สวนมรรคง่าย

สวนมรรคง่าย มรรค ง่าย สวนเราเกิดจากความ มรรคง่าย
มรรคง่าย เพื่อเข้าถึง ความจริงอันประเสริฐ

03/08/2025

หลายครั้งที่เราตั้งคำถามกับโลก
พยายามแสวงหาความหมายจากภายนอก
ศึกษาแนวคิด อ่านหนังสือ
ค้นหาคำตอบในผู้คนและสถานการณ์
แต่ลืมไปว่า…คำตอบที่ลึกที่สุด อาจไม่เคยอยู่ไกลจากเราเลย
เพราะปัญญาที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากความรู้รอบโลก
แต่เริ่มจาก ความรู้รอบ “ใจ” ของเราเอง
การรู้จักตนเอง…
ไม่ได้แปลว่าเราต้องเข้าใจทุกซอกทุกมุมของความคิด
แต่คือการกล้ายอมรับทั้ง “แสง” และ “เงา” ในตัวเรา
กล้าดูความกลัว ความโกรธ ความอิจฉา
หรือแม้แต่ความว่างเปล่าในใจ
โดยไม่หลีกหนี หรือพยายามปฏิเสธ
เมื่อเรากล้ามองดูตัวเองอย่างซื่อสัตย์
แม้จะมีบางอย่างที่ไม่สวยงาม
เราจะเริ่มเห็น…
ว่าทุกอารมณ์ ทุกบาดแผล ทุกความเปราะบาง
ล้วนคือ “ครู” ที่กำลังพาเราเติบโต
ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการก่อร่างสร้าง “ปัญญา”
เพราะการรู้จักตนเอง คือ
การรู้ว่าอะไรเป็นของเรา…และอะไรไม่ใช่
การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด…และเมื่อไหร่ควรก้าว
และการรู้ว่า…เราสามารถเลือก “ตอบสนอง”
ต่อชีวิตได้อย่างมีสติ
โลกภายนอกมีความรู้มากมาย
แต่หากเราไม่รู้จักตัวเอง
ความรู้เหล่านั้นอาจกลายเป็นเพียง “ข้อมูล”
ที่ไม่มีวันกลายเป็น “ปัญญา”
เมื่อเรารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง
เราจะไม่ต้องดิ้นรนเพื่อเป็นใคร
ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อไปให้ถึงไหน
เพราะเพียงแค่เรา “อยู่กับตัวเองได้อย่างแท้จริง”
ก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีชีวิต
“Knowing yourself is the beginning of all wisdom.”
| Aristotle

05/07/2025
24/04/2025

📣 กลับมาแล้วกับ Roots Incubation Program เข้าสู่รุ่นที่ 5!
โปรแกรมสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มีใจอยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิด 💚
สมัครได้เลยตั้งแต่วันนี้ – ถึง 23 พฤษภาคมนี้เท่านั้น!
หากคุณรู้สึกว่าการทำงานในเมืองใหญ่ ไม่ใช่คำตอบของชีวิต
หรืออยากเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้กับชุมชนที่คุณรักแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง…
ชวนคุณกลับบ้าน ไปเติบโตในแบบที่ “ยั่งยืน” 🌱
ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่จะพาคุณเข้าใจตนเอง เข้าใจรากของพื้นที่
และพัฒนา “ธุรกิจเพื่อชุมชน” ที่ดูแลทั้งคนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
🌀 ปีนี้เรามากับแนวคิด Regenerative Local Entrepreneur
รู้ราก – รู้ตน – รู้ชุมชน
สร้างธุรกิจเพื่อผู้คนอย่างยั่งยืน ฟื้นฟูพื้นที่ และเติบโตอย่างไม่เบียดเบียนธรรมชาติ
เรียนรู้ผ่าน 5 หัวข้อหลัก
1. Discovering Yourself – เข้าใจตัวเองก่อนเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก
2. Creative Local – ค้นหาศักยภาพของชุมชนผ่านวัฒนธรรมและธรรมชาติ
3. Creating Impact – เข้าใจผลกระทบที่เกิดขึ้น และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างแท้จริงที่แท้จริง
4. Purpose-driven Business Model and Branding – บ่มเพาะไอเดียให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจน
5. Community Engagament and Leadership – เป็นผู้นำที่ชุมชนต้องการอย่างแท้จริง.

