Green Frog Cafe ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Green Frog Cafe, อาหารและเครื่องดื่ม, Greenfrogcafe, Nakhon Pathom

🐸ร้านเปิดแล้วนะคะ🐸shop open now.🐸ร้านเปิด11.00-22.00ทุกวันนะคะ🍁🎋🥦☎️0818551414 #กัญชานครปฐม  #กัญชาในเมืองนครปฐม  #คาเฟ่ก...
24/09/2026

🐸ร้านเปิดแล้วนะคะ🐸shop open now.🐸ร้านเปิด11.00-22.00ทุกวันนะคะ🍁🎋🥦
☎️0818551414

#กัญชานครปฐม #กัญชาในเมืองนครปฐม #คาเฟ่กัญชานครปฐม 🐸 #บ้องแก้ว #อุปกรณ์สายเขียว #คัดสรรจากประสบการณ์🥦 #งดจำหน่ายกัญชาและอุปกรณ์แก่เด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า20ปีสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร🚫

 #บรรลัยนโยบายรัฐ
23/09/2026

#บรรลัยนโยบายรัฐ

ความฉิบหาย! บทเรียนราคาแพงของคนไทย กับนโยบายที่กลับไปกลับมาของ “อนุทิน”

นโยบายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศบนเวที หรือมติที่ออกจากห้องประชุม เพราะทุกนโยบายล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน บางคนเปลี่ยนอาชีพ บางคนกู้เงิน บางคนลงทุนทั้งชีวิต และบางครอบครัวนำอนาคตไปผูกไว้กับสิ่งที่รัฐเป็นคนบอกว่า “ทำได้” หรือแม้กระทั่งบอกว่าเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่ตัวหนังสือในกฎหมาย

แต่มันอาจหมายถึงเงินลงทุน หนี้สิน อาชีพ และชีวิตของคนที่เชื่อรัฐแล้วเดินตามไปก่อนหน้านั้น

กรณี “กัญชา” คือภาพที่ชัดมาก

ย้อนกลับไปช่วงเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยผลักดันนโยบายกัญชาอย่างเต็มตัว วางภาพให้กัญชาเป็นทั้งพืชทางการแพทย์และ “พืชเศรษฐกิจ” ของประชาชน เสนอให้ปลูกได้บ้านละ 6 ต้น และสามารถจำหน่ายภายใต้กติกาของรัฐ พรรคเคยประชาสัมพันธ์ถึงขั้นประเมินว่าการปลูก 6 ต้นอาจสร้างมูลค่าได้ประมาณ 4.2 แสนบาทต่อปีต่อครัวเรือน

พรรคภูมิใจไทยยังย้ำในเวลานั้นว่า กัญชาต้องไม่ตกอยู่ในมือทุนไม่กี่กลุ่ม แต่ควรเป็นโอกาสของประชาชน สามารถรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ โดยรัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและสนับสนุน ไม่ใช่สร้างอุปสรรคในการเข้าถึง

และนี่ไม่ใช่นโยบายที่พูดกันเงียบๆ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินสายหาเสียงด้วยเรื่องกัญชาอย่างต่อเนื่อง มีคลิปจากเวทีหาเสียงที่ถูกนำกลับมาอภิปรายภายหลัง โดยพูดถึงกัญชาในฐานะ “ยาพารวย” ปลูกได้บ้านละ 6 ต้น นำไปขาย ปรุงอาหาร ใช้รักษาโรค และมีถ้อยคำเกี่ยวกับการนำไปสูบเอง ซึ่งต่อมานายอนุทินชี้แจงว่าต้องพิจารณาบริบททั้งหมดของคำพูดดังกล่าว

เมื่อการเมืองส่งสัญญาณแรงขนาดนี้ และเมื่อกติกาของประเทศเปลี่ยนตามมา สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย

เกษตรกรลงทุนปลูก

คนลงทุนสร้างโรงเรือน

มีการซื้อระบบไฟ ระบบน้ำ ระบบควบคุมอุณหภูมิ

ผู้ประกอบการเช่าตึก เปิดร้าน เปิดคาเฟ่ ซื้อสินค้าเข้าสต๊อก จ้างพนักงาน และสร้างธุรกิจขึ้นมารองรับตลาดใหม่

บางคนใช้เงินเย็น แต่บางคนใช้เงินเก็บทั้งชีวิต

บางคนกู้เงิน

บางคนวางแผนคืนทุนกันเป็นปีๆ

คนเหล่านี้ไม่ได้แอบทำธุรกิจใต้ดินตั้งแต่ต้น แต่จำนวนไม่น้อยเข้ามาลงทุนในช่วงที่นโยบายรัฐเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจเกิดขึ้น และฝ่ายการเมืองเองก็เคยนำเสนอภาพของกัญชาในฐานะโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

แล้ววันนี้ล่ะ?

