
ถ้าเครื่องดื่มหวานน้อยหายาก
ถ้าข้อมูลโภชนาการอ่านแล้วเข้าใจยาก
หรือถ้าเราต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าปกติเพื่อเลือกอาหารที่ดี

เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายแค่ไหน?
นี่จึงนำไปสู่แนวคิดสำคัญของ Workshop ว่า
เราไม่ควรแค่บอกให้คน “เลือกอาหารที่ดี” แต่ต้องช่วยกันทำให้ “อาหารที่ดีเลือกได้ง่ายขึ้น” เช่น
🥗 เพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพในร้านสะดวกซื้อและร้านอาหาร
🥤 มีทางเลือกเครื่องดื่มหวานน้อยให้สั่งได้ง่าย
🧂 ชวนให้ “ชิมก่อนปรุง” และลดปริมาณเครื่องปรุงที่เติมให้โดยอัตโนมัติ
🏷️ ใช้ HCL, ฉลากโภชนาการ หรือสัญลักษณ์ที่ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น
📱 มีเครื่องมือช่วยค้นหาและเข้าถึงอาหารสุขภาพ
💡 และทำให้อาหารสุขภาพ อร่อย ราคาเข้าถึงได้ และมีให้เลือกมากขึ้น

เพราะ Food Literacy ไม่ควรหมายถึงแค่ “รู้เรื่องอาหาร”
แต่ควรหมายถึง “ใช้ความรู้เพื่อเลือกได้จริง”

Workshop จึงเสนอ Food Literacy Roadmap 6 เดือน ตั้งแต่
Awareness → Decision Support → Habit Formation
คือ ทำให้เข้าใจ → ช่วยให้เลือกง่าย → และทำให้พฤติกรรมดี ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง

และเรื่องนี้คงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง
ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ สื่อ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การดูแลสุขภาพ “ง่ายขึ้น” ในชีวิตประจำวัน

แล้วสำหรับ “ตัวเรา” ล่ะ?
ถ้าเราอยากเริ่มดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น เราควรเปลี่ยนอะไรสัก 1 อย่างในพฤติกรรมการกินของเรา? ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในวันเดียวก็ได้

ลองเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น ชิมก่อนปรุง → เลือกหวานน้อย → อ่านฉลาก → เพิ่มผัก → เลือกเมนูที่เหมาะกับตัวเอง

แล้วคุณล่ะ…

👉 ถ้าให้เลือกเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของตัวเองได้เพียง 1 อย่างในเดือนนี้ คุณจะเลือกเปลี่ยนอะไร?

มาแชร์กันหน่าอย เพราะบางที การสร้าง Food Literacy อาจไม่ได้เริ่มจากการรู้เพิ่ม แต่เริ่มจากการ “ลงมือทำสิ่งเล็ก ๆ” ที่เราทำได้จริงในทุกวัน 💚

นี่มันเวทย์มนต์ชัดๆ
04/08/2026

นี่มันเวทย์มนต์ชัดๆ

🧊 จัดตู้เย็นดี = ลดอาหารเสีย ลดเชื้อโรค ลด Food Waste
📰 คุณเคยเป็นแบบนี้ไหม?

🥬 ซื้อผักมาใหม่...แต่ลืมว่ามีของเก่าอยู่หลังตู้
🍱 เจอกล่องอาหารที่จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อไร
🥛 เปิดตู้เย็นแล้วกลิ่นอาหารตีกันไปหมด

สุดท้าย...
❌ ต้องทิ้งอาหาร
❌ เสียเงินซื้อใหม่
❌ เสี่ยงกินอาหารที่เสื่อมคุณภาพโดยไม่รู้ตัว

จริงๆ แล้ว... ตู้เย็นไม่ใช่เครื่องหยุดเวลา มันแค่ช่วย "ชะลอ" การเสื่อมของอาหารเท่านั้น

🔬 Food Science
การจัดตู้เย็นที่ดี ไม่ได้ช่วยแค่ให้หยิบของง่าย แต่ยังช่วย
🦠 ลดการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination)
🥬 ยืดอายุอาหาร
👃 ลดกลิ่นปะปน
💰 ลดการทิ้งอาหารโดยไม่จำเป็น

นี่คือเหตุผลที่โรงงานอาหาร ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต ใช้หลักการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ

✅ 7 เทคนิคจัดตู้เย็นแบบนักวิทยาศาสตร์อาหาร
1️⃣ ของเก่าไว้หน้า ของใหม่ไว้หลัง หยิบของเก่ามาใช้ก่อน เรียกว่า FIFO (First In, First Out) ลดของหมดอายุโดยไม่รู้ตัว

2️⃣ แยก "ของดิบ" กับ "ของสุก" 🥩 เนื้อดิบควรอยู่ชั้นล่าง 🥗 อาหารพร้อมรับประทานอยู่ชั้นบน ป้องกันน้ำจากเนื้อดิบหยดใส่อาหารสุก

3️⃣ ใช้กล่องใส พร้อมติดวันที่ เห็นอาหารได้ทันที รู้ว่าอะไรเก่า อะไรใหม่
ไม่ต้องเปิดทุกกล่องให้เสียความเย็น