รายละเอียดโครงการ
⛰️พิเศษสุดๆ ในปีนี้เราจะได้ปฐมนิเทศและทำความรู้จักตนเองท่ามกลางธรรมชาติ ที่ The SOULITUDE Holistic Art เชียงดาว ในวันที่ 27-29 มิถุนายน 68
📍 อบรมด้านการทำธุรกิจและสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ณ Slowcombo สามย่าน วันที่ 6-7 ก.ย. 68
📆 รวมกิจกรรมเวิร์กชอป Online (บางเสาร์หรืออาทิตย์ ตามกำหนดการ)
📍 ระยะการอบรมเริ่มตั้งแต่ 27 มิถุนายน - 4 ตุลาคม 2568
ไม่ว่าคุณจะสมัครคนเดียว หรือจะมาทั้งทีม (ไม่เกิน 3 คน) ก็ยินดีต้อนรับเสมอ!
และสำหรับผู้ที่มีไอเดียโดดเด่น 15 ทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการและมีความมุ่งมั่นตั้งใจตลอดระยะเวลาการอบรมจะได้แสดงผลงานและนำเสนอต่อสาธารณะในวัน Pitching Day ที่ Slowcombo สามย่าน เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดไอเดียต่อไป
👉 สมัครเลยที่ >> https://forms.gle/JcoXG9jCQU58hDiw5
อย่าปล่อยให้คำว่า “กลับบ้านเกิด” เป็นแค่ฝัน
เพราะคุณสามารถทำได้จริง 💪
รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านต่อใน comment ได้เลยนะคะ 🤍



#กลับบ้านไปเติบโต
#ธุรกิจเพื่อชุมชนยั่งยืน

15/04/2025

ข้อคิดจากหนังสือ
อร่อยลวงตาย

1. ร่างกายเราคือสนามรบของอุตสาหกรรมอาหาร

ในโลกยุคใหม่ ร่างกายไม่ได้เป็นเพียงร่างกาย แต่เป็นพื้นที่เป้าหมายของกลยุทธ์การตลาด การวิจัยพฤติกรรม และสารสังเคราะห์หลายร้อยชนิด อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไม่ได้แค่ขาย “อาหาร” แต่ขาย “นิสัยใหม่” ที่เปลี่ยนเคมีในสมองเราให้เสพติดอย่างแยบยล เมื่อเรารู้ตัวอีกที เราก็กลืนความสะดวกเข้าไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน—ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวเลย

2. สิ่งที่อยู่ในจานของเรา
อาจไม่ใช่ “อาหาร” จริงๆ อีกต่อไป

หนังสือชวนให้เรามองลึกไปกว่าฉลากอาหาร สู่ความจริงว่าอาหารหลายอย่างในซูเปอร์มาร์เก็ตคือ “สิ่งจำลองอาหาร” ที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนกินได้ แต่มันคือการรวมตัวของแป้ง น้ำตาล ไขมันทรานส์ สารปรุงแต่ง และกลิ่นสังเคราะห์—ไม่มีร่องรอยของธรรมชาติให้จับต้อง เราไม่ได้กินเพื่ออิ่มอีกต่อไป แต่กินเพื่อไล่ตามรสชาติที่ถูกออกแบบมาให้ไม่มีวันพอ

3. อาหารแปรรูปเปลี่ยนสมองของเราให้คิดต่าง
และอยากมากขึ้น

ผู้เขียนเปิดเผยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ารสสัมผัสจากอาหารแปรรูปกระตุ้นสมองในจุดเดียวกับยาเสพติด เรากินช็อกโกแลตแท่งแล้วรู้สึกดีชั่วครู่ แต่ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกดีนั้นคือกลไกเดียวกับการเสพติดนิโคตินหรือโคเคน มันไม่ใช่แค่การ “เลือกกิน” แต่เป็นการถูกฝึกให้ “หยุดไม่ได้” จากระบบประสาทของตัวเอง

4. ความสะดวกคือกับดักที่แสนอร่อย

อาหารแปรรูปมาในรูปแบบที่เปิดซองปุ๊บ กินได้ปั๊บ—และเราเรียกมันว่า “ทันสมัย” แต่ในความทันสมัยนั้น เรากำลังค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการรู้จักอาหารที่แท้จริง สูญเสียวัฒนธรรมการทำกับข้าว และความเข้าใจในร่างกายตัวเอง ความสะดวกคือมีดโกนคมที่ตัดขาดเราจากสิ่งที่เราเคยควบคุมได้

5. ร่างกายไม่ได้แค่เปลี่ยนแปลง
แต่มันกำลังร้องขอให้เราหยุด

หนังสือเล่าเรื่องราวของโรคอ้วน ภาวะเบาหวาน และความผิดปกติของระบบย่อยอาหารที่เกิดขึ้นทั่วโลก—ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา แต่ด้วยระบบ ร่างกายที่เต็มไปด้วยอาหารแปรรูปคือร่างกายที่มีการอักเสบเรื้อรังแบบไร้เสียง เต็มไปด้วยความอ่อนล้า ความเครียด และระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดจังหวะ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากภายในที่พยายามบอกเราว่า “หยุดก่อน”

