Ladprow Soi 12

  • Home
  • Ladprow Soi 12

Ladprow Soi 12 Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from Ladprow Soi 12, Food & Drink, 19/1 Soi Charoenmitr (Ekamai Soi 10) Sukhumvit 63 RD Klongton-Nua Wattana, .

ส่งเสด็จ ทิพยสถาน สวรรค์สรวงหมู่ดาวดวง รับเสด็จ พระมิ่งขวัญขอองค์ภาฯ ประทับสุข ชั่วนิรันดร์ทรงผ่อนพัก ข้างบนนั้น ไกลกังว...
12/06/2026

ส่งเสด็จ ทิพยสถาน สวรรค์สรวง
หมู่ดาวดวง รับเสด็จ พระมิ่งขวัญ
ขอองค์ภาฯ ประทับสุข ชั่วนิรันดร์
ทรงผ่อนพัก ข้างบนนั้น ไกลกังวล

น้อมส่งเสด็จองค์ภาฯ สู่สวรรคาลัย 🙏💙

เมื่อเย็นวานก่อน เพื่อนที่ดี๊ ดี ดี ซุปเปอร์ดีของครอบครัวเราท่านนึง ชวนไปกินอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชะ ชะ...
11/06/2026

เมื่อเย็นวานก่อน เพื่อนที่ดี๊ ดี ดี ซุปเปอร์ดีของครอบครัวเราท่านนึง ชวนไปกินอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชะ ชะ อัน Cha Cha An ในซอยเอกมัย 10 เป็นอาหารญี่ปุ่นที่จัดขึ้นเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสที่มีเพื่อนชาวญี่ปุ่นหิ้วปลาและหอยสดและดีเข้ามาจากญี่ปุ่น งานนี้เจ้าของตลาดคาราโตะ Karato Fish Market ที่จังหวัดยามากุจิ มาเองเลย มันช่างเป็นมื้ออาหารที่น่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น

อาหารมีทั้งหมด 7 รายการด้วยกัน เริ่มต้นด้วย คาร์ปาชโชปลาอามะโอซากุระมัสหรือปลาเชอรี่แซลมอน เป็นปลาแซลมอนที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมสตรอเบอรี่พันธุ์อามะโอจากฟุกุโอกะ เจ้าของฟาร์มก็มาด้วยนะ!!! ปลานี้มีความโดดเด่นด้วยเนื้อนุ่มเนียนละเอียด ไขมันแทรกกำลังดี กลิ่นหอมสดชื่นและความหวานละมุน ไม่มีคาวเลย มีให้กินช่วงสั้นๆ ในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น

ตามมาด้วยซาชิมิปลาฟุกุหรือปลาปักเป้านั่นเอง เนื้อขาวใสเด้งๆ หนึบๆ กินกับซอสพอนสึอร่อยมาก ปลาฟุกุนี้ผ่านการแล่โดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเฉพาะทาง ฉะนั้นปลอดภัยหายห่วงแน่นอน พร้อมปลาฟุกุแบบซาชิมิ เค้ามีสาเกสำหรับดื่มคู่ปลาฟุกุโดยเฉพาะด้วยนะ แล้วยังมีสาเกสำหรับดื่มคู่หอยนางรม คู่แซลมอนอีกด้วย เก๋ที่สุด

รายการที่สามเป็นหอยนางรมย่าง เป็นหอยนางรมไทยนะ แต่เค้าว่าเลี้ยงด้วยกรรมวิธีแบบเลี้ยงหอยนางรมญี่ปุ่น

มีการแอบสั่งโฮตาเตะหรือหอยเชลล์ซาชิมิมาแทรกนิดนึงเพราะโฮตาเตะที่ชะชะอันอร่อยที่สุดในหมู่มวล เนื้อนุ่มเด้ง

ก่อนรายการที่สี่ มีการเสิร์ฟปลาฟุกุชุบแป้งทอดจนกร๊อบ กรอบนอก เนื้อในมันนุ่มมาให้ลองชิมกันด้วย แล้วทางชะชะอันมีเสิร์ฟซาชิมิสามชิ้นพิเศษของทางร้านคั่นรายการอีกต่างหาก ประกอบไปด้วย ปลามาไดที่เค้าจี่ไฟจนฮ้อม หอม โอโทโร่ที่แทบจะละลายในปาก และฮามาจิ

ต่อด้วยรายการที่สี่จริงๆ แล้ว ปลายามาเมะย่างเกลือ ปลาตัวอวบๆ เนื้อขาวๆ หอมกลิ่นย่าง เค้าว่าเป็นราชินีแห่งลำธารใสทีเดียว เลี้ยงในสายน้ำธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดยามากุจิ

รายการที่ห้าเปลี่ยนบรรยากาศจากปลาบ้าง เป็นจานเนื้อที่นุ้ม นุ่ม อร้อย อร่อย ละมุนลิ้น เนื้อสันในคุโรเกะวากิวจากคิคุกาวะ เค้าทำสุกได้กำลังเหมาะมาก

ต่อไป กลับมาปลาอีกครั้ง เทมปุระปลาไซเคียวฮาโมะจากตลาดปลาคาราโตะ เป็นปลาที่ดีมากๆๆๆๆ สำหรับกินในช่วงฤดูร้อนในญี่ปุ่น

ยังมีข้าวปั้นหน้าปลาโนโดกุโระอีกคนละหนึ่งคำ ปลาโนโดกุโระนี่ถือเป็นราชาแห่งปลาเนื้อขาวก็ว่าได้ เนื้อมันจะมันค่อนข้างมาก กินคำเดียวกำลังดี ไม่งั้นน่าจะเลี่ยนอยู่

