Shan Spirit - เหล้ากบฏเงี้ยว

Shan Spirit - เหล้ากบฏเงี้ยว 🩸SHAN-เหล้ากบฏเงี้ยว โปรเจ็คผลิตสุรากลั่นชุมชนของกลุ่มนักเคลื่อนไหวจังหวัดแพร่ (ใช้เพจนี้เพจเดียว)
(1)

03/08/2026

❝ งานบันทึกชิ้นสำคัญ 'เงี้ยวปล้นเมืองพะเยา'
โดยพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา
สุดท้ายรัฐบาลไทยต้องยืนอ่านคำประกาศขอโทษ
ประเทศอังกฤษ-ชาวพะเยา
ต่อหน้าชาวพะเยาที่กลางตลาด ❞
พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา นามเดิมคือ "ปินตา ชอบจิต" ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา (ในอดีตพะเยามีฐานะเป็นอำเภอหรือแขวงหนึ่งของจังหวัดเชียงราย) ระหว่าง พ.ศ. 2404-2487 นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวข่วงแก้ว วัดราชคฤห์ และสุดท้ายเป็นเจ้าสำนักวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง)
พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เป็นพระสงฆ์ที่รักการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเห็นเป็นชีวิตจิตใจ โดยบันทึกลงในกระดาษฟุลสแก๊ปด้วยดินสอดำ แบบวันต่อวัน (Diary) แล้วเย็บเป็นเล่ม จำนวนหน้าของแต่ละเล่มไม่เท่ากัน ใช้อักษรธัมม์ล้านนา มีเพียงบางตอนที่ใช้อักษรไทยกลาง เวลาในการบันทึกได้บอกรายละเอียดทั้งวันเดือนปี วันขึ้นวันแรมทางจันทรคติ ปีจุลศักราช พุทธศักราช และบางเหตุการณ์แถมบอกเป็นระบบคริสต์ศักราชอีกด้วย
เมื่อตอนท่านมรณภาพ ได้ฝากมรดกจำนวนมหาศาลนี้ไว้ให้แผ่นดินพะเยา ปัจจุบันเป็นสมบัติของหอวัฒนธรรมนิทัศน์ ข้างวัดศรีโคมคำ โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺญมหาเถระ) เป็นผู้อำนวยการ
◤ ในบันทึกของพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา ที่มีในหอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ 11 เล่มนั้น เนื้อหาที่น่าสนใจคือ บันทึกการเกิดจลาจลของไทใหญ่ในเมืองพะเยา (กบฏเงี้ยว) พ.ศ.2445
พ.ศ.2445 เกิดจลาจล พวกเงี้ยว (ไทใหญ่) ปล้นเมืองแพร่ จากนั้นลุกลามเข้าไปเมืองพะเยา และระบาดทั่วล้านนา พระครูศรีวิราชวชิรปัญญาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ท่านเล่าว่าถูกพวกเงี้ยวฟันทั้งๆ ที่เป็นสมณเพศ จนต้องกระโดดปีนลงจากกุฏิทางช่องหน้าต่าง แล้วหนีลงไปลำปางอยู่ที่วัดปงสนุก
การที่ชาวพะเยากับชาวลำปางหนีกันไปหนีกันมาหลายระลอก ปัจจุบันสำเนียงการพูดของคนสองจังหวัดนี้จึงละม้ายคล้ายคลึงกันมาก
มีการเล่าถึงเงี้ยวยิง "มิสเตอร์ฝรั่ง" คนหนึ่ง (ซึ่งถูกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีส่งมาประจำการที่ลำปาง) ตาย บริเวณแม่ก๋า ห้วยเกี๋ยง ปัจจุบันคือที่ตั้งของมหาวิทยาลัยพะเยา