6. การกลับไปกินอาหารธรรมดา
คือการปฏิวัติเล็กๆ ที่ทรงพลัง

แม้โลกจะหมุนด้วยความสะดวกและความเร็ว แต่การเลือกกินอาหารธรรมชาติคือการทวนกระแสอย่างสง่างาม มันคือการบอกกับอุตสาหกรรมว่า “ฉันเลือกสุขภาพมากกว่าความเสพติด” คือการบำรุงตัวเองจากภายใน และทำให้ร่างกายกลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเราอีกครั้ง

สั่งซื้อเล่มนี้
Shopee : https://s.shopee.co.th/7fMLppajkw
Lazada : https://s.lazada.co.th/s.vB4Dr?cc

08/02/2025

“งานของเด็กคือการเล่น”

1. ทำไมเด็กต้องเล่น

Play is the work of Childhood.
Play is the answer to how anything news come about.
​​Jean Piaget 1896-1980

a. เด็กต้องตั้งใจเล่นจนถึงอายุกี่ปี

เด็กจะเล่นด้วยตัวเองไม่มีใครบังคับตามช่วงพัฒนาการ พัฒนาการที่สำคัญมี 2 ช่วง คือ ช่วงอายุ 2-3 ปี และช่วงอายุ 4-5 ปี ซึ่งอิริคสันเรียกว่าเป็นวัยพัฒนาด้วยตัวเอง (Autonomy) และริเริ่มสิ่งใหม่ (Initiation) ตามลำดับ ที่เราไม่ต้องบังคับให้เล่นเพราะที่แท้แล้วการเล่นเป็นหน้าที่คือ function

ที่อายุ 2-3 ขวบ และ 4-5 ขวบนี้ เด็กตื่นเช้ามาเพื่อเล่นจริงๆ ไม่มีภารกิจอื่น

b. ประโยชน์ของการเล่นคืออะไร

ที่อายุ 2-3 ขวบอันเป็นวัย Autonomy หมายความว่าเด็กจะพัฒนาความสามารถบางประการขึ้นมาได้เองโดยอัตโนมัติ ที่สำคัญต่อการเล่นคือกล้ามเนื้อใหญ่ที่ใช้ในการเคลื่อนไหวอย่างหยาบ เรียกว่า gross motor ได้แก่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของแขนขา รวมทั้งคอ เด็กลุกเดิน วิ่ง ปีน กระโดด เตะ ตี ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอใครสอน การวิ่งเล่นและปีนป่ายจึงเป็นการเล่นพื้นฐาน พวกเขาอยากทำและทำได้เอง ประโยชน์พื้นฐานคือพัฒนากล้ามเนื้อ ซึ่งสำคัญ กล้ามเนื้อใหญ่ที่ดีคือพื้นฐานของการทำงานประสานมือ-สายตา hand-eye coordination ตาจับ มือขว้างไป ถูกเป้าอย่างแม่นยำ หากกล้ามเนื้อใหญ่ไม่ดี ปาอย่างไรก็ไม่ถูก โตไปขับรถก็ชน เหยียบเบรกแรงก็คว่ำ

ที่อายุ 4-5 ขวบอันเป็นวัย Initiation เด็กจะพัฒนากล้ามเนื้อส่วนที่ไกลออกไปจากศูนย์กลางมากขึ้น นั่นคือมือและนิ้วมือ ทั้ง 10 นิ้ว ที่ใช้ในการเคลื่อนไหวอย่างละเอียด เรียกว่า fine motor ได้แก่กล้ามเนื้อมัดเล็กของนิ้วมือ ซึ่งนับรวมทั้ง 2 ข้างมีประมาณ 100 มัดแล้วแต่วิธีนับ จะเห็นว่าเป็นส่วนที่ละเอียดมากและเป็นส่วนที่ทำให้คนต่างจากวานร (ape ลิงไม่มีหาง) คนสร้างเครื่องมือ (instrument) ได้เพราะมีนิ้วมือที่ใช้การได้ทุกทิศทางในขณะที่วานรทำไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้นิ้วหัวแม่มือแตะปลายนิ้วทั้งสี่ เรียกว่า opposition วัยนี้จึงเป็นวัยที่เด็กเริ่มลดความสนใจของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ลงเล็กน้อยแล้วพุ่งความสนใจไปที่กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ห่างออกไป คือนิ้วมือ การเล่นที่เด็กควรได้รับการส่งเสริมจึงเป็นเรื่องการเล่นดิน ทราย โคลน ระบายสีอย่างเสรี ปั้นดินน้ำมันอย่างเสรี ฉีก ขยำ ปะ กระดาษ เล่นบล็อกไม้ ฯลฯ เล่นมาก ใช้นิ้วมือ 10 นิ้วมาก การเคลื่อนไหวอย่างละเอียดยิ่งละเอียดมาก การประสานมือ-สายตาเฉียบคม
นิ้วดี สมองดีตาม