4️⃣ อาหารกลิ่นแรงต้องปิดฝาให้สนิท เช่น กะปิ ปลาร้า ทุเรียน ชีสบางชนิด
ช่วยลดกลิ่นปะปนและรักษารสชาติของอาหารอื่น

5️⃣ อย่าอัดของเต็มตู้ เว้นช่องให้อากาศเย็นหมุนเวียน ตู้เย็นจะรักษาอุณหภูมิได้สม่ำเสมอมากขึ้น ของร้อน อย่างเพิ่งเอาใส่ตู้เย็น วางให้คลายความร้อนก่อน

6️⃣ แบ่งอาหารเป็นมื้อ ใส่กล่องในปริมาณที่พอดีต่อการรับประทาน
ช่วยลดการเปิด-ปิดหลายครั้ง และลดของเหลือทิ้ง

7️⃣ สำรวจตู้เย็นสัปดาห์ละครั้ง เช็กของใกล้หมดอายุ เช็ดคราบอาหาร
ทิ้งของที่เสื่อมคุณภาพ

เพียง 10 นาทีต่อสัปดาห์ ก็ช่วยลด Food Waste ได้มากกว่าที่คิด
👀 เช็กตู้เย็นของคุณ
☐ ของเก่าอยู่ด้านหน้า
☐ ของดิบแยกจากของสุก
☐ ทุกกล่องมีฝาปิดและติดวันที่
☐ ไม่มีกลิ่นอาหารปะปน
☐ ไม่มีอาหารหมดอายุค้างในตู้

💡 Food Sci Insight
ตู้เย็นไม่ได้ทำให้อาหารปลอดภัยเสมอไป...แต่การจัดเก็บที่ถูกต้องช่วยได้
เพียงจัดตู้เย็นให้เป็นระบบ คุณก็สามารถ
✅ ลดอาหารเสีย
✅ ลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค
✅ ลดค่าใช้จ่ายจากการซื้ออาหารซ้ำ
✅ ลด Food Waste เพื่อโลกที่ยั่งยืน

เพราะ "ตู้เย็นที่ดี" ไม่ใช่ตู้ที่แน่นที่สุด
แต่คือ ตู้ที่ทำให้คุณรู้ว่า...อะไรควรกินก่อน และอะไรไม่ควรเก็บต่อ

📚 อ้างอิง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
WHO – Five Keys to Safer Food
USDA – FoodKeeper
FDA – Safe Food Storage

💬 ในตู้เย็นของบ้านคุณ...มี "กล่องปริศนา" ที่จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อไรบ้างไหม? 😄 หรือมีเทคนิคจัดตู้เย็นที่ใช้แล้วได้ผล มาแบ่งปันกันในคอมเมนต์ได้เลย

#วิทยาศาสตร์อาหาร #ความปลอดภัยอาหาร #จัดตู้เย็น #อาหารปลอดภัย

หลากหลายตามธรรมชาติคัดสรร
03/08/2026

หลากหลายตามธรรมชาติคัดสรร

6 กล้วยแปลกน่าปลูก สร้างมูลค่า ขายได้ราคาดี

---

กล้วยไม่ได้มีแค่กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหอมเท่านั้น แต่ยังมี “กล้วยสายพันธุ์แปลก” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงทั้งขายผลสด แปรรูป หรือทำตลาดเฉพาะกลุ่ม หากเลือกปลูกให้เหมาะกับพื้นที่และวางแผนตลาดดี สามารถต่อยอดเป็นรายได้เสริมหรือทำเป็นสินค้าเด่นประจำสวนได้จริง

---

#กล้วยนมหมี

1. ลักษณะ: ผลเรียวยาว ปลายมีจุกชัด เนื้อสีขาวแน่น รสชาติหวานมันกว่ากล้วยทั่วไป
2. แหล่งที่พบ: ภาคใต้ของไทย อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี
3. จุดเด่นทางการตลาด: รูปร่างแปลก เหมาะขายเป็นผลพรีเมียม หรือจัดชุดของฝาก
4. แนวทางปลูก: ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ และใส่ปุ๋ยคอกช่วยเพิ่มความแน่นของเนื้อ

---

#กล้วยนาก

1. ลักษณะ: เปลือกสีแดงคล้ำ เนื้อออกครีม รสหวานจัด มีกลิ่นเฉพาะ
2. แหล่งที่พบ: แอฟริกาตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3. จุดเด่นทางการตลาด: สีสวยสะดุดตา เหมาะขายตลาดสุขภาพและตลาดพรีเมียม
4. แนวทางปลูก: ต้องการแดดจัด ใส่โพแทสเซียมสูงช่วงติดผล จะช่วยให้สีเปลือกเข้มสวย

---

#กล้วยฮัวเมา

1. ลักษณะ: ผลทรงกระบอก ไม่มีจุก ปลายทู่ ขนาดอวบใหญ่
2. แหล่งที่พบ: อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮาวาย
3. จุดเด่นทางการตลาด: รูปทรงแปลกมาก เหมาะทำคอนเทนต์และขายออนไลน์
4. แนวทางปลูก: ต้องคัดหน่อพันธุ์ดี เพราะสายพันธุ์ยังไม่แพร่หลาย ระวังโรคใบจุด