จบอาหารคาวด้วยหมี่เย็นอร่อยมากกกก เส้นนุ่มเด้งซอสรสดี

และปิดท้ายมื้อด้วยขนมหวานของญี่ปุ่นที่มีไอศกรีมเสิร์ฟมากับวาราบิโมจิและน่าจะเป็นมันหวานและถั่วแดงบดละเอียด แต่ขนมหวานถ้วยนี้ลืมถ่ายรูปสนิทเลย ถ่ายมาแต่ขนมหวานถ้วยท้ายสุดก่อนกลับบ้าน ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ใครมาชะชะอัน ต้องไม่พลาดที่จะสั่งไอศกรีมถ้วยนี้ มันเป็นไอศกรีมซิกเนเจอร์ของร้านและอร่อย สดชื่นมากมายจริงๆ

ขอบคุณที่ชวนเรามาทั้งบ้านนะคะ อิ่ม อร่อย มึน มีความสุขมากๆๆๆๆๆ...

#กินอะไรอร่อยทีไรก็อยากบอกให้โลกรู้
#อาหารญี่ปุ่น
#อาหารญี่ปุ่นอร่อยเอกมัยซอย10

เมื่อวันพุธ-พฤหัสฯ-ศุกร์ที่ผ่านมา น้องสาวชวนไปนอนเล่นสบายๆ ที่พัทยา เพราะน้องสาวจะไปร่วมงานประชุมของหมอตา APACRS 2026 ที...
10/06/2026

เมื่อวันพุธ-พฤหัสฯ-ศุกร์ที่ผ่านมา น้องสาวชวนไปนอนเล่นสบายๆ ที่พัทยา เพราะน้องสาวจะไปร่วมงานประชุมของหมอตา APACRS 2026 ที่จัดขึ้นที่โรงแรมรอยัลคลิฟพัทยา แต่ทว่าเราไม่ได้พักรอยัลคลิฟนะ เราไปพักกันที่โรงแรมติดๆ กันนี่ล่ะ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล พัทยา รีสอร์ท InterContinental Pattaya Resort ซึ่งดีงามมากๆๆๆ

แค่เข้ามาภายในบริเวณโรงแรม ดีใจที่ได้พักที่นี่เลย มันร่มรื่นมากๆๆๆ อาคารที่พักแต่ละอาคารสูงแค่ 4-5 ชั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้ ลดหลั่นกันลงไปจนถึงชายทะเล แต่ที่นี่เล่นน้ำทะเลไม่ได้นะ ชายหาดเค้าเป็นโขดหิน ได้แต่เดินเล่นบนทราย ชมทะเล

ห้องพักกว้างขวาง สะอาดสะอ้าน สวยงาม แอร์เย็นฉ่ำ เตียงนุ่มนอนสบาย ห้องน้ำดี อุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน มีระเบียงให้ออกไปนั่งชมทะเลสบายๆ ชอบเลย แล้วที่นี่ทำความสะอาดห้องเร็วมาก แค่ออกไปกินอาหารเช้า แขวนป้ายไว้หน้าห้อง กลับมา ป้ายไม่อยู่แล้ว ห้องทำความสะอาดเรียบกริ๊บแล้ว ชอบจัง

มาพัทยาเป็นเพื่อนน้องสาวครั้งนี้ ตั้งใจมาเลยว่า จะเอ็นจอยชีวิตนิ่งๆ ริมทะเล ไม่ไปไหนเลย กินอาหารวันละ 2 มื้อพอ คือ ตื่นมากินอาหารเช้าสายๆ ใกล้ๆ สิบโมง กินเป็นบรั๊นช์ไป เริ่มต้นด้วยไข่ไส้กรอกเบคอนขนมปังเป็นอาหารเช้า ก๋วยเตี๋ยวข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาหารเที่ยง ครบจบในหนึ่งมื้อ จากนั้นก็เอกเขนก ดูซีรี่ย์เกาหลีในห้องนอนมั่ง หนาวก็ออกมานั่งที่ระเบียงชมทะเลมั่ง แล้วมีแบ่งเวลามาเล่นน้ำในสระหน่อยนึง สระอันกว้างขวางเป็นของเรากับครอบครัวฝรั่ง 3 คน คนอื่นเค้าไปไหนกันหมดไม่รู้ สบายอารมณ์ ข่าวว่าสระว่ายน้ำที่โรงแรมที่จัดประชุมคับคั่งมากๆ เล่นน้ำเสร็จ กินน้ำมะพร้าวลูกนึง มะพร้าวเค้ายังดีเลย น้ำหวานหอม เนื้ออ่อนอร่อย ตักเนื้อกินจนเกลี้ยงเกลา

ห้องอาหารที่ชอบมากๆๆๆ ที่โรงแรมนี้ ห้องอาหารเมดิเตอเรเนียน ชื่อ Infiniti Restaurant ห้องอาหารแบบโอเพ่นแอร์ เห็นวิวทะเลเต็มๆ เห็นไปถึงเกาะล้านนู่น มีเย็นนึงมานั่งดื่มโพรเซคโค่กัน เมฆทะมึนอยู่เหนือเกาะล้าน สักพักมีสายๆ สีเทาลงมา คุณพนักงานเสิร์ฟบอกว่า ฝนตกที่เกาะล้านแล้ว แล้วอีกพักเดียว เป็นสายสีขาวโพลนแบบปิดเกาะล้านมิดเลย ฝนคงหนักน่าดู โชคดีฝนไม่มาถึงเรา เลยมีโอกาสนั่งดื่มโพรเซคโค่รอจนเกาะล้านโผล่ออกมาเต็มเกาะใหม่อีกครั้ง