วันที่ 22 กันยายน 2569 ครม.เห็นชอบร่างกฎหมายควบคุมกัญชาฉบับใหม่ โดยรัฐบาลวางทิศทางให้การใช้กัญชาอยู่ในกรอบ **ทางการแพทย์** มากขึ้น ร้านจำหน่ายกัญชาแบบเดิมที่ใบอนุญาตทยอยหมดอายุช่วงปี 2569–2571 หากต้องการอยู่ในระบบต่อ จะต้องปรับเข้าสู่รูปแบบสถานประกอบการทางการแพทย์ตามกฎใหม่ มีผู้ประกอบวิชาชีพกำกับ และการจ่ายกัญชาต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางการแพทย์

กระทรวงสาธารณสุขระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีร้านที่ยังดำเนินกิจการอยู่ราว 12,000 แห่ง และประเมินว่าภายใต้ระบบใหม่จำนวนอาจลดเหลือเพียงหลักพันแห่ง

ต้องพูดให้ชัดว่า การควบคุมกัญชาเข้มขึ้นอาจมีเหตุผลด้านสาธารณสุข และหากรัฐพบว่านโยบายเดิมก่อปัญหา รัฐย่อมมีหน้าที่แก้ไข

แต่คำถามอีกด้านที่หลีกไม่ได้คือ

**แล้วคนที่เชื่อนโยบายเดิมของรัฐและลงทุนไปแล้ว จะทำอย่างไร?**

จะบอกวันนี้ว่ากัญชาต้องใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ก็สามารถเสนอเหตุผลได้

จะคุมร้าน จะเพิ่มมาตรฐาน จะมีแพทย์ จะมีระบบตรวจสอบ ก็เป็นสิทธิของรัฐในการออกกติกา

แต่รัฐบาลก็ต้องไม่ลืมว่า ร้านจำนวนมากไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า

มันเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐเปิดประตู และฝ่ายการเมืองเคยเป็นคนชี้ให้ประชาชนเห็นว่า หลังประตูนั้นมี “โอกาส”

นี่คือประเด็นที่ตีลังกาคิดกำลังตั้งคำถาม

เราไม่ได้กำลังบอกว่า **กัญชาดี**

ไม่ได้บอกว่า **กัญชาควรเสรี**

และไม่ได้บอกว่า **รัฐไม่ควรแก้กฎหมาย**

แต่เรากำลังถามว่า เมื่อรัฐเป็นผู้เปลี่ยนทิศทางของตลาดด้วยนโยบายของตัวเองแล้ว **ความรับผิดชอบต่อคนที่เดินตามนโยบายเดิมอยู่ตรงไหน**

โรงเรือนปลูกกัญชาไม่ได้รื้อวันนี้แล้วได้เงินคืนพรุ่งนี้

ค่าตกแต่งร้านไม่ได้คืนพร้อมการเปลี่ยนกฎกระทรวง

ค่าเช่าตึกยังต้องจ่าย

หนี้ธนาคารยังอยู่

พนักงานยังต้องกินต้องใช้

และเงินเก็บที่ลงไปแล้ว ไม่ได้ย้อนกลับเข้าบัญชีเพียงเพราะรัฐบาลออกมาประกาศว่านโยบายวันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อวาน

สำหรับนักการเมือง การเปลี่ยนนโยบายอาจใช้เวลาหนึ่งการประชุม

แต่สำหรับประชาชน เงินก้อนนั้นอาจเป็นเงินเก็บ 10 ปี

เรื่องนี้ยิ่งน่าคิดเมื่อมองไปยังนโยบาย **ป.**

ในปี 2552 สมัยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเปิดทางให้เพิ่มใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืน โดยจำนวนใบอนุญาตเพิ่มจาก 335 ใบ เป็น 485 ใบ หรือเพิ่มขึ้น 150 ใบ และข้อมูลในเวลาต่อมาระบุว่าขยับขึ้นถึง 502 ใบ