◤ เรื่องที่น่าสนใจยิ่งที่อาจช่วยเราคลี่คลายปมว่าทำไมต้องเกิดกบฏเงี้ยว คือตอนที่เมืองแพร่แตก ชาวแพร่หนีตายไปเมืองลำปางและเมืองพะเยา ได้มีหนังสือประกาศจากทางสยามว่า หากใครช่วยรบกับกบฏเงี้ยวจนได้ชัยชนะ จะมีการงดเว้นค่าภาษีรัชชูปการ 4 บาทให้ด้วย (เงิน 4 บาทสำหรับไพร่ยุคนั้นถือว่าแพงมหาโหดมาก) พร้อมทั้งจะยกเลิกการส่งส่วยข้าวให้แก่รัฐบาลสยาม
เหตุที่ใช้ข้ออ้างเรื่อง "ภาษี 4 บาท" มาเป็นข้อต่อรองก็เพราะว่าต้องใช้กุศโลบายแก้ลำกัน ตอนที่เงี้ยวบุกเมืองพะเยาได้ หัวหน้าเงี้ยวประกาศว่า หากใครสมัครใจมาช่วยรบฝ่ายเงี้ยวสู้กับรัฐบาลสยาม โดยลงชื่อเข้าหมู่เป็นพวกเงี้ยวจะไม่ต้องจ่ายภาษี 4 บาทให้หลวงอีกต่อไป ทำให้ประชากรหลากหลายชาติพันธุ์จึงเข้าร่วมขบวนการครั้งนั้นได้ แม้จะไม่ได้เป็นชาวไทใหญ่ (เงี้ยว) ก็ตามที
◤ มีบันทึกเรื่องการประหารผู้นำเงี้ยวชื่อ "เจ้าหนานนนท์" "แสนผิว" "พญาคำวงศา" "ท้าวไชย" เป็นต้น โดยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรียกกองทัพทหารไทยขึ้นมาจำนวน 3,500 นาย จับชาวเงี้ยวยิงและตัดหัวเสียบประจานที่ประตูแป้น ริมกว๊านพะเยา ฝังศพเงี้ยวไว้ที่หลังบริเวณเทศบาลเมืองพะเยา พวกเงี้ยวและชาวบ้านที่เข้าช่วยเงี้ยวถูกฆ่าตายจำนวนมากเกือบ 200 คน
◤อาจารย์วิมล เล่าว่า เจ้าหนานนนท์ก็ดี พญาคำวงศาก็ดี นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเงี้ยว แต่ไปเข้ากับเงี้ยวเพราะมีอุดมการณ์เดียวกัน ต้องการปลดแอกเรื่องการถูกสยามกดขี่ขูดรีดภาษี 4 บาท ก่อนมีการประหารนั้น ทางการจับชาวเงี้ยวทั้งหมดมัดมือนั่งล้อเกวียน ประจานทั่วตลาดกลางเวียง
คนที่เป็นเงี้ยวแท้ๆ คือ แสนผิว
เมื่อแสนผิวถูกฆ่า สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ชาวอังกฤษเจ้าอาณานิคมพม่า เนื่องจากแสนผิวเป็นชาวไทใหญ่ สังกัดประเทศพม่า ทำให้อังกฤษทำหนังสือมาถาม กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นว่า มีสิทธิ์อะไรจึงเข่นฆ่าคนในบังคับของอังกฤษอย่างอุกอาจ
รัฐบาลไทยต้องยืนอ่านคำประกาศขอโทษประเทศอังกฤษต่อหน้าชาวพะเยาที่กลางตลาด พร้อมทั้งขอโทษชาวพะเยาที่ถูกฆ่าตายทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นชาวเงี้ยว เพียงแต่เข้าร่วมต่อสู้เพื่อปลดแอกภาษี 4 บาท พร้อมรัฐบาลไทยต้องจ่ายเงินชดใช้ให้แก่ทายาทของแสนผิวและคนอื่นๆ จำนวน 7,800 รูเปียห์
ปัจจุบัน ทายาทของแสนผิวหรือปู่ผิว ใช้นามสกุล "เสมอเชื้อ" หมายถึง เสมอเชื้อเจ้า (เป็นนามสกุลใหญ่ พอๆ กับ "ศีติสาร" สกุลของเจ้าเมืองพะเยา)