ที่สำคัญอาหารที่ Infiniti อร่อยมากกกก มากิน 2 คืน มีโอกาสกิน 5 จาน อร่อยมากกกทุกจาน เริ่มตั้งแต่สลัดผักร็อคเก็ตกับสตรอเบอรี่ ถั่วพีแคนและชีสนมแพะ น้ำสลัดเค้ารสดีมากๆ อมเปรี้ยวอมหวาน อาหารทะเลย่าง กุ้ง ปลา ปลาหมึก หอยแมลงภู่ เนื้อสดเด้ง ย่างกำลังหอม คาลามารี่ ปลาหมึกชุบเกล็ดขนมปังทอดกรอบนอกนุ่มใน วางมาบนสลัดผักสดกรอบ บีบมะนาวหน่อย ก่อนกินจิ้มซอสทาร์ทาร์ อร่อยมากๆๆ หอยแคลมกับหอยแมลงภู่ต้มในซอสไวน์ขาว แล้วยังมีเสริมรสด้วยไส้กรอกรสจัดจ้านที่ต้มมาด้วยกัน สุดท้าย สเต๊กเนื้อโทมาฮอคแบบมีเดียม ย่างได้กำลังดี รสชาติดีงาม กินกันไป ชนแก้วกันไป สุขอย่างยิ่ง

อีกห้องอาหารนึง คือ ห้องอาหารที่เรากินอาหารเช้า ชื่อ Elements ที่นี่ชงมาร์การิต้าอร่อยมาก แก้วโตด้วย เวลามาสั่งเครื่องดื่มที่นี่ เค้าจะมีข้าวเกรียบกุ้งกับน้ำพริกเผาให้เป็นกับแกล้ม เรามานั่งกินอาหารที่นี่มื้อนึง คือ มื้อนั้นกินส่วนนึงจาก Infiniti แล้วมากินอีกส่วนนึงที่นี่ มาทั้งทีต้องลองชิมฝีมือให้ครบ ที่นี่สั่งส้มตำไทย และ ของกินเล่นรวม 4 ชนิด มีปลาแห้งแตงโม ยำส้มโอ ไก่สะเต๊ะ เปาะเปี๊ยะปู ใช้ได้ทีเดียว

ทีแรกคิดว่าจะไม่ออกไปจากโรงแรมเลยตลอด 4 วัน 3 คืน แต่ปรากฏว่า มีเย็นสุดท้าย น้องสาวอยากออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ เห็นน้องที่ทำงานโพสรูปถ่ายที่ร้าน เดอะ ออกซิเจน บีชฟรอนท์ โอเอซิส The Oxygen Pattaya น้องสาวว่าสวยดี เราเลยไปกัน กับน้องรักอีกหนึ่งคน

ร้านเค้าใหญ่โตกว้างขวาง มีให้เลือกนั่งทั้งอินดอร์ เอ๊าท์ดอร์ วันที่เราไปร้านไม่ค่อยมีแขก เลยทั้งร้านแทบจะเป็นของเรา สั่งอาหารหลายจาน เริ่มด้วยตำข้าวโพดไข่เค็ม ตามมาด้วยอาหารคล้ายกันมากสองจาน คือ กุ้งคั่วพริกเกลือและหอยเชลล์คั่วพริกเกลือ แล้วยังมีเฟรนช์ฟรายส์จิ้มชีส หอยนางรมสดจากฝรั่งเศสเชียวนะ จานสุดท้ายเป็นทะเลรวมมิตรผัดฉ่า ปิดท้ายด้วยขนมหวานทั้งไอศครีม เชอร์เบท และโรตี อาหารธรรมดาๆ นะ แต่ได้นั่งชนแก้วกันไปเม้าท์ เม้าท์ เม้าท์กันไป ก็มีความสุขดี แอบคิดว่าถ้ากินที่ Infiniti น้องรักที่ชวนมาด้วย จะชอบมากกว่านี้!!!

จบทริปมาเป็นเพื่อนน้องสาวด้วยความสุขเต็มเปี่ยม กลับบ้านแบบใจฟูฟู ได้พักผ่อนเต็มอิ่มในโรงแรมที่ต้องบอกว่า ดีมากๆๆๆ โรงแรมหนึ่งเลย แต่ใครมาถามว่า พัทยาตอนนี้เป็นยังไงมั่ง!!! ตอบไม่ได้นะ!!! ยังไม่ค่อยเห็นพัทยาเลย เห็นก่อนเข้าโรงแรมกับตอนกลับบ้านแว้บๆ!!!

ขอบคุณน้องสาวคนดีที่พามาแล้วเลี้ยงตลอดทริปแบบไม่ให้พี่จ่ายตังค์เลยนะคะ...






#ทริปสุขใจ
#กินอะไรอร่อยก็อยากบอกให้โลกรู้

เช้าวันใหม่ เช้าวันที่หกของทริป พรุ่งนี้เราจะกลับบ้านแล้ว วันนี้เที่ยวโอซาก้าให้สบายใจเฉิบก่อนยามเช้าเริ่มต้นด้วยอาหารเช...
28/05/2026

เช้าวันใหม่ เช้าวันที่หกของทริป พรุ่งนี้เราจะกลับบ้านแล้ว วันนี้เที่ยวโอซาก้าให้สบายใจเฉิบก่อน