---

#กล้วยน้ำว้าดำ

1. ลักษณะ: เปลือกสีดำเมื่อสุก แต่เนื้อด้านในยังขาว รสหวานนุ่ม
2. แหล่งที่พบ: ไทย อินโดนีเซีย
3. จุดเด่นทางการตลาด: เก็บได้นานกว่ากล้วยทั่วไป เหมาะขายขนส่งไกล
4. แนวทางปลูก: ควรปลูกในพื้นที่ไม่ชื้นแฉะ เพื่อลดปัญหาเชื้อรา และเก็บเกี่ยวเมื่อเริ่มแก่จัด

---

#พม่าแหกคุก

1. ลักษณะ: ผลคล้ายกล้วยหักมุก เนื้อเหนียว แน่น รสหวานมัน
2. แหล่งที่พบ: ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
3. จุดเด่นทางการตลาด: เหมาะแปรรูป เช่น กล้วยฉาบ กล้วยทอด ขายได้ราคาดี
4. แนวทางปลูก: ให้ปุ๋ยอินทรีย์สม่ำเสมอจะช่วยให้เนื้อแน่น เหมาะแปรรูปมากขึ้น

---

#กล้วยงาช้าง

1. ลักษณะ: ผลใหญ่ยาว 30–36 ซม. เนื้อแน่น เหนียว
2. แหล่งที่พบ: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย
3. จุดเด่นทางการตลาด: ขนาดใหญ่สะดุดตา เหมาะขายตลาดแปลกใหม่และร้านอาหาร
4. แนวทางปลูก: ต้องใช้ระยะปลูกกว้าง และใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอเพราะใช้ธาตุอาหารสูง

---

#แนวทางเพิ่มมูลค่ากล้วยแปลก

1. เลือกปลูกแบบมีเรื่องเล่า เช่น ชื่อแปลก ตำนาน หรือความหายาก จะช่วยขายง่ายขึ้น
2. ขายแบบคละสายพันธุ์ ทำเป็นกล่องกล้วยแปลก เพิ่มราคาต่อชุด
3. แปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น กล้วยอบ กล้วยฉาบ หรือกล้วยตาก
4. ทำตลาดออนไลน์ เน้นภาพสวยและความแปลก จะดึงดูดลูกค้าได้ดี
5. เก็บหน่อพันธุ์ขาย เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

---

กล้วยแปลกไม่ใช่แค่ปลูกโชว์แต่สามารถ “ต่อยอดเป็นรายได้จริง” หากรู้จักเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ และวางแผนตลาดให้ตรงกลุ่ม ลูกค้าพร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อความแปลกและคุณค่า ลองนำแนวทางนี้ไปปรับใช้ในแปลงเกษตรของท่านดูนะครับ

#กล้วย #กล้วยแปลก #แนวทางเกษตรเกร็ดความรู้

....
10/07/2026

....

02/07/2026

หุ้นเด่นธีมอนาคต
พกสตอรี่หนุนผลงานประจำปี





oxoxox
09/06/2026

oxoxox

สรุปดีเทล “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” มิกซ์ยูสใหม่ ย่านนนทบุรี เตรียมเปิดวันแรก 3 ก.ค. นี้ - MarketThink
- เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ศูนย์การค้าแห่งใหม่ในย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี เพิ่งเคาะวันเปิดวันแรก วันที่ 3 กรกฎาคมนี้

โดยโครงการแห่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 59 ไร่ และมีพื้นที่ศูนย์การค้ารวม 210,000 ตารางเมตร

แล้วเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ? MarketThink สรุปมาให้แล้ว

1. เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ออกแบบภายใต้แนวคิด Biophilic Design

ที่มีหัวใจสำคัญคือ เน้นการดึงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ใช้งาน เพื่อช่วยให้ผู้ที่เข้ามาใช้งานได้ผ่อนคลาย ลดความเครียด และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

ส่งผลให้คนอยากใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น อยากพบปะ ใช้ชีวิต และแชร์ประสบการณ์ร่วมกันมากขึ้น

โดยเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ จะมี 6 โซนไฮไลต์ ได้แก่

- The Clouds คือ Indoor Forest ขนาดใหญ่กว่า 500 ตารางเมตร ที่มีประติมากรรมที่มีชีวิตอยู่ใจกลางศูนย์การค้า ห้อมล้อมด้วยต้นไม้จริงที่ปลูกตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง

- The Hill พื้นที่ Community รองรับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และ Co-Working​ Space​ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังดนตรี และงาน Talk ติดตั้งจอเหมือนกำลังดูภาพยนตร์อยู่ในสวน

- Tree Grove “ลานต้นไม้แห่งการพักผ่อน” คลอด้วยเสียงนกร้อง หรือเสียงน้ำไหล สร้าง Micro Healing ให้ความผ่อนคลายเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

- Stone Atrium กลางโถงจะมี Digital Screen รองรับการจัดอิเวนต์ และเป็นโซน Showcase แบรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และกีฬา

- Playville พื้นที่ Outdoor เป็น Active Lifestyle Space สำหรับทุกคน มีทั้งสนามเด็กเล่นกลางแจ้ง 550 ตารางเมตร และลาน The Fountain พื้นที่เล่นน้ำสุดสนุก

