01/08/2026
“ในฐานะที่ลุงทั้งเคยเป็นผู้บริจาค เคยทำโครงการรับบริจาค
รวมถึงเป็นคนที่ติดตามเรื่องการรับบริจาคขยะมาตลอด
ลุงขออนุญาตเขียนถึงเรื่องนี้แบบตรงๆ ในสิ่งที่หลายคนไม่เคยพูด
โดยไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายโครงการไหน หรือ หักหาญน้ำใจของผู้ใจบุญบริจาคทุกท่านจ้า”
“รับบริจาคขยะ”
พอเห็นคำนี้ปุ๊ปลุงเชื่อว่าคนไทยส่วนมากพร้อมกดไลก์ กดแชร์แล้วเตรียมขนขยะที่เก็บสะสมไว้แรมปีไปบริจาคทันที
ทุกครั้งที่ได้ส่งขยะไป เรามักจะรู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยโลก สบายใจที่ขยะที่เราไม่ต้องการอีกแล้วกลายเป็นของที่มีประโยชน์กับคนอีกกลุ่ม
ดู ๆ ก็ไม่มีอะไรใช่ไหม
แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า นี่เป็นวิธีที่ถูกแล้วเหรอ
เรากำลังแก้ปัญหาขยะจริง ๆ
หรือแค่ทำไปเพื่อความสบายใจเท่านั้น .
โครงการบริจาคขยะจำนวนมากจะมีภาพจำว่า
คุณจะได้ช่วยโลกลดขยะ แล้วขยะนั้นเอาไปสร้างประโยชน์ได้
มันทำให้คนรู้สึกดีหลงผิดว่าปัญหาขยะถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
ทั้งที่จริงปริมาณขยะที่คนไทยสร้างต่อปี ราว 27 ล้านตัน
แต่ยอดบริจาคขยะที่ได้ รวมทุกโครงการ อาจจะมีเพียงหลักร้อยตัน
หรือไม่ถึง 0.004% ของปัญหาทั้งหมด
เมื่อเทียบกับปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจริงตัวเลขมันคนละเรื่องกันเลย
การฝากความหวังไว้กับการบริจาคจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปริมาณขยะในภาพรวมได้
นอกจากนี้การบริจาคขยะยังตามมาด้วยต้นทุนแฝงที่แทบจะไม่มีใครพูดถึงนั่นก็คือ ต้นทุนคาร์บอนในการขนส่งแต่ละครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทางไปรษณีย์ หรือจุดดรอปต่าง ๆ
การเดินทางของขยะทุกครั้งล้วนกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกส่วนเพิ่มจากระบบการจัดการขยะปกติ
รวมถึงต้นทุนทางด้านการเงินของทั้งผู้บริจาคและของแต่ละโครงการเอง
ต้องเข้าใจก่อนว่าขยะส่วนใหญ่ที่เปิดรับบริจาค
หลายตัวไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
การที่จะทำให้มันไปต่อได้ บางครั้งก็เป็นการใส่เงินเข้าไปตรง ๆ
ทั้งเงินค่าส่ง และ ค่าจัดการ
ซึ่งหลายเจ้าก็แทบเอาตัวไม่รอดจากต้นทุนที่ต้องแบกรับ
และก็มีหลายโครงการที่ต้องปิดตัวไปเพราะเงินทุนสนับสนุนหมด
แถมหลายครั้งโครงการบริจาคทำให้การส่งต่อขยะเป็นเรื่องง่าย ๆ
จนเกิดจากความเข้าผิดในการจัดการที่ถูกต้องของตัววัสดุ
ยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อเรื่อง การนำอลูมิเนียมอะไรก็ได้ไปหลอมทำขาเทียมโดยตรง ทั้งที่ปัจจุบันใช้คนละวัสดุแล้ว
หรือการแยกถุงพลาสติกยืดที่ใช้ได้ หรือไม่ได้
เพราะการบริจาคไม่ได้คัดกรองความถูกต้องของวัสดุ
บริจาคแล้ว คือ จบ
ต่างจากระบบขายขยะซึ่งคนรับซื้อจะไม่ยอมเสียเงินซื้อของที่แยกมาผิด ๆ แน่ ๆ
สุดท้ายบางครั้งการบริจาคจึงกลายเป็นการโยนภาระขยะที่ไม่ต้องการไปให้ปลายทางจัดการต่อแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
คนบริจาคเองจึงต้องเข้าใจวัสดุด้วย ต่อให้เป็นการบริจาค ต้นทางก็ควรแยกให้ถูก ไม่ใช่ผลักภาระให้ปลายทางมาคัดใหม่ทั้งหมด การบริจาคขยะควรเป็นเครื่องมือที่ทำให้คน “อยากแยกขยะมากขึ้น” ไม่ใช่เอาทุกอย่างใส่ถุงแล้วส่งไปให้คนอื่นจัดการแทน
ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างจากการทิ้งรวม เมื่อโครงการระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าขยะที่เขาต้องการคืออะไร ก็ควรส่งมาตามนั้น
ย้ำอีกครั้งว่ารับบริจาค ไม่ใช่ที่ฝากทิ้งขยะจ้า
อีกปัญหานึงคือ โครงการรับบริจาคแบบทำเอาหน้า ทำตามงบ
จบแล้วก็จบไป โครงการรับบริจาคขยะแบบเฉพาะกิจนี้
ทำให้คนที่ไม่รู้ ยังคงแยกขยะบางชนิดต่อไปทั้งๆ ที่ไม่มีปลายทางแล้ว
โครงการรับบริจาคควรมีความต่อเนื่อง
ไม่ใช่ทำตามงบ พองบหมดก็จบกัน แต่ต้องมีระบบรองรับระยะยาวด้วย ปลายทางก็ต้องมีโรงงานรีไซเคิลหรือกระบวนการที่ชัดเจน
และควรประเมินปริมาณที่ต้องการจริงๆ ตั้งแต่แรกเพราะขยะมันเยอะมาก
ถ้ามัน mass ขึ้นมาโครงการเองจะรับไม่ไหว
สุดท้ายการบริจาคขยะเป็นเรื่องดีและน่าชื่นชม
อย่างน้อย ๆ ขยะก็ยังมีที่ไป ดีกว่าไปการฝังกลบ แต่อย่าลืมตั้งคำถามและแก้ปัญหาขยะที่ต้นเหตุ เพื่อให้ระบบมันทำงานได้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพาแค่ความปรารถนาดีของประชาชนอย่างเดียวอีกต่อไป