⸻
พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา กับบันทึกสำคัญอีกด้านหนึ่งของ "กบฏเงี้ยว" โดยเพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_88369

29/07/2026

❝ ห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่
รัฐกับข้ออ้างบนพนักพิงของศาสนา ❞
ชาวพุทธ (ซึ่งก็คือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนี้) ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า ศีล 5 เป็นข้อยึดถือปฏิบัติของฆราวาส คือผู้ที่ไม่ได้บวชเป็นพระสงฆ์ ภิกษุณี (ที่ถูกศาสนาพุทธแบบไทยๆ คุมกำเนิด) สามเณร หรือแม้กระทั่งแม่ชี (ซึ่งไม่มีในดินแดนต้นกำเนิดของศาสนาพุทธอย่าง ชมพูทวีป เสียด้วยซ้ำ)
การประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดองของเมาทั้งหลายในวันพระใหญ่ จึงดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจได้ ก็ในพระพุทธศาสนาท่านก็อยากให้งดเว้นไม่ให้ดื่มอยู่แล้วนี่ครับ?
น่าสนใจว่าในบรรดาศีลทั้ง 5 ข้อนั้น มีเฉพาะศีลข้อสุดท้ายคือ “สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา” ที่ให้ละเว้นจากการดื่มเครื่องมึนเมาเท่านั้น ที่ให้คำอธิบายว่า #สุรา (เหล้า, น้ำเมาที่ได้จากการกลั่น) #เมรัย (น้ำเมาที่ได้จากการหมัก หรือการแช่) และ #มัชชะ (น้ำเมา, ของเมา) เป็น “ปมาทฏฺฐานา” คือ “ที่ตั้งของความประมาท” ในขณะที่ศีลข้ออื่นไม่ได้มีคำอธิบายอะไรไว้เลย เพียงแค่ “เวรมณี” คือ “ขอเว้น” ไว้เท่านั้น
ทำไมต้องอธิบาย?
คําอธิบายที่ได้ยินกันให้เกร่อ ในปัจจุบันก็คือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำมาซึ่งความประมาท เพราะเมาแล้วขาดสติยั้งคิด ซึ่งก็เป็นคำอธิบายที่ไม่น่าแปลกอะไร หากมองจากมุมคิดเรื่องสุขภาพ และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน แต่คงจะใช้อธิบายได้ไม่ดีนักในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่
คัมภีร์พระเวท อันเป็นคัมภีร์สูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูปัจจุบัน แต่เดิมเป็นคัมภีร์ของศาสนาพระเวท (ที่จะพัฒนามาเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั่นแหละ) มาก่อน มีบทที่ว่าด้วยการถวาย “น้ำโสม” (Soma) คือ “เครื่องดื่มที่ให้ฤทธิ์มึนเมา” อยู่เต็มไปหมด
ในคัมภีร์สามเวท ซึ่งเก่าที่สุดเป็นอันดับสอง ในบรรดาคัมภีร์ทั้งสี่เล่มที่ประกอบเข้าเป็นคัมภีร์พระเวท ถึงกับมีบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าที่ใช้สำหรับให้พราหมณ์อุทคาตา (Utgata) สวดในขณะที่คั้น กรอง และถวายน้ำ “โสม” แก่เทพเจ้าทั้งหลาย (ย้ำว่า “ทั้งหลาย” ซึ่งหมายความว่าแต่ละพระองค์ต่างก็นิยมที่จะดริ๊งก์ แดรงก์ ดรั๊งก์ ด้วยกันทั้งนั้น) เป็นการเฉพาะ แถมยังมีเทพปกรณ์ในพระเวทหลายเรื่องเลยเสียด้วยซ้ำ ที่กล่าวถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำโสม
◤ พูดง่ายๆ ว่า การดื่มน้ำโสม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชมพูทวีปยุคโน้น (ซึ่งหมายรวมถึงสมัยของพระพุทธเจ้า) เป็นเรื่องของพิธีกรรมในศาสนาพระเวท ที่จะพัฒนาต่อมาเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ดังนั้น ถ้าพระพุทธเจ้าจะเคยตรัสว่าให้ละเว้นเครื่องดองของเมาเหล่านี้ โดยอ้างว่าเป็นที่ตั้งของความประมาท “ความประมาท” ที่ว่าก็คงจะไม่ใช่ฤทธิ์ของพวกมันในทางวิทยาศาสตร์แน่
◤ มีคำเรียกนักบวชในพระพูทธศาสนาคำหนึ่ง ที่คุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดีคือคำบาลีว่า “สมณะ” พระพุทธเจ้าเองก็ถูกเรียกว่า “พระสมณโคดม” อยู่บ่อยๆ แต่ที่จริงคำนี้ไม่ได้หมายถึงพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะนักบวชในศาสนาอื่น เช่น ศาสนาเชน ของพระมหาวีระ ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ก็ถูกเรียก “ศรมณะ” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตด้วย
แน่นอนว่า คำว่า “สมณะ” ในภาษาบาลี ตรงกับคำว่า “ศรมณะ” ในภาษาสันสกฤต และถึงแม้วรรณกรรมในพุทธศาสนาอย่างพระไตรปิฎกจะไม่เรียกนักบวชในศาสนาว่า สมณะ เหมือนกับพวกตนเอง แต่หลักฐานเอกสารร่วมสมัยใช้คำคำเดียวกันนี้หมายรวมทั้งหมดว่า “ผู้ปฏิเสธพระเวท”
แม้ว่าพระพุทธเจ้า กับพระมหาวีระ จะมีแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่ต่างก็เป็นผู้ปฏิเสธในพระเวทเหมือนกัน และส่วนหนึ่งที่พระศาสดาทั้งสองพระองค์ปฏิเสธก็คือพิธีกรรม แน่นอนว่าย่อมหมายรวมถึงพิธีกรรมที่มีเครื่องดื่มมึนเมาเป็นส่วนประกอบสำคัญด้วย
◤ ถ้าพระพุทธองค์จะทรงตรัสให้ละเว้นจากเครื่องดื่มอันเป็นที่ตั้งของความประมาทนี้ ความประมาทที่ว่า ก็คือความหลงใหลในพิธีกรรมของศาสนาที่พระองค์ปฏิเสธ ไม่ใช่ความประมาทในฐานะสิ่งให้โทษต่อร่างกาย หรือในฐานะของยาเสพติด เพราะทัศนะของผู้คนในยุคสมัยของพระองค์นั้น เครื่องดื่มเหล่านี้เป็นของวิเศษ และมีสรรพคุณในฐานะ “ยาบำรุง” เสียด้วยซ้ำไป
ที่ห้ามซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันในวันพระใหญ่ ถ้าจะอ้างถึงศีลข้อนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะทำความเข้าใจให้ตรงกับหลักฐานก่อนนะครับ ไม่ใช่เชื่อตามๆ กันไป