ประโยชน์ของการเล่นที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดมี 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 คือพัฒนาการของวิธีคิด ระหว่าง 2-7 ขวบอันเป็นช่วงวัยที่เพียเจต์เรียกว่า pre-operation เด็กจะพัฒนาลำดับชั้นของวิธีคิดมากมาย เป็นขั้นเป็นตอน ได้แก่

Assimilation & Accommodation
Juxtaposition
Self-centered
Animism
Magical Thinking
Phenomenalistic Causalty
Symbolization
Space & Time
1-2-3 Dimension
Placement & Displacement
Conservation
Decentration
Reversibility
Grouping &Ordering
Hierrachy Classification &Seriation
และ Concrete Operation
(อ่านเลี้ยงลูกให้ได้ดี 1-100 เล่ม1)

ส่วนที่ 2 คือ พัฒนาการของ Executive Function หรือ EF คือความสามารถระดับสูงของสมองที่ใช้ในการควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ

Self Control
Working Memory
และ Cognitive Flexibility

เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบแล้วละเลยคือเวลาที่เด็กจะพัฒนาความสามารถเหล่านี้มีเวลาวิกฤต critical period ในตัวของมันเอง นั่นคือประมาณก่อนอายุ 9 ขวบ คือเวลาที่สมองของมนุษย์จะเริ่มกระบวนการ synaptic pruning คือสลายจุดเชื่อมต่อประสาทที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือฝึกปรือ กระบวนการนี้ไปสิ้นสุดที่อายุประมาณ 15 ปี นั่นหมายความว่าหากเรามิได้ให้เด็กเล่นมากพอ เขาอาจจะไม่เหลือวิธีคิดหรือวงจรประสาทที่รองรับวิธีคิดเหล่านี้อีก

พัฒนาการหลายเรื่องนี้ เกิดจากการเล่น มิได้เกิดจากการเกณฑ์เข้าห้องเรียนหนังสือ


c. การเล่นมีข้อเสียหรือไม่ การเล่นแบบไหนที่พ่อแม่ต้องเริ่มสังเกตและเฝ้าระวัง

การเล่นไม่มีข้อเสีย เพราะการเล่นคือภารกิจ การเล่นคือการทำงาน และเด็กสร้างโลกด้วยการเล่น ไม่แม้กระทั่งเสียเวลา การใช้เวลาที่คุ้มค่าที่สุดกับเด็กคือการเล่น

แน่นอน เด็กมีภารกิจอื่นอยู่บ้าง เช่น กินข้าวตรงเวลา อาบน้ำแปรงฟันให้เรียบร้อย เข้านอนตรงเวลา ดังนั้นการบริหารเวลาเป็นเรื่องที่เด็กๆควรได้รับการฝึก แต่ลำพังเรื่องการเล่นมิได้มีข้อเสียในตัวของมันเอง

แม้แต่เรื่องการปีนที่สูง การปีนที่สูงมีประโยชน์ต่อพัฒนาการหลายเรื่องแม้กระทั่งสมอง ดังนั้นแต่ละบ้านจึงเป็นผู้ชั่งน้ำหนักและตัดสินใจว่าเรายินยอมให้เด็กรับความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่ายิ่งสูงยิ่งเสี่ยง แต่สมองก็พัฒนาได้มากด้วย

2. สมดุลของการเล่นและวิชาความรู้คือเท่าใด และหากเกิดสมดุลที่ผิดเพี้ยน จะส่งผลอย่างไรต่อเด็กบ้าง

หากคำว่า วิชา หมายถึงวิชาตามตารางสอน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย คำว่า ความรู้คือหลักสูตรที่ส่วนกลางกำหนด สองสิ่งนี้ไม่มีความหมายอะไรในโลกยุคใหม่ ไม่มีสมดุลอะไรให้รักษา การเล่นมาก่อนเสมอ เพราะการเล่นช่วยให้เด็กพัฒนาสมองที่ดีกว่า ด้วยสมองที่ดีกว่า ไม่คับแคบเพราะเอาแต่เรียนรายวิชาแล้วท่องจำความรู้ตามหลักสูตร สมองจะคิดวิเคราะห์ได้ดีกว่า และสมองจะใช้เครื่องมือไอทีได้ดีกว่าด้วย อย่าลืมว่าความรู้อยู่ในไอที หาให้เป็น วิเคราะห์ให้ได้ คือใช้การได้

3. การเล่นมีหลักการไหม เล่นแบบใดจึงจะมีประโยชน์กับตัวเด็กมากที่สุด พ่อแม่ต้องตั้งจุดประสงค์ให้การเล่นของลูกทุกครั้งหรือไม่ งานบ้านถือเป็นการเล่นไหม

การเล่นมีหลักการ 1 ข้อคือสนุก ไม่สนุกก็เลิกเล่น
การเล่นมีองค์ประกอบ 1 ข้อคือเป้าหมาย การเล่นทุกชนิดมีเป้าหมาย ส่วนใหญ่คือเล่นให้ชนะ หรือหากเป็นการเล่นคนเดียวก็เล่นให้ถึงเป้าหมาย