ยามเช้าเริ่มต้นด้วยอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Lounge River Head ของโรงแรมก่อน พอเห็นไลน์บุฟเฟ่ท์อาหารเช้าที่มีไว้บริการแล้ว ยิ่งต้องแนะนำเลยว่ามาโอซาก้า มาพักโรงแรมนี้เหอะ ไลน์บุฟเฟ่ท์อะไรกันจะอลังการงานสร้างขนาดนี้ ของกินมีให้เลือกกินแบบหลากหลายมากๆๆๆๆ ทั้งไข่ ทั้งขนมปัง ขนมอบ ทั้งโรสต์บีฟ ทั้งอาหารญี่ปุ่น ทั้งข้าวโอ๊ต ซีเรียล เค้ก ผลไม้ สปาร์คกลิ้งไวน์ เป็นการเลือกกินอาหารเช้าที่ทำใจลำบากจริงๆ ที่นี่พอเค้าพาเรามานั่งที่โต๊ะ เค้าจะมีการ์ดใบนึงวางไว้ ถ้าเรากินอิ่มแล้ว จะลุกไปจากโต๊ะแล้ว เค้าให้พลิกการ์ดอีกด้าน ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่า ที่โต๊ะว่าง เจ้าของโต๊ะลุกไปตักอาหารหรือลุกไปเลย

สายๆ ได้เวลาไปเดินเที่ยวแถวๆ โรงแรมนี่ล่ะ บ้านเราไม่เน้นไปไหนไกลแล้ว ไปเดินห้าง Hanshin ฝั่งตรงข้าม ดูของนู่นนี่สักพัก พ่อแม่ชักเมื่อย เลยได้โอกาสชวนไปนั่งกินขนมจิบกาแฟที่คาเฟ่ในห้างนี่เอง เป็นคาเฟ่ที่มีหน้าต่างกระจกบานโตให้ได้นั่งชมวิว คล้ายๆ คาเฟ่ที่ห้างมิตซูโคชิในโตเกียวที่พ่อแม่ชอบพาไปเมื่อเด็กๆ เลย เราสั่งกาแฟเย็นและขนมปังที่ทำหน้าตาเหมือนวาฟเฟิลสอดไส้ถั่วแดงกวน กินรอคนที่เหลือในบ้านที่ยังเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งอยู่

ใกล้เที่ยงย้ายมาเดินห้าง Hankyu ติดๆ กัน เราจะมากินมื้อเที่ยงที่ร้านซูชิบนชั้น 13 ของห้างนี้ เราสั่งทั้งซาชิมิ ซูชิ ไข่หอยเม่นมากินคู่ไวน์ขาวและเบียร์ นั่งกินหน้าเคาน์เตอร์เลย ชมคุณเชฟทำไป กินไป

ตอนบ่าย ทีแรกได้ยินว่าน้องชายจะพาลูกสาวไปช้อปปิ้งย่านนัมบะ เลยฝากว่า ถ้าเจอพุดดิ้งเทพร้าน Mattari Purin ซื้อมาให้ชิมหน่อยเถอะ น้องชายที่สนิทกันที่รสนิยมการกินวิไลมากกก ส่งมาบอกว่า ต้องกิน อร่อยแบบตะโกน แต่ท้ายที่สุด เค้าไม่ได้ไปนัมบะกัน เดินช้อปปิ้งกันอยู่แถวนี้ อดชิมเลย !!!

ส่วนน้องสาวและน้องเขยไปถ่ายรูปโอซาก้าจากมุมสูงแบบ 360 องศาบนตึกระฟ้าสัญลักษณ์ของโอซาก้า Umeda Sky Building ที่มีสวนลอยฟ้าอยู่บนชั้น 39-40 ที่ความสูง 173 เมตร

อาหารเย็นมื้อสุดท้ายในญี่ปุ่น เราเลือกกินอาหารฝรั่งเศสที่โรงแรมที่พัก ชื่อห้องอาหาร Fleuve เป็นอาหารฝรั่งเศสมื้อที่ดีมากๆๆ อาหารอร่อยทุกจาน แล้วไม่มีเลี่ยนเลย ตั้งแต่จานแรก ของกินเล่นชิ้นพอดีคำ 3 อย่างที่มีความเก๋ตรงที่มีบิสกิตทำเป็นรูปก้างปลา ตามมาด้วยหอยเนื้อเด้งๆ เสิร์ฟเคียงกับไข่ปลาคาร์เวียร์และมูสที่ทำจากถั่วลันเตา แล้วยังมีส้มแมนดารินญี่ปุ่นบดละเอียดราดข้างๆ

จานต่อมา เป็น Smoked Foie Gras คุณพนักงานเสิร์ฟนำตับห่านที่ทอดเรียบร้อยแล้ว รมควัน มาเปิดฝาครอบแก้วให้หอมฟุ้งไปทั้งโต๊ะ ก่อนจะนำไปจัดวางในภาชนะเหมือนหม้อใบเล็กๆ มาเสิร์ฟ

จากนั้นเป็น Whitebait and Green Nori Risotto คุณเชฟทำข้าวริซอตโต้ได้ครีมมี่มากๆๆ หอมสาหร่าย แล้วมีแทรกเปรี้ยวเล็กๆ จากมะนาว แล้วยังมีความกรุบเล็กๆ จากปลาข้าวสารที่เคล้าอยู่ด้วยกัน

ต่อด้วย Homard Lobster ลอปสเตอร์เนื้อเด้งๆ นอนมาบนครีมซอสพร้อมเห็ดมอเรลและถั่วเม็ดโต

อาหารจานหลักเป็นเนื้อวัวดำของญี่ปุ่นจากแถบฟุกุชิม่า เนื้อญี่ปุ่นเป็นเนื้อที่อร่อยมากๆๆๆ นุ่ม ฉ่ำ มีมันแทรก รสหวานในเนื้อ พร้อมอาหารมื้อนี้ เรามีไวน์ขาว Pascal Jolivet ATTITUDE Sauvignon Blanc 2024 และไวน์แดง Donjon de Lamarque Haut-Medoc 2018 มาดื่มคลอ