⸻
“ห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่” รัฐกับข้ออ้างบนพนักพิงของศาสนา
คอลัมน์ On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_136

🩸ฉาน และ ผู้มีบุญ
29/07/2026

🩸ฉาน และ ผู้มีบุญ

🩸x📕 ที่จริงแล้วพวกเขาเหล่านี้ออกมา Action แบบนั้นเพราะอะไร
ผีบุญ, กบฏเงี้ยว คำเหล่านี้อาจได้ผ่านตาใครหลายคนมาบ้างในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์หรือการเมืองการปกครองไทยอย่างน้อย 1 คำใน 1 หน้าหนังสือ แต่น้อยคนที่อ่านแล้วอาจรู้สึก เอ๊ะ ! แล้วตั้งคำถามกลับว่าคนพวกนี้ก่อการทำไม หรือทำไมหนังสือเรียนต้องระบุว่านี่คือกบฏ
ถ้ามองอีกมุมหนึ่งอาจค้นพบว่า ผีบุญก็ดี กบฏเงี้ยวก็ดี ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวเมืองท้องถิ่น แต่พอมีการบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในยุคสมัยหลังจากนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกว่าเป็นกบฏเพียงเพราะพวกเขาแสดงออกถึงการขัดขืนต่ออำนาจส่วนกลางที่เข้ามาในเมืองนั้น ๆ แม้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาทำได้ไม่สำเร็จและถูกลงโทษก็ตาม
📝 ARTICLE : 📕 ผู้มีบุญ x เงี้ยว🩸 จากที่เราได้ไปรู้จักพื้นที่เมืองอุบลผ่านการ Workshop ตามรอยเส้นทางผีบุญเมื่อไม่นานมานี้ได้ทำให้เราสนใจที่จะลองถอดรหัสทั้งสองเหตุการณ์นี้ว่าจริง ๆ แล้วมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันและสะท้อนให้เห็นทั้งด้านประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครองรัฐไทยจนถึงปัจจุบันอย่างไรบ้าง
เราในฐานะผู้เขียนขอใช้คำว่า 'ผู้มีบุญ' แทน 'กบฏผีบุญ' และใช้คำว่า 'เงี้ยว' แทน 'กบฏเงี้ยว' ตามหลักฐานทางวิชาการที่มีการศึกษาค้นคว้าเหตุการณ์ดังกล่าวโดยไม่ได้ตีตราว่าเป็นกบฏ เพราะความหมายของคำว่ากบฏคือไม่ต่างจากการผลักคนเห็นต่างไปอยู่ฝั่งตรงข้าม
ทั้งผู้มีบุญและเงี้ยวต่างมีที่มาและเหตุผลจากผลกระทบที่รัฐสยามจากส่วนกลางเข้ามาจัดระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาคหลังเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ที่ต้องเสียดินแดนจนรัฐส่วนกลางเริ่มมองว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะท้องถิ่นมีอำนาจจัดการตนเองมากเกินไปจนทำให้ภาพรวมของรัฐออกมาดูยังไม่เป็นเอกภาพ ระบบส่วนกลางในตอนนั้นจึงไม่ได้แค่รวมศูนย์ แต่ยังจำกัดอำนาจผู้นำท้องถิ่นอีกด้วย เช่น การเก็บภาษี ส่วยสาอากรต่าง ๆ ท้องถิ่นไม่ต้องเก็บ เดี๋ยวส่วนกลางจะส่งคนของเขามาดูแลเรื่องนี้เอง ทำให้ผู้นำท้องถิ่นได้รับผลกระทบคือรายได้ลดลงจนไม่พอเลี้ยงคนของเขา เพราะรัฐส่วนกลางให้เป็นเงินเดือนแทนซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ตอนมีอำนาจจัดเก็บภาษีเองแล้วลดลงไปหลายเท่า ผู้นำท้องถิ่นจึงรู้สึกว่าผลที่ตามมาเหล่านี้ไม่ยุติธรรมสำหรับเขา เพราะเขาต้องสูญเสียทั้งอำนาจ บารมี และรายได้ที่ต้องใช้หล่อเลี้ยงปากท้องตัวเอง ครอบครัว และทุกคนที่ทำงานให้กับเขา
