27/08/2026
นานมีบุ๊คส์จัด School Leader Exchange #4 “Deep Readers, Future Thinkers” ชวนผู้นำการศึกษา ปลุกพลังการอ่านทั้งโรงเรียน สร้างเด็กไทยที่ AI แทนไม่ได้
มุมมองภาครัฐ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญการศึกษานานาชาติ และ Case Study โรงเรียนไทย ขยับจาก “กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน” สู่การสร้าง Reading Culture ที่เด็กอ่านลึก คิดเป็น และใช้การอ่านเพื่อเรียนรู้
นานมีบุ๊คส์เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียน จัดงาน School Leader Exchange #4 ภายใต้แนวคิด “Deep Readers, Future Thinkers — อ่านลึก คิดไกล สร้างเด็กไทยที่ AI แทนไม่ได้” เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ อาคารนานมีบุ๊คส์เฮ้าส์ สุขุมวิท 31 เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครู บรรณารักษ์ และเครือข่ายด้านการศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่นโยบาย สถานการณ์การอ่านในยุค AI บทเรียนจากโรงเรียนในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และบราซิล ไปจนถึง Case Study จากโรงเรียนไทยและแนวทางนำกลับไปปรับใช้จริงทั้งโรงเรียน
งานเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับโดย คุณสุวดี จงสถิตย์วัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด ซึ่งชวนตั้งคำถามสำคัญว่า ในวันที่ AI สามารถค้นหา สรุป และให้คำตอบได้อย่างรวดเร็ว “การอ่าน” ยังมีความสำคัญกับเด็กหรือไม่ โดยนานมีบุ๊คส์เชื่อว่า ยิ่ง AI เก่งขึ้น ทักษะของมนุษย์ในการอ่านอย่างเข้าใจ คิดอย่างมีวิจารณญาณ ตั้งคำถาม วิเคราะห์และแยกแยะข้อมูล ยิ่งมีความสำคัญ คุณสุวดีชี้ด้วยว่า Reading Culture ไม่สามารถเกิดจากเด็กหรือโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยโรงเรียน ครอบครัว และพันธมิตรทางการศึกษาร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กได้อ่านมากขึ้น หลากหลายขึ้น และอ่านแล้วคิดเป็น
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของนานมีบุ๊คส์คือการต่อยอด Nanmeebooks Reading Club ซึ่งดำเนินงานมาแล้ว 26 ปี มีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 20,000 โรง และนักเรียนกว่า 10 ล้านคน จากกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน สู่กระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาเด็กให้ “อ่านลึก คิดเป็น และนำความรู้ไปใช้ได้”
จากนั้น ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเปิดงาน โดยสะท้อนโจทย์การศึกษาในวันที่เด็กเติบโตท่ามกลางหน้าจอ เนื้อหาสั้น และ AI ที่ให้คำตอบได้ในเวลาไม่กี่วินาที ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงทำให้เด็ก “รู้มากขึ้น” แต่คือทำอย่างไรให้เด็กยังสงสัย ตั้งคำถาม ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และรู้ว่าเมื่อใดควรคิดให้ลึกและช้าลง
ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ยังเน้นว่า ผลลัพธ์ด้านการอ่านไม่ใช่หน้าที่ของครูภาษาไทยหรือครูบรรณารักษ์เพียงลำพัง เพราะเด็กต้องใช้การอ่านในทุกวิชา
ตั้งแต่การตีความโจทย์คณิตศาสตร์ อ่านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการอ่านข่าวและสื่อดิจิทัล ขณะเดียวกัน “การอ่านเพื่อเรียนรู้” ต้องเดินคู่กับ “การอ่านเพื่อความสุข” เด็กต้องมีโอกาสเลือกหนังสือที่สนใจ ส่วนห้องสมุดควรเป็นพื้นที่มีชีวิตสำหรับการค้นพบ สนทนา และสร้างสรรค์ โดยผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการสร้างเงื่อนไขให้ครู ห้องสมุด นักเรียน และครอบครัวขยับไปด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มทุกอย่างพร้อมกัน แต่ควรเลือก “ก้าวแรก” ที่โรงเรียนสามารถลงมือทำจริงได้
ช่วงบรรยายเชิงนโยบาย “ทำไมการอ่านลึกจึงเป็นวาระสำคัญของโรงเรียนในยุค AI?” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำข้อมูลมาชวนมองปัญหาความสามารถด้านการอ่านของเด็กไทย ตั้งแต่คะแนนการอ่าน การอ่านไม่แตกซึ่งส่งผลถึงความสามารถในการสรุปความ เรียบเรียงความคิด และการเขียน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อการอ่านกับความสามารถด้านการอ่าน
ดร.สมเกียรติยังชี้ให้เห็นความสำคัญของ การอ่านโดยสมัครใจ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน และบทบาทของครอบครัว พร้อมชวนพิจารณาความแตกต่างระหว่าง “อ่านตื้น” กับ “อ่านลึก” ในวันที่ทั้งพฤติกรรมการอ่านและรูปแบบเนื้อหากำลังเปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน AI ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งของการอ่าน หากใช้อย่างเหมาะสม AI สามารถเป็น “คู่คิด” ช่วยเปิดหลายมุมมองและอธิบายกระบวนการหาคำตอบได้ แต่ไม่ควรถูกใช้เพื่อคิดแทนทั้งหมด โดยรากฐานสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างทักษะการอ่านและการคิดของเด็กให้แข็งแรงก่อน