ปิดท้ายมื้อด้วยขนมหวานคล้ายๆ เมอแรงก์กรอบๆ เบาๆ ครีมมี่ๆ และขนมชิ้นเล็กๆ ช่างเป็นมื้อเย็นส่งท้ายทริปที่สมบูรณ์แบบจริงๆ

วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเดินทางกลับบ้าน แวะกินมื้อเที่ยงที่คาเฟ่ใต้ตึกโรงแรม Café & Dining Ignite ส่งท้ายอีกมื้อก่อน กินไก่ทอด เค้าทอดไก่อร่อยเลย ข้าวแกงกะหรี่ที่ชามโตมาก คลับแซนด์วิช สเต๊กเนื้อ เค้าย่างเนื้อมากำลังดีเลย ชมพู นุ่ม จากนั้นบ้านเราก็พร้อมลากกระเป๋า ไปก้าวขึ้นรถไฟ JR Haruka Express ซึ่งจะเป็นขบวนสุดท้ายของทริปนี้ที่จะพาเราไปยังสนามบินคันไซ ป้าม่วงรอพาเราเหิรฟ้ากลับบ้านอยู่

แต่ขนาดเพิ่งกินอาหารเที่ยงก่อนมา เรายังมีไปแอบอร่อยอีกมื้อเล็กๆ ที่สนามบินคันไซ ระหว่างรอเครื่องบิน เกิดเดินไปเดินมาผ่านซูชิบาร์ น่ากินมากๆๆ แวะเลย เป็นครั้งแรกที่ได้ยืนเคาน์เตอร์ จิบสาเก กินซูชิ มีความสุขจริงจัง อิ่มมากกกก พร้อมกลับบ้านแล้ว...

ทริป “ลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟ” ในญี่ปุ่นของบ้านเราก็ต้องจบบริบูรณ์ลงที่ซูชิบาร์สนามบินคันไซตรงนี้เลยแล้วกันนะคะ

อ้อ! ต้องเล่าเพิ่มอีกนิด ในการเดินทางครั้งนี้ น้องสาวที่ชอบจดบันทึกทุกการเดินทางเหมือนกัน (แต่เธอเก็บไว้อ่านคนเดียว) ค้นเจอสมุดโน้ตที่หลานสาวเคยทำให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อตอนยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ เลยได้โอกาสพกมาจดบันทึกเสียเลย เป็นสมุดโน้ตแฮนด์เมดจากใจที่น่ารักมากๆ นะคะ… เจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ...

#ทริปลากกระเป๋าก้าวขึ้นรถไฟ
#เที่ยวญี่ปุ่น
#โอซาก้า




#กินอะไรอร่อยทีไรก็อยากบอกให้โลกรู้

มาเล่าตอนใกล้จะจบของทริป “ลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟ” ในญี่ปุ่นของบ้านเราแล้ว เช้าวันที่ 15 เมษายน เราจะลากกระเป๋า ก้าวขึ้น...
26/05/2026

มาเล่าตอนใกล้จะจบของทริป “ลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟ” ในญี่ปุ่นของบ้านเราแล้ว เช้าวันที่ 15 เมษายน เราจะลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟไปโอซาก้า Osaka อันเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายกัน

ก่อนไปแวะเติมพลังด้วยอาหารเช้าที่ห้องอาหารฝรั่ง Vert Bois เช้านี้เราเลือกกินอาหารเช้าแบบฝรั่งบ้าง เมื่อวานมาดูเมนูเค้าก็ดูดี น่ากิน มีให้เลือก 3 รายการ ออมเล็ต หรือ สแครมเบิ้ลเอ้ก หรือ เฟรนช์โทสต์ ทั้งสามอย่างนี้เสิร์ฟพร้อมเบคอนและไส้กรอก จานเคียงมีต่างกันตรงที่ถ้าเลือกจานไข่จะเสิร์ฟคู่กับขนมปังและครัวซองท์ ส่วนเฟรนช์โทสต์เสิร์ฟพร้อมซุปที่เป็นซุปผัก อาหารเช้าเค้าใช้ได้เลย

จากนั้นเราจะต้องไปผจญภัยเล็กน้อยเพราะมีสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผนอีกแล้ว น้องชายวางแผนมาว่า จะเรียกแท็กซี่ให้มารับที่โรงแรมไปส่งที่สถานี Odawara เพื่อจะขึ้นชินคันเซนไปสถานี Shin Osaka แต่ทางโรงแรมไม่สามารถเรียกแท็กซี่ให้ได้เลย เค้าบอกว่าไม่มีแท็กซี่ไปถึงสถานี Odawara ได้เลย !!! ทำอย่างไรล่ะ !!! ก็ต้องขึ้น Shuttle Bus ของโรงแรมไป Motohakone-ko อีกครั้ง เพื่อไปรอขึ้นรถบัส Hakone Tozan Bus น้องชายมาสำรวจไว้เรียบร้อยตั้งแต่รู้ว่าหาแท็กซี่ไม่ได้ ว่าต้องมายืนรอรถบัสที่ป้ายที่มีเลข 1 แต่ตอนเรามายืนรอกัน คุณลุงที่ทำหน้าที่ดูแลคิวรถบัส (มั้ง) พยายามมาบอกให้เราเดินไปข้างหน้าอีก แล้วคุณลุงก็พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ส่วนเราก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย ในที่สุดต้องโทรศัพท์กลับมาปลุกเพื่อนที่เมืองไทยที่เก่งภาษาญี่ปุ่นให้ช่วยสื่อสารกับคุณลุง (ที่ดูฉุนเฉียว) ท่านนี้ให้ที ปรากฏว่าที่เรายืนอยู่นี่แหละเป็นป้ายที่รอขึ้นรถบัสได้ แต่คุณลุง (ผู้ฉุนเฉียว) อยากให้เราไปขึ้นข้างหน้ามากกว่า อูยยยย!!! เราจะขึ้นตรงนี้ล่ะค่า จะให้ลากกระเป๋าเดินไปไหนอีกค้า และก็โชคดีจริงๆ ที่เราปักหลักมั่นเพื่อขึ้นรถบัสตรงนี้โดยไม่ใส่ใจคุณลุง เพราะพอเราขึ้นกันที่ป้ายนี้เสร็จ รถก็เกือบเต็มพอดี คนที่รอขึ้นป้ายหน้าๆ แล้วมีกระเป๋าใหญ่ ไม่มีโอกาสได้ขึ้นล่ะ คุณลุงเกือบทำเราย่ำแย่แล้วนะคุณลุงนะ !!! (ป.ล. ขอบคุณเพื่อนน้อย ปวีณา มากๆๆๆๆ ที่ช่วยตื่นมาเป็นล่ามยามเช้าตรู่ให้นะจ๊ะ)