และยิ่งคนจากส่วนกลางที่ถูกส่งเข้ามาจัดระเบียบและกำกับคนในท้องถิ่นโดยที่ไม่ได้ศึกษาหรือทำความเข้าใจกับบริบทพื้นที่นั้น ๆ ก่อนที่จะออกมาตรการ ข้อบัญญัติ หรือกฎหมายที่ส่วนกลางกำหนดให้เพื่อบังคับใช้กับท้องถิ่นเหมือนกันหมด คนท้องถิ่นก็จะยิ่งมองว่าคนพวกนี้ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงโดยไม่ฟังเสียงคนในพื้นที่เลย
📕🩸 และเมื่อความอดทนของคนถึงขีดจำกัด ระเบิดเวลาได้ปะทุ กลุ่มคนที่อดทนกับความไม่เป็นธรรมต่อไปไม่ไหวจึงออกมาแสดงพลังเพื่อส่งเสียงดัง ๆ ให้ได้ยินว่า กูไม่ไหวกับมึงแล้ว วันนี้ไม่มึงก็กูต้องตุยกันไปข้างหนึ่ง
การลุกฮือของผู้มีบุญเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.2444 ต่อด้วยคนเงี้ยวเมืองแพร่ในปีต่อมาคือ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2445 ทั้งสองเหตุการณ์จบลงเหมือนกันคือ เมื่อสยามส่งกองทัพมาปราบก็สู้ไม่ได้ พ่ายแพ้จนแกนนำถูกจับลงโทษ ประหารบ้าง เข้าคุกบ้าง เสียค่าปรับบ้าง หรือเนรเทศบ้าง
แต่ทั้งสองเหตุการณ์มีข้อค้นพบที่เหมือนกันหลายประการ ตั้งแต่การลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นคน และทวงคืนสิทธิ อำนาจการปกครองท้องถิ่นที่ไม่ควรถูกส่วนกลางพรากไปโดยไม่ถามคนในพื้นที่สักคำ
📕🩸 และเมื่อทั้งสองเหตุการณ์จบลงด้วยก่อการล้มเหลว ประวัติศาสตร์ส่วนกลางบันทึกว่าเป็น 'กบฏ' หรือ 'ขบถ' ทันที
และกลายเป็นคำที่ไม่ค่อยปรากฏในหนังสือเรียน จึงทำให้เกิดข้อสังเกตว่าประวัติศาสตร์บ้านเราดำรงมั่นคงอยู่ได้โดยไม่มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นเลยหรือ และเหตุการณ์ที่คล้ายกับก่อการกบฏ รัฐประหาร หรือสงครามกลางเมืองที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเรียนเหล่านี้ คู่ขัดแย้งมักจะเป็นคนระดับชนชั้นสูงด้วยกันเอง เช่น เจ้า vs เจ้า, เจ้า vs ขุนนาง แต่เราไม่ค่อยเห็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าปกครอง vs ราษฎรสามัญ ซึ่งเป็นข้อสงสัยชวนคิดเหมือนกันว่า มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเคยมีแต่ถูกใครก็ไม่รู้อุ้มหายเรื่องราวเหล่านี้ไปจากหน้าประวัติศาสตร์แล้ว
แต่หากมองในมุมคนเท่ากัน เหตุผลขั้นต้นที่คนเหล่านี้ต้องออกมา Take action หรือกระทำการลุกขึ้นสู้คือ คนมีอำนาจกำลังกระทำกับพวกเขาราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์ หากมีใครสักคนจะมองว่าสาเหตุขั้นต้นแท้จริงคือการคิดแบ่งแยกดินแดน ก็ต้องกลับไปถามคนก่อการอีกทีว่าส่วนกลางเข้ามาทำอะไรไว้ พวกเขาจึงคิดเช่นนั้น
เพียงแต่ว่าผู้คนในยุคนั้นยังไม่รู้จักคำว่า 'สิทธิมนุษยชน' คืออะไร รู้แค่เพียงหากถูกกระทำรุนแรง (ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดในยุคนั้นคือ ความรุนแรงทางร่างกายและวาจา) จนถึงขีดสุดเมื่อใด เมื่อนั้นเราก็ต้องโต้กลับบ้าง ไม่เช่นนั้นการกระทำเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาจนถูกส่งต่อเป็นวัฒนธรรม เช่น เขาใหญ่กว่าเรา เราต้องเชื่อฟังเขา โดยที่เขาไม่เคยถามเราเลยว่าโอเคหรือเปล่า
และการที่ประวัติศาสตร์ส่วนกลางมองข้ามสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์และกลุ่มคนเหล่านี้ ยังถือเป็นการส่งต่อ 'อคติ' ที่ก้าวข้ามความเป็นคนไปจนสิ้น