มุมมองจากต่างประเทศต่อด้วย Dr. David Klett กรรมการบริหาร Ernst Klett AG / Klett Group ในหัวข้อ Building Deep Readers ซึ่งนำประสบการณ์จากโรงเรียนมาแสดงให้เห็นว่า การสร้างนักอ่านไม่ได้เกิดจากกิจกรรมครั้งเดียว แต่ต้องถูกออกแบบให้เป็น “สิ่งที่โรงเรียนทำจริงทุกสัปดาห์” ตั้งแต่การอ่านกับครู การอ่านเงียบด้วยตนเอง ไปจนถึงงานต่อยอดจากการอ่าน โดยทุกบทเรียนมีเป้าหมายการเรียนรู้ที่เด็กเข้าใจร่วมกัน
จากประสบการณ์การพัฒนาโรงเรียน Dr. David สรุปองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ หลักสูตรการอ่านที่เขียนไว้อย่างชัดเจน โครงสร้างบทเรียนและพื้นที่ที่รองรับการอ่าน หนังสือและเนื้อหาหลากหลายที่เหมาะกับระดับผู้อ่าน การติดตามพัฒนาการของนักอ่านแต่ละคนอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาครูพร้อม Feedback อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นว่าเป้าหมายของการประเมินไม่ใช่เพียง “คะแนน” แต่คือทำให้ครูรู้ว่าเด็กแต่ละคนควรอ่านอะไรต่อและต้องการการสนับสนุนแบบใด
อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Case Study โรงเรียนไทย ซึ่งนำสองบริบทที่แตกต่างกันมาแลกเปลี่ยนบนเวที โดย อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา และนายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ถ่ายทอดแนวทาง Reading Across Curriculum ที่มองการอ่านไม่ใช่เพียงกิจกรรมหรือหน้าที่ของวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่พาเด็กจาก “ความอยากอ่าน” ไปสู่การอ่านเพื่อตั้งคำถาม ค้นคว้า เชื่อมโยงความรู้ และสร้างการเรียนรู้ โดยครูทุกวิชามีส่วนในการพัฒนาการอ่าน และมีผู้บริหาร ห้องสมุด ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมสร้าง Reading Culture ไปด้วยกัน
ด้าน ดร.ดารณี คุณอนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสามเสน (สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอุปถัมภ์) ถ่ายทอดอีกมุมจากบริบทโรงเรียนรัฐบาล โดยชวนมอง ห้องสมุดในฐานะ Learning Hub ที่เด็กสามารถเข้าถึงหนังสือตามความสนใจ ยืมกลับไปอ่านกับครอบครัว และเชื่อมการใช้หนังสือกับการเรียนรู้ของครูหลายกลุ่มสาระ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีหนังสือหรือมีห้องสมุดหรือไม่” แต่คือทำอย่างไรให้ทรัพยากรเหล่านั้นถูกใช้จริงเพื่อการเรียนรู้ และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เวลา และทรัพยากรของโรงเรียนรัฐบาล
การสนทนาดำเนินรายการโดย คุณคิม จงสถิตย์วัฒนา เชื่อมสอง Case Study ให้เห็นว่า Reading Culture สามารถเกิดขึ้นได้จากบริบทและกลไกที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้การอ่านไปไกลกว่า “กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน” และเข้าไปอยู่ทั้งใน วิธีที่เด็กเรียนรู้ และวิธีที่โรงเรียนทำงาน ก่อนต่อยอดเข้าสู่แนวทาง Whole-School Literacy Framework เพื่อชวนผู้บริหารมองการพัฒนานักอ่านเป็นภารกิจของทั้งโรงเรียน ไม่ใช่ของครูหรือห้องสมุดเพียงฝ่ายเดียว
ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมยังได้ลงมือแลกเปลี่ยนผ่าน Reading Clinic แยกตามช่วงวัย ได้แก่ Early Reading Clinic ระดับอนุบาล ที่เน้นประสบการณ์การอ่านผ่านนิทานและการเล่น, Reading Bridge Clinic ระดับประถม ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “เรียนรู้ที่จะอ่าน” สู่ “อ่านเพื่อเรียนรู้” และ Reading Growth Clinic ระดับมัธยม ที่ต่อยอดสู่การอ่านเชิงคิดวิเคราะห์ ก่อนปิดท้ายด้วย Reflection Session เพื่อสรุปแนวคิดและเลือกแนวทางที่สามารถนำกลับไปใช้สร้างวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียนของตนเองได้จริง
School Leader Exchange #4 จึงไม่ได้จบเพียงคำถามว่า “เด็กควรอ่านหนังสือหรือไม่ในยุค AI” แต่ชวนผู้บริหารกลับไปตั้งคำถามใหม่ว่า โรงเรียนจะออกแบบเวลา พื้นที่ หนังสือ การเรียนรู้ บทบาทของครู และความร่วมมือกับครอบครัวอย่างไร เพื่อให้เด็กมีโอกาสอ่านอย่างต่อเนื่อง อ่านอย่างเข้าใจ และเติบโตเป็น Future Thinkers ที่ใช้ AI ได้ โดยไม่ปล่อยให้ AI คิดแทนตนเอง
#อ่านลึกคิดไกล #สร้างเด็กไทยที่AIแทนไม่ได้ #การศึกษาไทย #นานมีบุ๊ค