ที่สถานี Odawara เราแวะเลือกซื้ออาหารกล่องกันเพื่อเป็นอาหารเที่ยงบนชินคันเซน ชอบที่สุดกินอาหารกล่องบนรถไฟ แต่อาหารมันก็จะเย็นๆ และไม่เป็นไปตามปกสักเล็กน้อย !!! แต่ก็ยังชอบอยู่ดี

ชินคันเซนออกจากสถานี Odawara ตอนเที่ยง เจ็ดนาทีเป๊ะ และก็ถึงสถานี Shin Osaka เวลาบ่ายสอง ยี่สิบเจ็ดนาทีเป๊ะอีกเช่นกัน ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง 20 นาที จากสถานีนี้ เรายังต้องลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟอีกขบวนคือ JR Line เพื่อไปยังสถานี Osaka ที่ตั้งของโรงแรมของเรา

ถ้าใครมาเที่ยวโอซาก้าแล้วตั้งใจเดินทางโดยรถไฟทั้งหมดแนะนำพักที่โรงแรมนี้ Hotel Granvia Osaka เพราะมันตั้งอยู่บนสถานี Osaka เลย ออกจากรถไฟ พยายามหาทางไป South Gate Bldg. ก็จะเจอประตูทางเข้าห้าง Daimaru โรงแรมเราอยู่ข้างๆ กัน กดลิฟท์ขึ้นไปล้อบบี้สบายๆ ขนาดวันที่เรามาถึงโอซาก้า ฝนตกพรำๆ หนักบ้าง เบาบ้าง ตลอดเวลา เราเดินลากกระเป๋ากันชิลๆ ไม่มีกลัวเปียกเพราะไม่ต้องออกนอกตัวอาคารแม้นแต่ก้าวเดียว แล้วบริเวณนี้คือล้อมรอบไว้ด้วยห้างใหญ่ๆ ทั้งหมด เชื่อมต่อกันด้วยสกายวอล์คทั้งหมดเช่นกัน เดินทั้งวัน ไม่ต้องลงไปที่ถนนเลย มันดีงามขนาดนี้

แล้วห้องพักที่โรงแรมนี้ เตียงเยอะมากกกก ในทุกห้องมี 4 เตียง!!! เลือกนอนกันไม่ถูกทีเดียว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน ดีจัง เปิดกระเป๋า อาบน้ำเสร็จ เราไปเดินห้างไดมารูกันนิดนึง ไปซื้อสตรอเบอรี่มากิน (แต่สตรอเบอรี่หน้านี้ไม่ค่อยอร่อย) ปรากฏว่า ห้างไดมารูกำลังปิดปรับปรุงหลายชั้นอยู่เหมือนกัน ถ้ามาปีหน้าคงจะได้เดินไดมารูแบบสมบูรณ์แบบ

เย็นนี้เราตัดสินใจกินอาหารเย็นที่ห้องอาหารญี่ปุ่นของโรงแรม เดินทางมาทั้งวัน ถึงตอนนี้ไม่อยากออกไปไหนอีก เป็นร้านอาหารที่มีสองชื่อในหนึ่งเดียว แปลกดี !!! ร้านนึงเป็น Traditional Japanese Cuisine ชื่อ UKIHASHI อีกร้านเป็น Japanese Restaurant ชื่อ SHIZUKU ปรากฏว่า ร้านเค้าถูกจองเต็มหมดแล้ว แต่เค้าก็เสนอให้เรานั่งบริเวณที่เป็นส่วนอาหารเช้า เราก็...เอาแล้วล่ะ ขี้เกียจไปไหนแล้ว

แล้วก็ไม่ผิดหวังที่ตัดสินใจยอมนั่งที่นี่เพื่อกินอาหารเย็นร้านนี้ อาหารชุดเค้าดีงามมาก มีให้เลือก 4 แบบเราเจ็ดคนต่างคนต่างสั่ง 3 แบบ แบบแรกเป็นชุดสเต๊กเนื้อ Steak-Zen “Naniwa” เริ่มต้นด้วยของกินเล่นอย่างละเล็กละน้อยและซาชิมิ สลัดผักสดถ้วยจิ๋ว สเต๊กเนื้อวางมาบนถาดร้อนๆ ที่ตั้งอยู่บนเตาน้อยๆ เนื้อนุ่มมากกก รสดีมากกก แล้วยังมีข้าวของโอซาก้า Kinuhikari Rice นุ่มหนึบหอม ซุป และผักดอง