- ที่น่าสนใจตอบโจทย์ยุค Pet Pawrent ที่กำลังมาแรง กับ PetVille ขนาด 235 ตารางเมตร มีตั้งแต่ Pet Park สำหรับวิ่งเล่น ไปจนถึง Grooming และ Pet Wellness ครบครันในที่เดียว

นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่ Urban Park ลานกิจกรรมสำหรับจัดเต้นแอโรบิก หรืออิเวนต์ไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ Jogging Track มาตรฐาน 450 เมตร ที่น้องหมาวิ่งคู่ไปกับเจ้าของได้

2. แหล่งรวบรวมกว่า 300 Downtown Brands

เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ มีการคัดสรรมากว่า 300 Downtown Brands โดยมีสัดส่วนแบรนด์ใหม่ถึง 80% เช่น
- D-Sports Stadium สปอร์ตเอนเทอร์เทนเมนต์แนวญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในไทยกว่า 2,500 ตารางเมตร คอนเซปต์ SHARE FUN, FIND NEW รองรับกิจกรรมปีนผาและสนามโกคาร์ต

- Fitness First Redefined คอนเซปต์พรีเมียม มาพร้อม Pilates Studio เต็มรูปแบบ, HYROX Training Club และเซานาอินฟราเรด

- นอกจากนี้ยังเป็น Food Lifestyle Destination ที่มีร้านดังยอดนิยม เช่น Bonchon, Chagee, Eat Am Are, Fam Time, Gong Cha, Gyu-Kaku, Joe Wings, Katsu Midori, Mo-Mo-Paradise

Nose Tea คอนเซปต์ใหม่ชื่อว่า Real Nose Tea, Saemaeul Express, Shabu Baru, Sizzler Special, Solsot, Sour Little, The Stone, เกศเตี๋ยว

รวมถึงยังมี Food Ville ศูนย์อาหารพรีเมียม และแหล่งรวมร้านมิชลิน ร้านดังเมืองนนท์ เช่น ราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี ศาลเจ้าพ่อเสือ, เปลวก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, คุณประนอม ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก, สุกี้เมาเวอริค, เสน่ห์เรือนนท์, เหลาริมทาง by เชฟเดช

- แบรนด์ดังเพื่อทุกเจน เช่น Flex Rehab, Matsukiyo, Daiso & Standard, Kidzooona สนามเด็กเล่นในร่มจากญี่ปุ่น และ SF Cinema ในคอนเซปต์ใหม่ “The Prestige Cinema”

3. ทำไมต้องเป็น Northville District ?

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา บอกว่า นนทบุรี เป็นเมืองศักยภาพสูง และเติบโตแข็งแกร่งในทุกมิติ ในฐานะเมืองรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ทั้งในด้านการขยายตัวเมือง กำลังซื้อ และคุณภาพประชากร

ด้วยศักยภาพของ Mega Infrastructure ที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ทำให้นนทบุรีกลายเป็นหนึ่งใน Strategic Growth Area สำคัญของประเทศ

และเป็นฐานของกลุ่มครอบครัวเมืองกำลังซื้อสูงที่มองหาการใช้ชีวิตที่สมดุลระหว่างเมือง และความสะดวก

ด้านความหนาแน่นของประชากรเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร มีมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัด (GPP) อันดับ 8 ของประเทศ หรือมากกว่า 405,296 ล้านบาทต่อปี

รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 213,992 บาทต่อคนต่อปี เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคค้าปลีก การผลิต และสุขภาพ

ย่านนอร์ทวิลล์ ยังเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์แบบ ทั้งรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี)

ในอนาคตจะมีสายสีน้ำตาล และมีถนนสายสำคัญ เช่น ติวานนท์ งามวงศ์วาน ทางด่วนศรีรัช ใกล้มอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี

มีโครงการที่อยู่อาศัยใน Catchment Area กว่า 125 โปรเจกต์ มูลค่าตลาดรวมกว่า 90,000 ล้านบาท กว่า 55% เป็นกลุ่ม High-End ถึงระดับ Luxury

จุดนี้เอง ที่เซ็นทรัลพัฒนา มองเห็นศักยภาพของพื้นที่ในการเป็น “Center of the Center” ของนนทบุรี จึงเปิดให้บริการเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ ตั้งแต่ปี 2546 สู่เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ในปัจจุบัน

#เซ็นทรัลนอร์ทวิลล์

ดูก่อน
29/05/2026

ดูก่อน

🕒 เคลียร์ตู้เย็นด่วน! BBF กับ EXP ต่างกันอย่างไร? เลยกำหนดแล้วยังกินได้ไหม?