เช่น เล่นหมากเก็บ มีเป้าหมายคือชนะ ต่อจิ๊กซอว์ มีเป้าหมายคือต่อสำเร็จได้รูปสุดท้ายที่กำหนดไว้ คือ convergent intelligence ต่อบล็อกไม้หรือเลโก้ มีเป้าหมายคือต่อสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้ซึ่งอาจจะปรับเปลี่ยนได้กลางทางหรือลื่นไหลไปมา คือ divergent intelligence

ตามทฤษฎี พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องตั้งจุดประสงค์ของการเล่น เพราะการเล่นที่ดีที่สุดคือการเล่นอย่างเสรี นั่นคือเด็กเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย กติกา และวิธีเล่นเอาเอง การละเล่นแบบนี้มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นคือเด็กได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า เจตจำนงเสรี free will ไปพร้อมๆกับกำหนดเป้าหมาย target ความสามารถกำหนดเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า Executive Function หรือ EF อันเป็นความสามารถระดับสูงของสมอง คือทักษะสมองเพื่อชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

งานบ้าน ถ้าสนุก คือการเล่น ดังนั้นเราควรฝึกเด็กทำงานบ้านตั้งแต่ปฐมวัย คือวัยที่หลอกเด็กทำงานได้ง่าย พวกเขามักเริ่มต้นด้วยการเล่นไปทำไปอย่างสนุกสนาน แน่นอนว่างานบ้านจะเปลี่ยนเป็นยาขมที่ไม่สนุกในเวลาต่อมา ซึ่งควรกำหนดเวลาให้ทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป็นพัฒนาการของนิ้วมือและสมองที่ดีต่อจากการเล่น

4. เล่นกับลูกไม่เป็น ทำยังไงดี ซื้อของเล่นแบบไหนดี ขอให้หมอเลือกของเล่น 3 ชิ้นที่คิดว่าจำเป็นที่สุดสำหรับเด็ก

เป็นความจริงที่ว่าของเล่นที่ดีที่สุดคือตัวเป็นๆของพ่อแม่เอง ดังนั้นต่อให้คุณพ่อคุณแม่เล่นไม่เป็น หรือเหนื่อยจากงานแสนสาหัสอยากนอนมากกว่าเล่น คำแนะนำคือนอนในห้องเล่นหรือลานเล่นของลูก เพราะเด็กจะปีนร่างกายของท่านเองต่างภูเขา ท่านสามารถเป็นยักษ์ขี้เซาหลับไม่ตื่นอย่างไรก็ได้ ขอเพียงท่านอยู่และไม่ดุ เขาจะจัดการเอง เด็กจะหาวิธีเล่นได้ทุกครั้งไป

การเล่นที่ดีที่สุดอีกข้อคือการเล่นบทบาทสมมติ role play ซึ่งจะพัฒนาการใช้ภาษาได้ดีมาก language development อย่างมากที่สุดคือใช้มือเปล่าเล่น สมมตินั่นนี่ขึ้นมาจากอากาศ ไม่ว่าจะเป็นตะหลิวทำกับข้าว หูฟังของคุณหมอ ชอล์คเขียนกระดานของคุณครู เป็นต้น น้อยกว่านี้คือคว้ากิ่งไม้มาต่างตะหลิว ฉีกกระดาษมาต่างผัก เอาขวดโค้กมาต่างขวดน้ำปลา เป็นต้น ถัดจากนี้จึงเป็นเครื่องเล่นสำเร็จรูป เช่น ชุดทำครัว ชุดคุณหมอ ชุดต่อทางรถไฟ เป็นต้น

สมมติว่ามีเงิน และอยากจ่าย ของเล่น 3 ชิ้นนี้น่าจะคุ้มค่ามากที่สุด
ชุดระบายสีน้ำหรือสีเทียน มีติดบ้านไว้อย่าได้ขาด
ชุดปั้นดินน้ำมัน หรือชุดปั้นที่ทำจากวัสดุอื่นที่ไม่มีพิษ
ชุดต่อบล็อกไม้ดีๆสักชุด หรือชุดต่อเลโก้ที่เป็นแบบรูปทรงอิสระ

ทั้งสามประการพัฒนาทุกอย่าง กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อนิ้วมือ การประสานมือ-สายตา พัฒนาสมอง คือ EF และการคิดวิเคราะห์ ยิ่งไปกว่านั้นคือใช้ระบายความเครียด ความคับข้องใจ ความคับแค้น ที่เด็กไม่สามารถระบายออกด้วยคำพูด การระบายสีอย่างเสรี ปั้นอย่างเสรี และต่อบล็อคหรือเลโกอย่างเสรี แล้วทำลายทิ้ง ดีมาก แถมท้ายด้วยกองทรายสักกอง การเล่นบนกองทรายระบายความก้าวร้าวได้ดี