📕🩸 'กบฏ' กับ 'ผี' ผลผลิตทางถ้อยคำที่เกิดขึ้นจากอคติของผู้คน
หลังก่อการไม่สำเร็จ ทั้งสองเหตุการณ์ไม่เพียงถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ โดยเฉพาะผู้มีบุญที่ถูกเปลี่ยนวาทกรรมเป็น 'กบฏผีบุญ' จากความเชื่อและความเกรงกลัวของผู้คนในท้องถิ่นที่มีต่อ 'ผี' ที่หลังจากนั้นจะมีใครก็ตามที่คิดหรือทำอะไรแหกกรอบ แตกแถว หรือไม่เข้าพวก คนทางเหนือมักจะเรียกอย่างอคติว่าเป็น 'ผีบ้า' หรือแม้กระทั่งแพร่ที่เคยถูกเรียกว่าเป็น 'เมืองกบฏ' เพียงเพราะนิสัยใจคอคนแพร่ที่แตกต่างจากคนเหนือในอุดมคติ ก็เป็นผลที่เกิดจากการสร้างอคติทางประวัติศาสตร์เช่นกัน
📕🩸 นอกจากนี้ 'การต่อรองทางวัฒนธรรมเพื่อประนีประนอม' ก็เป็นข้อค้นพบจากการเรียนรู้ทั้งสองเหตุการณ์ด้วยเหมือนกัน
เราค้นพบประเด็นนี้จากบทสรุปของเงี้ยวเมืองแพร่คือ สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องประนีประนอม (Compromise) ให้แก่กันในบางเรื่องด้วยต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่เรียกว่า 'อำนาจต่อรอง' ที่สามารถเอื้อผลประโยชน์ให้แก่กันและกันได้
สยามอาจไม่ต้องการแตกหักกับล้านนาด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติ (พระองค์เจ้าดารารัศมี) และผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่อาจเกิดขึ้นกับสยาม โดยเฉพาะทรัพยากรสำคัญอย่างป่าไม้ที่สยามมองว่ายังจำเป็นต้องพึ่งพาล้านนาในเรื่องนี้อยู่มาก ในขณะที่หัวเมืองล้านนาเองก็มีความต้องการค้าขายหรือส่งออกสินค้าไปยังต่างแดน หากสยามกับล้านนาแยกออกจากกันจริงก็จะไม่เป็นผลดีต่อการค้าและเศรษฐกิจในท้องถิ่น ซึ่งยังไม่รวมถึงนโยบายพัฒนาการคมนาคมขนส่งอย่างครอบคลุมที่เริ่มเกิดขึ้นในบางภูมิภาคแล้ว เช่น ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ผู้มีบุญที่ท้องถิ่นมี 'พระ' สามารถสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐส่วนกลาง และสยามในขณะนั้นยังคงบอบช้ำจาก ร.ศ.112 หากกระทำการใดรุนแรงเกินไปอาจส่งให้ประเทศไทยในวันนี้ไม่มีภาคอีสานเลยก็ได้
📕🩸 'ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น' จึงเป็นสิ่งที่ผู้คนควรได้เรียนรู้เพื่อเข้าใจบ้านเขาและบ้านเราว่า เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่สร้างผลกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงต่อบ้านเราไม่เคยเกิดขึ้นอย่างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลรองรับนั่นเอง
👇 ข้อมูลอ้างอิงอยู่ที่ด้านล่างของโพสต์
🙏🩸 งานสื่อสารนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม "ร้านหนังสือ ผีบุญ และเรื่องเล่าจากพื้นที่" กิจกรรมส่งเสริมการเข้าถึงร้านหนังสืออิสระในภูมิภาคโดย TK Park อุทยานการเรียนรู้ ภายใต้โครงการสร้างเสริมระบบนิเวศหนังสือและการอ่านในภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย
#โลเคิลซะเป้ดท้องถิ่นซะป๊ะ #อีสานเป็นจังได๋ #อุบลราชธานี #ผีบุญ #กบฏเงี้ยว #แพร่ #กระจายอำนาจ #ท้องถิ่นจัดการตนเอง