เคยเป็นไหม? เปิดตู้เย็นมาเจอช็อกโกแลต นม หรืออาหารแห้งที่ซื้อตุนไว้จนลืม พอหันไปมองวันที่บนฉลาก... อ้าว! เลยกำหนดมาแล้ว ใจหนึ่งก็กลัวท้องเสีย แต่อีกใจก็เสียดายเงิน ไม่อยากทิ้งให้กลายเป็นขยะอาหาร (Food Waste) ไปเสียเปล่าๆ

จุดนี้แหละที่ทำเอาหลายคนสับสน เพราะบนฉลากอาหารมีคำย่อภาษาอังกฤษอยู่ 2 ตัวหลักๆ คือ EXP และ BBF ซึ่งในทางกฎหมายและวิทยาศาสตร์อาหาร ทั้งสองคำนี้มีความหมายและระดับความปลอดภัยที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

🍾 มาทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ จะได้ช่วยเซฟทั้งเงินในกระเป๋า และเซฟสุขภาพร่างกายไปพร้อมกัน!

⚖️ เปิดกฎหมายแยกความต่าง: EXP vs BBF

❌EXP / EXP.Date (Expiry Date / หมดอายุ): คำนี้คือ "วันบอกลา" ของอาหาร! กฎหมายระบุว่าเป็นวันที่อาหารนั้นหมดอายุ หลังจากวันกำหนดนี้ ห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะคุณค่าทางอาหารจะเปลี่ยนไป สภาพเสื่อมลง หรือมีเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคเจริญเติบโตจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย มักพบในอาหารประเภท นมพาสเจอร์ไรส์ แซนด์วิช อาหารพร้อมทาน หรือเนื้อสัตว์สด 🤷

⭕️BB / BBF (Best Before / ควรบริโภคก่อน): คำนี้คือการบอกช่วงเวลาที่ "อร่อยที่สุด" กฎหมายระบุว่าเป็นวันที่อาหารนั้นจะยังคงคุณภาพดีเยี่ยม รสชาติ กลิ่น และสีสันยังเป๊ะ 100% แต่หลังจากวันกำหนดนี้ไป อาหาร "ยังกินได้ ไม่ได้บูดเสียทันที" เพียงแต่ความอร่อยอาจจะลดลง เช่น ขนมปังกรอบอาจจะเหนียวขึ้น ช็อกโกแลตอาจสีซีดลง หรือแยมอาจมีน้ำเชื่อมเยิ้มบ้าง มักพบในอาหารแห้ง ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูง ซอส น้ำปลา 👩‍🍳

🔎 เสียดาย...แต่อยากชัวร์! วิธีตรวจดูสภาพอาหารที่เลยวัน BBF มาแล้ว หากเปิดตู้เย็นไปเจออาหารที่เพิ่งเลยวัน BBF (ควรบริโภคก่อน) มาหมาดๆ แล้วยังไม่ได้กิน ถ้าไม่อยากทิ้งให้เสียของ เราสามารถสวมบทบาทเป็นนักสืบอาหารเพื่อตรวจเช็กความปลอดภัยง่ายๆ ด้วย หลัก 3 ส (ส่อง - สูด - สัมผัส) ดังนี้:

1. ส่อง (ตรวจดูด้วยสายตา) ดูบรรจุภัณฑ์ก่อน: ซองฉีกขาดไหม? ฝาปิดสนิทอยู่ไหม? ตัวกล่องหรือขวดพลาสติกมีรอยร้าวรอยรั่วตรงไหนหรือเปล่า ดูเนื้ออาหารด้านใน: มีราขึ้นไหม? สีเปลี่ยนไปจากเดิมจนน่ากลัวหรือเปล่า? หรือมียางเหนียวๆ เยิ้มออกมาไหม?

2. สูด (ดมกลิ่น) กลิ่นคือตัวชี้วัดคุณภาพที่ซื่อสัตย์ที่สุด ลองดมดูว่ามีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหืน กลิ่นเน่า หรือกลิ่นเหม็นอับแปลกๆ ที่ไม่ควรมีในอาหารชนิดนั้นไหม หากกลิ่นเปลี่ยนไปจากเดิม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ไม่ควรเสี่ยง

3. สัมผัส (เช็กเนื้อสัมผัสและทดลองชิม) ลองใช้ช้อนตักหรือจับดูว่าเนื้ออาหารแยกชั้น ข้นเหนียวเป็นก้อน หรือเหลวเป็นน้ำผิดปกติจากเดิมไหม

😉หากผ่านขั้นตอน ส่อง และ สูด มาแล้วรู้สึกว่าปกติ ลองแตะเนื้ออาหารชิมที่ปลายลิ้นดูเล็กน้อย ถ้ารู้สึกรสชาติแปลกไป เช่น เปรี้ยวแหลม หรือขมปร่า ให้บ้วนทิ้งทันที

⚠️ สรุปง่ายๆ คือ หากอาหารตัวนั้นประทับตรา EXP หรือเป็น อาหารกระป๋อง ที่หมดอายุแล้ว "ห้ามกินทุกกรณี" ต่อให้สภาพภายนอกดูปกติแค่ไหนก็ตาม ส่วนอาหารทั่วไปที่ประทับตรา BBF หากเลยกำหนดมาไม่นาน และผ่านการตรวจสอบด้วย "หลัก 3 ส" แล้วพบว่าปกติ ก็สามารถนำมารับประทานได้เพื่อช่วยลดขยะอาหาร แต่อย่าเก็บไว้นานจนเกินไปนะ