5. ลูกเล่นไม่หยุดหย่อน พ่อแม่เหนื่อยแล้วไม่ไหวแล้ว จัดการอย่างไร

เราบริหารเวลา เป็นงานของพ่อแม่ หากบริหารด้วยปากไม่ได้ ใช้เครื่องมือช่วยได้ เช่น การทำตารางกิจวัตรประจำวันและวางนาฬิกามีเข็มให้ลูกดู ลูกจะ “มองเห็น” เวลาแล้วควบคุมตัวเองได้ ส่วนพ่อแม่ที่เหนื่อยแล้วทำได้ 3 อย่าง ก อดทนต่อไป ข กินกาแฟดำ 3 นอนหลับใกล้ๆลูก
การเล่นบนกองทรายเป็นการเล่นที่หลอกเด็กได้นาน พ่อแม่นั่งหลับข้างๆได้

การพาลูก “เดินเล่น” ไปตามสถานที่ที่โล่งกว้าง ไม่มีกฎระเบียบ ไม่มีข้อห้าม เดินไปเรื่อยๆ เดินไปด้วยกัน เป็นอีกวิธีที่เหมาะกับพ่อแม่ที่ขี้เกียจเล่นและมีประโยชน์สูง

6. พ่อแม่ไม่มีเวลาเล่นกับลูก จัดการอย่างไร

คำว่าไม่มีเวลาขึ้นกับการให้ความสำคัญ เรื่องที่เราให้ความสำคัญเราจะมีเวลาจนได้เสมอ พ่อแม่ทุกบ้านมีเวลา 24 ชั่วโมง ท่านจะให้เวลานี้กับอะไรเท่านั้นเอง ก เงิน ข งาน ค ดูฟุตบอล ง เล่นกับลูก ทุกคนมีสิทธิเลือกและรอใช้ทุนคืนหากเลือกผิด

โดยทั่วไป การจัดลำดับความสำคัญ priority setting จะเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรฝึก จัดถูก ได้ทั้งหมด จัดผิด เสียทั้งหมด เช่น ถ้าเอาข้อ ง เล่นกับลูกขึ้นก่อน ลูกได้ดีทุกช่วงชั้นพัฒนาการ แม้รายได้จะน้อยลงแต่รายจ่ายจะน้อยลงมากกว่าเพราะลูกไม่ก่อกวนและไม่สร้างปัญหา เมื่อลูกไปได้ดี เราสบายใจกลับอุทิศตัวให้แก่งานได้ดี เรื่องดูฟุตบอลเป็นของง่ายที่สุด

ในทางตรงข้าม ไม่เล่นกับลูก ลูกพัฒนาการช้าทั้งสมองและจิตใจ ไม่มี EF ออกนอกลู่นอกทาง เงินที่ได้ก็เอาไปจ่ายค่าชดใช้ความเสียหายในตอนท้ายหรือค่าประกันตัวออกจากโรงพัก ใจที่ไม่สงบไม่มีวันทำงานให้ดีได้

7. คนที่ช่วยเลี้ยงลูกชอบให้เล่นจอต่าง ๆ ทำอย่างไรดี

เปลี่ยนคน เปลี่ยนไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบคนที่ใช่ แล้วให้โบนัส

8. ดนตรี ศิลปะ กีฬา ต้องเริ่มต้นเรียน/เล่นเมื่ออายุกี่ปี ทำไม

เมื่อพัฒนาการมาถึงเวลาที่ใช่คือเรียนได้ นั่นคือประมาณ 4-5 ขวบเมื่อกล้ามเนื้อนิ้วมือเริ่มแข็งแรงขึ้นและเขาเองที่สนใจอยากใช้นิ้วมืออย่างมากที่สุด อย่างไรก็ตามขึ้นกับประเภทของดนตรี กีฬา ศิลปะด้วย รวมทั้งความสามารถของครูด้วย

9. ทำไมเวลาลูกเล่นกับคนอื่นแล้วไม่มีปัญหาเลย พอเล่นกับพ่อแม่แล้วงอแง เอาแต่ใจ

เพราะพ่อแม่เป็นเสาหลักของพัฒนาการ เป็นจุดออริจิน origin มนุษย์พัฒนาไปโดยใช้เสาหลักหรือจุดออริจินเป็นตัวตั้งต้น ระหว่างทางที่พัฒนาไป จะมีหรือไม่มีอุปสรรค เขาจะหันกลับมาทดสอบความแข็งแรงของเสาหลักเสมอ ต่อย เตะ ถีบ หากพบว่าเสาหลักแข็งแรง มั่นคง เป็นของแท้ มิใช่สินค้าเลียนแบบ เขาจึงจะวางใจ trust กลับหลังหันแล้วพัฒนาต่อไป