ในช่วงเดียวกันยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการขยายตัวของโครงการปืนสวัสดิการ และการผ่อนคลายเงื่อนไขบางประการเกี่ยวกับการโอนปืนหลังครบกำหนด ซึ่งถูกนำกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งเมื่อรัฐบาลปัจจุบันต้องการจัดระเบียบปืนอย่างเข้มงวด

แต่มาถึงเดือนสิงหาคม 2569 รัฐบาลนายอนุทินกลับเดินในทิศทางควบคุมเข้มขึ้น ทั้งระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ ระงับการออกใบอนุญาตซื้อปืน ป.3 ชั่วคราว และเสนอให้ใบอนุญาตมีและใช้อาวุธปืน หรือ ป.4 ต้องต่ออายุทุก 3 ปี พร้อมเพิ่มการตรวจสอบกระสุนและระบบซื้อขาย

อีกครั้งหนึ่ง ต้องย้ำว่า การควบคุม ป.เมื่อเกิดปัญหาอาชญากรรมหรือความปลอดภัยเป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้

แต่คำถามสำคัญคือ **มาตรการกำลังพุ่งไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแค่ไหน และกำลังเพิ่มภาระให้คนที่ครอบครอง ป.โดยชอบด้วยกฎหมายมากน้อยเพียงใด**

เพราะนี่คือหลักเดียวกัน

วันนี้รัฐเปิด

พรุ่งนี้รัฐปิด

วันนี้รัฐส่งเสริม

พรุ่งนี้รัฐจำกัด

แน่นอน โลกเปลี่ยน ปัญหาเปลี่ยน และรัฐบาลย่อมต้องเปลี่ยนนโยบายตามสถานการณ์

แต่สิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนไปด้วย คือ **ความรับผิดชอบของรัฐต่อผลที่นโยบายของตัวเองสร้างขึ้น**

และนี่คือบทเรียนราคาแพงที่คนไทยควรจำ

**รัฐบาลมีสิทธิเปลี่ยนนโยบายเมื่อพบว่าของเดิมสร้างปัญหา แต่ไม่มีสิทธิทำเหมือนความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างทางไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเอง**

วันที่รัฐบอกให้ปลูก ประชาชนเอาเงินไปปลูก
วันที่รัฐบอกว่านี่คือพืชเศรษฐกิจ ประชาชนเอาเงินไปเปิดร้าน
วันที่รัฐเปิดประตู คนจำนวนมากก็เดินเข้าไป เพราะเชื่อว่าประตูนั้นรัฐเป็นคนเปิดให้

แต่เมื่อวันหนึ่งรัฐหันกลับมาปิดประตู คนที่ติดอยู่ข้างในกลับต้องหาทางออกกันเอง

นี่ต่างหากคือความน่ากลัวของนโยบายที่กลับไปกลับมา

เพราะนักการเมืองเปลี่ยนคำพูดได้ภายในวันเดียว
เปลี่ยนมติได้ภายในการประชุมหนึ่งครั้ง
เปลี่ยนกฎหมายได้ภายในหนึ่งสมัยประชุม

**แต่หนี้ของประชาชนไม่หายไปพร้อมคำแถลง**

โรงเรือนยังอยู่
ค่าเช่ายังต้องจ่าย
เงินกู้ยังต้องผ่อน
ชีวิตที่ตัดสินใจเดินตามนโยบายเดิมก็ไม่ได้ย้อนกลับไปเริ่มใหม่ได้ง่ายๆ

ดังนั้น คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า **กัญชาควรเสรีหรือไม่ ป.ควรเข้มหรือไม่**

แต่คือ—

**ถ้าวันนี้ผู้มีอำนาจเป็นคนชี้ให้ประชาชนเดินไปทางหนึ่ง แล้ววันพรุ่งนี้กลับชี้ให้เดินกลับอีกทาง คนที่ล้มอยู่กลางทาง ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?**

ถ้าคำตอบสุดท้ายยังเป็นคำว่า **“ประชาชนรับไปเอง”**

นั่นต่างหากคือ **ความฉิบหายที่แท้จริงของนโยบายรัฐ**

วิเคราะห์โดย #ตีลังกาคิด

สถานีข่าว

ที่อยู่

Greenfrogcafe
Nakhon Pathom
73000

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 22:00
อังคาร 11:00 - 22:00
พุธ 11:00 - 22:00
พฤหัสบดี 11:00 - 22:00
ศุกร์ 11:00 - 00:00
เสาร์ 11:00 - 00:00
อาทิตย์ 11:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

+66818551414

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Green Frog Cafe โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Green Frog Cafe:

ทางลัด

แชร์