แบบที่สองชุดข้าวหน้าปลาไหล Hitsumabushi (Chopped Grilled Eel Over Rice) ถ้าใครชอบกินปลาไหลล่ะก็ แนะนำอย่างยิ่ง มันอร่อยมากกก เปิดฝามานี่ มันฮ้อม หอม ปลาไหลเนื้อดี รสดี แล้วมีน้ำซุปดาชิมาในกาสำหรับราดข้าวกินตอนจบ

และแบบสุดท้าย Two-tier Bento Meal “Irodori-Zen” ประกอบไปด้วย เบนโตะในกล่องไม้สองชั้น มีทั้งซาชิมิ หน่อไม้ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ) ต้ม ปลาเทราท์ย่าง กุ้งทอด ไข่หวาน เทมปุระ สิ่งละอันพันละน้อยจัดวางมาแบบสวยงาม แล้วในชุดยังมีสุกียากี้เนื้ออีกด้วย

พร้อมอาหารมื้อนี้เราสั่งไวน์ขาว Pouilly-Fume มาดื่มกัน ไวน์ขาวเย็นๆ อาหารอร่อยๆ กินข้าวพร้อมหน้ากัน แล้วเราก็ได้ค้นพบว่า นั่งตรงไหนก็สุขสุดๆ แล้ว

อิ่มแปล้ไปส่งพ่อแม่ขึ้นนอน ก่อนที่เราสองคนพี่น้องจะลงมาจิบแชมเปญกันที่บาร์ SANDBANK ของโรงแรมนิดนึง พอครึ้มๆ เค้ามีของกินเล่นคู่แชมเปญแปลกดีเป็นแครกเกอร์กับเมล่อน เราเลยต้องสั่งถั่วมาแกล้มสักเล็กน้อย เป็นอันจบวันแรกในโอซาก้า...

#ทริปลากกระเป๋าก้าวขึ้นรถไฟ
#เที่ยวญี่ปุ่น
#โอซาก้า


#กินอะไรอร่อยทีไรก็อยากบอกให้โลกรู้

เมื่อวานเที่ยง เพื่อนสนิทของครอบครัวเราชวนไปเลี้ยงวันเกิดครบ 90 ปีย้อนหลังให้แม่ ที่ร้านอาหารไทยที่เป็นเรือนกระจกสวยงามม...
24/05/2026

เมื่อวานเที่ยง เพื่อนสนิทของครอบครัวเราชวนไปเลี้ยงวันเกิดครบ 90 ปีย้อนหลังให้แม่ ที่ร้านอาหารไทยที่เป็นเรือนกระจกสวยงามมากๆๆๆ ตั้งอยู่ในสวนร่มรื่นสวยมากๆๆๆๆ ของปาร์คนายเลิศ ชื่อร้าน Ma Maison มา เมซง ร้านนี้เคยได้ยินมาหลายต่อหลายหนว่า ร้านดีมากกกก อาหารอร่อยมากกกก แต่ยังไม่เคยมีโอกาสมาเสียที พอได้มาจริงๆ อูยยยย สวยมากกกก ประทับใจมากกกก อาหารก็อร่อยถูกปากมากกกกทุกรายการที่เราสั่งกัน (สั่งเยอะจนน้องพนักงานที่ร้านมาชมว่า เรากินเก่งจัง เห็นรายการที่สั่งนึกว่าจะกินไม่หมด!!!)

เริ่มต้นด้วย #ข้าวแช่ ที่แม่ชมว่าอร่อยมากเลย ข้าวก็หุงได้กำลังดี เครื่องเคียงทั้งพริกหยวกสอดไส้หุ้มไข่ฝอย ลูกกะปิ ปลายี่สนอร่อย #หมูสร่ง ลูกกลมป๊อก ทอดมาได้แบบกรอบนอกนุ่มใน เนื้อหมูปรุงรสกลมกล่อม #แกงเขียวหวานเนื้อพริกขี้หนูและโรตี เครื่องเข้มข้น กะทิหอมมัน กินกับโรตีกรอบๆ เข้ากันมาก แล้วเรามีการสั่ง #พะโล้สามไข่ มากินเคียง พะโล้เค้าใส่ทั้งไข่เป็ด ไข่ไก่และไข่นกกระทา พร้อมทั้งหมูสามชั้นชิ้นอวบอ้วนที่เคี่ยวมาแบบน้ำพะโล้ซึมเข้าไปทุกอณูเนื้อ

จานนี้ก็ดูจะเป็นอาหารโปรดของทุกคนในโต๊ะ ฉะนั้น สั่งมาเหอะ #ผัดสามหอม ที่อื่นอาจจะผัดสามเหม็นแต่ที่นี่ผัดสามหอม จริงๆ ก็ส่วนผสมเดียวกันค่ะ สะตอ กระเทียมโทน ชะอม รสดีมากๆๆๆ กุ้งเด้งๆ ต่อด้วยอาหารจานรสชาติเป็นกลาง #ผักหวานผัดไข่

ถ้ามาจานนี้ขอแนะนำว่าต้องสั่ง #เนื้อย่างกับส้มตำ เนื้อย่างเราเลือกแบบมีเดียมแรร์ ย่างมาชมพูสวย เนื้อฮ้อม หอม รสชาติดี กินกับส้มตำออกเผ็ดนิดๆ ปิดท้ายหมวดอาหารคาวด้วย #ข้าวผัดกากหมู แล้วมีการสั่งไข่ดาวแบบรอบนอกกรอบ ไข่แดงเป็นยางมะตูมมากินเคียง เค้าผัดข้าวผัดได้แบบข้าวหนึบนุ่ม กากหมูกรอบๆ โรยเพียบๆ น้ำปลาพริกเค้าหอมมาก