มนุษย์คนอื่นไม่ใช่เสาหลัก แค่ทางผ่านหรือตัวประกอบ เป็นของใช้แล้วทิ้ง


คำถามโดย ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

29/01/2025

#ดาวน์โหลดฟรี #หนังสือดีสำหรับครูปฐมวัย

หนังสือชุด “ครูปฐมวัยหัวใจใหม่”
คู่มือสำหรับครูปฐมวัย พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ซึ่งถอดจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของทีมครูอนุบาลโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่มีเป้าหมายของการจัดการศึกษามุ่งพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม ทั้งทางด้านจิตใจ (Heart) พฤติกรรม (Hand) และสติปัญญา (Head) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วยหนังสือ ๓ เล่ม ได้แก่
เล่มที่ ๑ ครูนักสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) : บอกเล่าถึงความสำคัญ ทำไมครูต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้? พื้นที่การเรียนรู้นี้ดีกับเด็กอย่างไร? แล้วดีกับครูอย่างไร? สภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะช่วยหล่อหลอมพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้? พร้อมแนะ How to การสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ทั้งพื้นที่ในวิถีกิจวัตร พื้นที่ในห้องเรียน และพื้นที่นอกห้องเรียน
เล่มที่ ๒ ครูนักออกแบบการเรียนรู้ (Teacher as a Learning Designer) : ชวนครูมองว่าทำไมครูต้องออกแบบการเรียนรู้ การที่ครูออกแบบหรือไม่ออกแบบการเรียนรู้นั้น ส่งผลกับครูและเด็กอย่างไร การเรียนรู้แบบไหนที่โดนใจเด็ก แล้วทำอย่างไรครูจึงจะออกแบบการเรียนรู้ที่โดนใจเด็กได้
เล่มที่ ๓ เมื่อครูมองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็ก (Visible Learning) : เด็กปฐมวัยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าครูมีสายตามองเห็นสภาวะการเรียนรู้ของเด็กที่เกิดขึ้น แล้วพาเขาขยายการเรียนรู้จากเรื่องที่เขากำลังสนใจ จะทำให้การเรียนรู้ของเด็กผลิบานอย่างน่ามหัศจรรย์
หนังสือชุด “ครูปฐมวัยหัวใจใหม่” ทั้งสามเล่มนี้เป็นสื่อใน “โครงการสื่อสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม ระยะที่ ๒ (แม่ครูหัวใจใหม่)” โดยความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สถาบันอาศรมศิลป์ และมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ครูปฐมวัย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องกับพัฒนาการตามธรรมชาติแห่งวัย
📚 ดาวน์โหลดหนังสือได้ที่คอมเมนต์ 👇

กลไกการควบคุมประชากรมนุษย์ตามธรรมชาติ คือให้กิน เสพ บริโภค อย่างไม่รู้จักพอประมาณ จนตาย
28/01/2025

กลไกการควบคุมประชากรมนุษย์ตามธรรมชาติ คือให้กิน เสพ บริโภค อย่างไม่รู้จักพอประมาณ จนตาย

ปลายทางของนักดื่มคอทองแดง ☠️

ดื่มเหล้าต่อเนื่องเวลานาน ทำให้เกิดตับแข็ง

ทุกคนจะท้องมาน 100% จะอืดแน่นท้องมาก ต้องมาให้หมอเจาะท้องระบายทุก 2-3 วัน เข็มยาวๆแทงเข้าเลย 🤫

พอตับแข็งปุ๊บ อวัยวะในร่างกายแต่ละอวัยวะจะค่อยๆเสียตามไปทีละอย่าง เช่น

☯️ ตับเสีย ขับของเสียไม่ได้ ของเสียคั่ง ทำให้เพ้อ สับสน รักษาไม่ทันโคม่าถึงตายได้
☯️ ตับเสีย เลือดเข้าตับไม่ได้ ท้นไปตามเส้นเลือดต่างๆ ขยายจนแตกออก เจอบ่อยเช่น อาเจียนเป็นเลือด

และอีกสารพัดอาการเช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง คันตามตัว อ่อนเพลีย เป็นต้น

#เลิกได้เลิก ลดได้ลด ยิ่งเหล้าขาวยิ่งอันตราย บางทีใส่สารนั่นนี่ลงไปเพิ่มให้มันแรงขึ้น

❤️เทคนิคเลิกเหล้าได้ผลดี ต้องขอให้เค้าทำเพื่อคนที่รัก เพื่อลูก เพื่อแฟน เพื่อพ่อแม่

แต่จริงๆคนที่เราควรรักคือ ตัวเอง 💕

ถ้าเรารักตัวเอง เราจะไม่ทำอะไรที่ส่งผลทำให้ตัวเราต้องทรมานในปลายทาง

05/01/2025

หนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมอย่างมาก
คือ เล่มที่เขียนโดย Hermann Hesse
เล่มนี้มีชื่อว่า “สิทธารถะ”