26/07/2026

❝ ความรู้ต่ออดีตควรเป็นเรื่องที่ถูกท้าทายได้เสมอ
ทั้งจากการค้นคิด วิเคราะห์ และพบหลักฐานใหม่ๆ ❞
ความรู้ต่ออดีตควรเป็นความรู้ที่มีไว้สร้างเซลล์สมอง เพื่อความเติบโตทางปัญญา
ลองคิดดู… ถ้าปล่อยให้ประวัติศาสตร์หลายสำนวนหลายแบบ สามารถพูดกันได้หมด “แบกันบนโต๊ะให้หมด” ให้ทุกฝ่ายพูดได้ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเสนอมาทุกครั้งที่ลงมาพูดที่นี่)
แต่ห้ามบังคับให้เชื่อ ห้ามใช้อำนาจปิดกั้น ห้ามทำร้ายคนเสนอประวัติศาสตร์ที่ต่างออกไป ไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจ
พลังของประวัติศาสตร์แต่ละแบบที่จะผูกขาดสัจจะ จะลดลงไป เพราะจะยิ่งทำให้ผู้คนมีความสามารถจะพินิจพิเคราะห์ใช้วิจารณญาณของตนเอง
กลายเป็นว่า คนที่อ้างว่าประวัติศาสตร์แบบที่ตนยึดถือเท่านั้นที่เป็นสัจจะ เขาต้องปิดหูปิดตาตัวเองด้วย เพราะกลัวว่าพลังของประวัติศาสตร์นั้นจะลดทอนลงทุกที
การใช้อำนาจบังคับห้ามรู้ ไม่ว่าความรู้อะไร เกิดจากความอ่อนแอทางปัญญา ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ จึงต้องใช้อำนาจนอกเหนือปัญญามาช่วยค้ำจุน