😋อีกเรื่องที่สำคัญ คือ เราต้องเก็บอาหารนั้นอย่างถูกวิธีด้วย อันไหนให้แช่เย็น ต้องใส่ตู้เย็น อันไหนให้เก็บที่แห้ง พ้นแสงแดด จะเอาไปวางข้างหน้าต่างตากลม ตากฝน ก็ไม่ควร ยิ่งอาหารที่เปิดกินแล้วยังไม่หมด เก็บให้ดีอย่าให้เป็นเหยื่อล่อมด แมลง ต่างๆ ได้ 🐭🐜🪰🪳

📝References :

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ - สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

คู่มือแนวทางการลดขยะอาหารและการจัดการอาหารส่วนเกิน - กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลความปลอดภัยด้านอาหาร: ความแตกต่างของวันหมดอายุบนฉลาก - สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

#วันหมดอายุ #ควรบริโภคก่อน #ลดขยะอาหาร #ความปลอดภัยในอาหาร #รู้ทันฉลากอาหาร #ผู้บริโภคต้องรู้ #ฉลาดเลือก

postไว้เป็นความรู้
08/05/2026

postไว้เป็นความรู้

โพสต์นี้ช่วย “จับไทม์ไลน์” อาการโรคทางเดินอาหาร + ระยะฟักตัว มักไปด้วยกันกับเชื้อไหน และอาหารกลุ่มไหนที่มีโอกาสปนเปื้อน

***นี่ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ถ้าอาการหนัก/มีเลือด/ขาดน้ำ/ตั้งครรภ์/เด็กเล็ก/ผู้สูงอายุ ให้พบแพทย์ทันที***

1) ป่วยเร็วมาก: ภายใน “1 ชั่วโมง”
⏱ 30 นาที–6 ชม. (อาเจียนเด่น)
นึกถึง: Bacillus cereus (ชนิดทำให้อาเจียน)
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: ข้าวผัด/ข้าวกล่อง/ข้าวสวยราดแกงที่ “ทำไว้แล้ววางนาน” ก่อนกิน (ข้าวและอาหารเก็บอุณหภูมิห้องเสี่ยงสูง)
⏱ 6–15 ชม. (ท้องเสีย–ปวดท้องชัดเจน)
นึกถึง: Bacillus cereus (ชนิดทำให้ท้องเสีย)
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหารปรุงสุกค้างคืน/อาหารบุฟเฟต์ที่อุ่นไม่ร้อนจัด/แกง-ซุป-อาหารทำสำเร็จที่วางไว้นานๆ

2) ป่วยแบบ “ข้ามวัน”: 12–48 ชม.
⏱ 12–48 ชม. (อาเจียนเฉียบพลัน + ท้องเสีย มักเป็นกันหลายคน)
นึกถึง: Norovirus
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหารพร้อมกินที่ “คนจับเยอะ” เช่น ส้มตำ/ยำ/สลัด/ของหวาน-เบเกอรี่ในงานเลี้ยง รวมถึงหอยสองฝา (เช่น หอยนางรม)

3) ป่วยเร็วภายใน 1 วัน (หรือ 4–96 ชม.) หลัง “ทะเลดิบ/สุกไม่ทั่ว”
⏱ เฉลี่ย ~15 ชม. (ช่วง 4–96 ชม.) หรือมักภายใน 24 ชม.
นึกถึง: Vibrio parahaemolyticus / กลุ่ม Vibrio จากอาหารทะเล
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: หอยนางรมดิบ/กุ้งแช่น้ำปลา/ยำทะเลที่ลวกไม่สุก/อาหารทะเลที่ปนเปื้อนข้ามจากทะเลดิบ
หมายเหตุ: กลุ่ม Vibrio บางชนิดเริ่มอาการได้ในช่วง 12–72 ชม. และอาจรุนแรงในบางคน

4) ป่วยภายใน 2–6 วัน: “แบคทีเรียสายเนื้อสัตว์/ไก่”
⏱ 6 ชม.–6 วัน (ไข้ ปวดท้อง ท้องเสีย/อาเจียน)
นึกถึง: Salmonella
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: ไก่/ไข่/เนื้อสัตว์สุกไม่ทั่ว หรืออาหารพร้อมกินที่ปนเปื้อนข้ามจากของดิบ (เช่น เขียง-มีด-มือ)
⏱ 2–5 วัน (ได้ถึง 1–10 วัน) (ท้องเสีย “มักมีเลือด” + ปวดบิดท้อง + ไข้)
นึกถึง: Campylobacter
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: ไก่ย่าง/ไก่ทอด/ไก่ปิ้งที่สุกไม่ทั่ว หรือปนเปื้อนข้ามจาก “ไก่ดิบ” ในครัว

5) ป่วย 2–8 วัน: ปวดท้องมาก/ถ่ายเป็นเลือด (ต้องระวังเป็นพิเศษ)
⏱ 2–8 วัน (เฉลี่ย 3–4 วัน)
นึกถึง: STEC (เช่น E. coli O157 และกลุ่มสร้างชิกา-ท็อกซิน)
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: เนื้อวัวสุกๆดิบๆ/สเต๊กไม่สุก, และ “ผักสดโดยเฉพาะผักใบ” ที่ปนเปื้อน (ถ้าอาการมีเลือด/ปวดท้องมาก—อย่ารอ รีบไปพบแพทย์)