สิทธารถะ เกิดในชนชั้นพราหมณ์
แต่นานวันเข้าเขารู้สึกถึง
ความกลวงเปล่าในใจ
อยากแสวงหาหนทางหลุดพ้น

ซึ่งหากใช้ชีวิตอยู่แบบนี้
คงไม่อาจหลุดพ้นได้แน่แท้
จึงตัดสินใจออกบวชพร้อมกับ
โควินทะเพื่อนสนิทของเขา

หนทางแรกที่ทั้งสองไปพบ
คือ การออกบวชเป็นสมณะ
ทั้งสองได้ผ่านการบำเพ็ญทุกรกิริยา
สิทธารถะก็เรียนรู้ จนเป็นสมณะขั้นสูง
ก็ยังไม่พบทางหลุดพ้นแต่อย่างใด
จึงเลือกที่จะพอกับวิถีทางนี้
และก้าวเดินแสวงหาต่อไป

ภายหลังนั้น ได้ทราบว่า
พระพุทธเจ้าจะแสดงธรรม
สิทธารถะ และโควินทะ จึงติดตามไป
โควินทะได้ฟังก็เลื่อมใสศรัทธา และออกบวช

ส่วนของสิทธารถะยังเคลือบแคลง
ขอตั้งคำถามกับพระพุทธเจ้า ว่า

" พระองค์ทรงบรรลุก็โดยการ
แสวงหาตามวิธีของพระองค์เอง
โดยการคิด โดยการบำเพ็ญเพียร
โดยความรู้และการตรัสรู้
พระองค์ไม่ได้เรียนจากการสอน
ด้วยเหตุนี้แหละพระสมณะโคดม
ข้าจึงคิดว่าไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้น
โดยการเรียนจากคำสอน...

นี่เป็นเหตุให้ข้าต้องเดินทางไป
ไม่ใช่เพื่อแสวงหาหลักการอื่น
หรือหลักการที่ดีกว่า เพราะข้ารู้ว่า
ไม่มีหลักการเช่นที่ว่านั้น
แต่ข้าจะละทุกหลักการ
ละอาจารย์ทุกท่าน "

สิทธารถะออกเดินทางต่อ

แล้วเขาก็ไปเดินทางโลก
พบเจอกิเลสตัณหาปัญหามากมาย
เกิดความทุกข์ในใจหลายหลาก
หากแต่เขาก็ค่อยๆ คิดได้
และเขาก็ละทิ้งทุกอย่างไปเป็นคนแจวเรือ

สุดท้ายโควินทะกลับมา
พบกลับสิทธารถะอีกครั้ง

สิทธารถะ บรรลุธรรม
โดยการเรียนรู้ผ่านสายน้ำ
แต่ภายใต้ผ้าเหลืองนั้น
โควินทะกลับมิได้
บรรลุธรรมแต่อย่างใด

โควินทะถามสิทธารถะว่า
ทำไมถึงสามารถบรรลุธรรมได้

สิทธารถะจึงพูดต่อโควินทะว่า

“ เมื่อผู้ใดกำลังแสวงหา
มันง่ายที่เขาจะได้เห็นแต่สิ่งที่แสวงหา
แต่เขาจะไม่พบอะไรเลย
ไม่อาจซึมซับสิ่งใด เพราะเขามัวคิดถึง
แต่ที่เสาะแสวง เพราะเขามีเป้าหมาย
แล้วจิตใจก็หมกมุ่นอยู่กับเป้านั้น
มั่วแต่หาหนทาง มัวแต่ตั้งเป้าหมาย
แต่การจะพบหนทางเราต้องเป็นอิสระ
พร้อมที่จะรับ และไม่มีเป้าหมายใด
โอ้ท่านผู้ประเสริฐ บางทีท่าน
อาจเป็นผู้แสวงหาที่แท้จริง
มุ่งไปสู่เป้าหมาย แต่ท่านก็พลาด
ไม่ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง
ใต้จมูกตัวเอง ”

เมื่อหนทางแห่งความสงบ
มีหลากหลายเส้นทาง
มันย่อมไม่มีผิดถูก ใช่หรือไม่
เพียงว่า เส้นทางใด เหมาะกับใคร
เพราะการทำตามคนอื่น
อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด
กับตัวเราเองก็ได้

----------
ติดตาม IG ได้ที่
https://www.instagram.com/colorlesswolf/

สนใจอ่านสิทธารถะ
https://s.lazada.co.th/s.tWd6i?cc

ที่อยู่

บ้านสุขวัฒนา ตำบลเก่าขาม อำเภอน้ำยืน
Ubon Ratchathani
34260

เบอร์โทรศัพท์

+66610709929

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สวนมรรคง่าย โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่