⸻
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว โดยธงชัย วินิจจะกูล
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_904099

25/07/2026

🩸เงี้ยวไม่ใช่ผู้ร้าย

งานนี้มีเสริฟ 🩸ฉานนนนนนน
24/07/2026

งานนี้มีเสริฟ 🩸ฉานนนนนนน

สนับสนุน Lanner ซื้อเสื้อกบฏเงี้ยว ไปใส่กัน ปีนี้ครบรอบ 124 ปี แล้ว
24/07/2026

สนับสนุน Lanner ซื้อเสื้อกบฏเงี้ยว ไปใส่กัน ปีนี้ครบรอบ 124 ปี แล้ว

สนับสนุนการทำงานของ Lanner ผ่านการ PRE-ORDER เสื้อ Ngiao Rebellion T-Shirt | กบฏเงี้ยว
​
เสื้อยืดลายพิเศษที่ชวนมองเหตุการณ์ “กบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445” ผ่านมุมมองใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเรื่องเล่าของผู้แพ้หรือผู้ร้าย หากแต่เป็น ความทรงจำของท้องถิ่น ที่ถูกกลบไว้ใต้ประวัติศาสตร์กระแสหลัก พร้อมชวนตั้งคำถามว่า “ใครคือผู้เขียนประวัติศาสตร์?” และชวนมองความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทั้งการรวมศูนย์อำนาจ การลดทอนอัตลักษณ์ และการช่วงชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมของผู้คน
​
ผลงานชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Lanner และ นันนิชา ศรีวุฒิ ศิลปินชาวแพร่ ผู้หยิบภาพถ่ายของผู้ที่ถูกเรียกว่า "กบฏเงี้ยว" มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ พร้อมลบโซ่ตรวนออกจากร่าง เพื่อปลดปล่อยภาพแทนที่รัฐเคยสร้างให้พวกเขาเป็น "ผู้ร้าย" และเปิดพื้นที่ให้ความทรงจำของผู้ถูกกดทับได้กลับมาอยู่ในสายตาของผู้คนร่วมสมัยอีกครั้ง
​
👕 ราคา 399 บาท (รวมค่าจัดส่ง)
🎁 รับฟรีสติกเกอร์ 2 ดวง
​
🗓️ เปิด PRE-ORDER ตั้งแต่วันนี้-31 กรกฎาคม 2569
​
🚚 เริ่มจัดส่งตั้งแต่ 5 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
(หากสามารถจัดส่งได้เร็วกว่านี้ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง)
​
📩 สั่งจองได้ทาง Inbox เพจ Lanner และ Instagram: .news
​
#กบฏเงี้ยว #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน

ก่อนจะมาเป็น 🩸SHAN
24/07/2026

ก่อนจะมาเป็น 🩸SHAN

ปีนี้ครบรอบ 124 ปี
24/07/2026

ปีนี้ครบรอบ 124 ปี

ชวนรื้อฟื้นหลากพันธะความทรงจำร่วม 122 ปี กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ประวัติศาสตร์บาดแผลของคนเมืองแพร่ 🩸

คุณมีอารมณ์ความรู้สึก รับรู้และจดจำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้อย่างไร?

#เรื่องเล่ากบฏเงี้ยว

🩸24 กรกฎาคม 2569 ครบรอบ 124 ปี เหตุการณ์คณะผู้ก่อการกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ลุกฮือขึ้นปลดแอกอำนาจรัฐรวมศูนย์ ฉาน ขอสดุดีต่อผู้...
24/07/2026

🩸24 กรกฎาคม 2569 ครบรอบ 124 ปี
เหตุการณ์คณะผู้ก่อการกบฏเงี้ยวเมืองแพร่
ลุกฮือขึ้นปลดแอกอำนาจรัฐรวมศูนย์

ฉาน ขอสดุดีต่อผู้ต่อต้านขัดขืนความอยุติธรรมทุกหนแห่ง

ที่อยู่

สะเอียบ
Phrae

เบอร์โทรศัพท์

+66824449199

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Shan Spirit - เหล้ากบฏเงี้ยว โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Shan Spirit - เหล้ากบฏเงี้ยว:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่