6) ป่วย 4–6 วัน: โยงกับ “หมู”
⏱ 4–6 วัน (ได้ถึง 1–14 วัน)
นึกถึง: Yersinia
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: หมูสุกไม่ทั่ว/เมนูหมูบางชนิดที่ความร้อนในการปรุงไม่ถึง (โดยเฉพาะถ้าเป็น “หมูดิบ/สุกๆดิบๆ” ยิ่งเสี่ยง)

7) ป่วยช้ามาก: เป็น “สัปดาห์”
⏱ 1–4 สัปดาห์ (ช้าได้ถึง ~70 วัน) — กลุ่มเสี่ยงอาจรุนแรง
นึกถึง: Listeria monocytogenes
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหารพร้อมกินแช่เย็น เช่น สลัดแพ็ก/แซนด์วิช/เดลี่มีท-ไส้กรอกพร้อมกิน (สำคัญ: แช่เย็น ไม่ฆ่า Listeria)
⏱ 15–50 วัน (เฉลี่ย ~28 วัน) + มีโอกาสตัวเหลืองตาเหลือง
นึกถึง: Hepatitis A
อาหารไทยที่มักเกี่ยวข้อง: อาหาร/น้ำ/น้ำแข็งที่ปนเปื้อนจากสุขาภิบาลไม่ดี และหอยสองฝา

เช็กลิสต์ “ควรไปพบแพทย์ทันที”
• ถ่ายเป็นเลือด / ปวดท้องรุนแรงผิดปกติ
• อาเจียน-ท้องเสียจนดื่มน้ำไม่ได้ / มีอาการขาดน้ำ
• ไข้สูง ซึม สับสน
• ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือภูมิคุ้มกันต่ำ (โดยเฉพาะถ้าสงสัย Listeria)
• ตัวเหลืองตาเหลือง (สงสัยไวรัสตับอักเสบเอ)

Ref (แหล่งข้อมูลเชื่อถือได้)
• CDC: Salmonella – อาการและระยะฟักตัว 6 ชม.–6 วัน
• CDC & WHO: Campylobacter – ระยะฟักตัว 2–5 วัน (ช่วงถึง 1–10 วัน)
• CDC (Archive): STEC – ระยะฟักตัว 2–8 วัน และอาการถ่ายเป็นเลือด/ปวดท้องมาก
• CDC (Archive): Listeria – เริ่มอาการ 1–4 สัปดาห์ ช้าได้ถึง 70 วัน
• CDC MMWR: Vibrio parahaemolyticus – เฉลี่ย 15 ชม. (ช่วง 4–96 ชม.) และมักเริ่มภายใน 24 ชม.
• CDC MMWR: กลุ่ม Vibrio – ระยะฟักตัวมัก 12–72 ชม.
• CDC: Norovirus – ระยะฟักตัว 12–48 ชม. และอาหารที่เกี่ยวข้อง (อาหารเย็นพร้อมกิน/หอย)
• CDC: Hepatitis A – ระยะฟักตัว 15–50 วัน
• CDC: Yersinia – ระยะฟักตัว 4–6 วัน (ช่วง 1–14 วัน)
• Foodsafety.gov: Bacillus cereus – 30 นาที–6 ชม. (อาเจียน) / 6–15 ชม. (ท้องเสีย) และแหล่งอาหารเสี่ยง (ข้าว/อาหารค้าง)


#ความปลอดภัยอาหาร
#อาหารเป็นพิษ
#บุฟเฟ่ต์ทะเล
#อาหารทะเลสด
#จุลินทรีย์ก่อโรค
#สุขอนามัยอาหาร
#อาหารเสีย
#ท้องเสีย
#โรคทางเดินอาหาร

ระดับความสุกก็มีผลต่อสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระในทุเรียน
01/05/2026

ระดับความสุกก็มีผลต่อสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระในทุเรียน

เมื่อโพแทสเซียมในทุเรียนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
ชวนทุกคนมาดูวิธีกินทุเรียนฉบับวิทยาศาสตร์
🍈 ทุเรียนกับสุขภาพ: 3 แร่ธาตุเด่น “โพแทสเซียม–ซัลเฟอร์–ฟอสฟอรัส” ได้อะไรบ้าง และใครควรระวัง?
หลายคนรู้ว่าทุเรียน “พลังงานสูง” แต่จริง ๆ แล้วทุเรียนยังมีแร่ธาตุที่น่าสนใจ โดยข้อมูลโภชนาการแบบฐานข้อมูลอาหารอาเซียนระบุว่า ทุเรียน (รวมสายพันธุ์ที่พบบ่อย เช่น ชะนี/หลง/หมอนทอง) ต่อ 100 กรัม ให้พลังงานราว 152 kcal, คาร์โบไฮเดรตราว 25 g, โพแทสเซียม ~309 mg และ ฟอสฟอรัส ~41 mg (ตัวเลขเป็น “ค่าเฉลี่ย” อาจต่างตามพันธุ์/ความสุก)
✅ 1) โพแทสเซียม (Potassium) — กล้ามเนื้อ หัวใจ และความดัน
โพแทสเซียมจำเป็นต่อ การหดตัวของกล้ามเนื้อ (รวมถึงหัวใจ) และ การส่งสัญญาณประสาท และมีหลักฐานสนับสนุนว่า “การได้โพแทสเซียมมากขึ้นร่วมกับลดโซเดียม” ช่วยด้านความดัน/ความเสี่ยงหลอดเลือดได้ในภาพรวมของอาหารทั้งวัน
✅ 2) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) — พลังงานระดับเซลล์ (ATP) + กระดูกฟัน
ฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบของ กระดูกและฟัน, DNA/RNA, และเกี่ยวข้องกับ ATP ซึ่งเป็น “หน่วยพลังงานหลัก” ของร่างกาย
✅ 3) ซัลเฟอร์ (Sulfur) — ควรเข้าใจให้ถูก: เชื่อมกับ “กรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์” และระบบต้านอนุมูลอิสระ
ซัลเฟอร์ในโภชนาการมนุษย์มักพูดในมุม กรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์ (เช่น methionine, cysteine) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบปกป้องเซลล์จากออกซิเดชัน และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่เชื่อมไปยังสารสำคัญอย่าง glutathione และมีงานวิจัยที่วิเคราะห์ทุเรียนพื้นเมืองไทยหลายสายพันธุ์พบว่า โดยมากมีแร่ธาตุ โพแทสเซียม–ซัลเฟอร์–ฟอสฟอรัส “ในระดับค่อนข้างมาก”

⚠️ ข้อควรระวัง ⚠️
1) คนเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) / ไตทำงานลดลง / ฟอกไต
กลุ่มนี้มักต้อง “จำกัด” อาหารที่มี โพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูง ตามผลเลือดและระยะโรค ควรบริโภคตามคำแนะนำของแพทย์ หรือ นักกำหนดอาหาร ไม่กินตามใจปาก (ตุยได้เลยจริงๆนะ)

2) คนเสี่ยง “โพแทสเซียมในเลือดสูง” หรือใช้ยาบางกลุ่ม
NIH ระบุว่า ยาบางชนิด (เช่น ACE inhibitors, ARBs, ยาขับปัสสาวะชนิดเก็บโพแทสเซียม) เพิ่มความเสี่ยงโพแทสเซียมสูงได้ โดยเฉพาะถ้าไตทำงานไม่ดี คนที่เป็นโรคโรคไตเรื้อรัง ภาวะหัวใจล้มเหลว เบาหวานระยะยาว ฮอร์โมนต่อมหมวกไตต่ำ ต้องระวังให้มาก อัตรายไม่ใช่แค่ “กินโพแทสเซียมเยอะ แต่คือ “อันตรายเมื่อ ร่างกายขับออกไม่ได้ และ มีปัจจัยเสริมจากยา

3) เบาหวาน/ภาวะดื้อต่ออินซูลิน/คุมน้ำหนัก
ทุเรียนให้ พลังงานและคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูง ถ้าจะกิน แนะนำ “จำกัดปริมาณ” และหลีกเลี่ยงการกินต่อท้ายอาหารมื้อหนักหรือของหวานอื่น

❌❌❌อาหาร/เครื่องดื่มที่ไม่ควรกินพร้อมทุเรียน

“แอลกอฮอล์” (พบเป็นข่าวบ่อยที่สุด)
มีงานวิจัยใน Food Chemistry รายงานว่า สารสกัดทุเรียนยับยั้งเอนไซม์ ALDH ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการกำจัด acetaldehyde จากแอลกอฮอล์ จึงต้องเลี่ยงทุเรียน + แอลกอฮอล์ ในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับคนคุมน้ำตาล/น้ำหนัก เลี่ยงจับคู่ ทุเรียน + น้ำหวาน/ของหวาน/ชา-กาแฟหวาน เพราะจะทำให้ “โหลดคาร์บและพลังงานรวม” น้ำตาลในเลือดจะพุ่งเร็ว

📌 หมายเหตุ หากมีโรคประจำตัว (โดยเฉพาะโรคไต/หัวใจ หรือใช้ยาที่มีผลต่อโพแทสเซียม) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับการกิน

#ทุเรียน #โภชนาการ #โพแทสเซียม #ฟอสฟอรัส #กินอย่างมีสติ #เบาหวาน #โรคไต #สุขภาพดีเริ่มที่การกิน #เบาได้เบา #แพ้ป้ายลดราคา

แหล่งอ้างอิง
• ASEAN Food Composition Database (INMU/ASEANFOODS) — ค่าพลังงาน/คาร์บ/โพแทสเซียม/ฟอสฟอรัสของทุเรียน
• NIH Office of Dietary Supplements — Potassium, Phosphorus fact sheet
• NIH NIDDK — โภชนาการสำหรับ CKD/การจำกัด K & P
• Food Chemistry (2009) — Durian fruit extract inhibits ALDH (ประเด็นทุเรียน+แอลกอฮอล์)
• Mahidol Repository — งานวิเคราะห์ทุเรียนพื้นเมืองไทย (กล่าวถึง K–S–P)

อย่าแพ้! ป้ายลดราคา

ที่อยู่

Nonthaburi 6 Sector 4 Road
Muang Nonta Buri
11000

เบอร์โทรศัพท์

+66894764419

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Code D Company CDCผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Code D Company CDC:

ทางลัด

แชร์