อิ่มเหมือนกันนะ แต่ก็ต้องมีปิดท้ายด้วยขนมหวาน ทั้ง #บัวลอยเผือก และ #ปลากริมไข่เต่า ที่นี่เป็นที่แรกที่เจอว่า เค้าทำปลากริมไข่เต่าได้สมชื่อ คือ ปลากริมแป้งรูปทรงเรียวยาว ไข่เต่าแป้งปั้นกลมมน แล้วน้ำกะทิเค้าใส่น้ำตาลโตนดหอมหวานมัน

ส่วนเครื่องดื่ม เราสั่งเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยยอดนิยมของอิตาลี Aperol Spritz สีส้มสวย มาชนแก้วคนละหนึ่งแก้ว และตอนจบมื้อมีการสั่งกาแฟ Monte Cristo ที่เป็นหนึ่งในค้อกเทลที่นิยมดื่มหลังอาหารอีกด้วย แต่มันหวานไปสักนิด

ก่อนจบมื้อ เจ้าภาพยังมีการสั่งขนมเค้กที่สวยงามมากกก ดูดีมากกก อร่อยมากกก จากร้าน Ècoleducasse คาเฟ่สวยที่อยู่ภายในบริเวณเดียวกันมาให้แม่เป่าเค้กวันเกิดย้อนหลังอีกด้วย เป็นงานเลี้ยงวันเกิดที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ขอบคุณเจ้าภาพใจดีทั้งสองท่านมากมาย

เราติดใจกันมากขนาดที่แม่บอกว่า น่าพาพ่อมากินที่นี่บ้าง

#ฉลองวันเกิดครบ90ปี


#กินอะไรอร่อยทีไรก็อยากบอกให้โลกรู้

วันนี้เราวางแผนกันว่า สายๆ จะนั่ง Shuttle Bus ของโรงแรมไปเดินเล่นที่ Motohakone-Ko ที่ที่เรามาลงรถบัสเมื่อวานเพราะเห็นแถ...
23/05/2026

วันนี้เราวางแผนกันว่า สายๆ จะนั่ง Shuttle Bus ของโรงแรมไปเดินเล่นที่ Motohakone-Ko ที่ที่เรามาลงรถบัสเมื่อวานเพราะเห็นแถวนั้นมีร้านค้า มีคาเฟ่ มีศาลเจ้า มีเรือเป็ดให้ถีบในทะเลสาบ Ashinoko และสำหรับคนที่อยากล่องเรือโจรสลัดฮาโกเน่รอบๆ ทะเลสาบ Ashinoko ก็ขึ้นเรือได้ที่นั่นเช่นกัน

แต่เราเริ่มต้นยามเช้าด้วยอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นที่ห้องอาหารเดิมกับเมื่อคืนนี้ก่อน ชอบที่สุดเลยอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น มันมีสิ่งละอันพันละน้อย ครบถ้วนหมวดหมู่อาหาร จัดวางแบบประณีตบรรจงมาในภาชนะทุกครั้งไป อย่างอาหารเช้านี้ก็เช่นกัน ในกล่องไม้ 9 ช่อง มีทั้งปลาทูน่าสับปรุงรส ปลาตัวเล็กทอด ไข่ตุ๋น เต้าหู้ สาหร่าย ถั่วเน่า ผักดอง ข้างกันมีปลาแมคเคอเรลตากแห้งย่างหอมๆ อร่อยมาก แม้นจะมีก้างเยอะหน่อยก็ตาม ไข่หวาน ข้าวและซุป แล้วยังมีสลัดผักสดอีก เรียกว่าได้สารอาหารครบถ้วนจริงๆ ในหนึ่งมื้อ แล้วยังเอร็ดอร่อยมากๆๆ อีกด้วย

จบจากอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น พาแม่มาจิบกาแฟที่เค้ามีบริการที่เลาจน์นิดนึง มาจิบกาแฟถ่ายรูปกับภูเขาไฟฟูจีซัง มีความสุขมากนะเนี่ย

สายๆ เราไปขึ้น Shuttle Bus ของโรงแรมที่มีบริการไปรับส่งถึง Motohakone-ko ทุก 20 นาที รถมาจอดส่งเราบริเวณท่าเรือหน้าทะเลสาบ Ashinoko พอดี ถ่ายรูปหน้าทะเลสาบที่มองไปไกลๆ จะเห็นเสาโทริอิสีแดง (Heiwa no Torii) ลิบๆ เค้าว่าเสาโทริอินี้ นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปกันมาก แต่บ้านเราถ่ายจากไกลๆ พอแล้ว ไปเดินเล่นหาขนมกินกันดีกว่า เมื่อวานเราหมายตาร้านชีสเค้กร้านหนึ่งไว้ ปรากฏว่า ที่ตรงทะเลสาบนี่เอง มีนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันสองสามีภรรยาเข้ามาทักพ่อ เค้าเห็นพ่อสวมหมวก Michigan เลยได้คุยกันว่า เค้าก็จบจาก University of Michigan Ann Arbor เหมือนกัน แต่เข้าเรียนเมื่อปี คศ. 2011 ในขณะที่พ่อเข้าเรียนตั้งแต่ คศ. 1957 ไม่เห็นฝุ่นกันเลย!!!

จากทะเลสาบเราเดินเข้าไปบริเวณย่านร้านค้า ทางเดียวกับที่มุ่งไปศาลเจ้าฮาโกเน่ ศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ก็มาถึงร้านชีสเค้กที่เราเล็งไว้ว่าน่ามากิน ชื่อร้าน Hakone Cheese Terrace ร้านเล็กๆ สีขาวฟ้า ไม่มีที่นั่งในร้าน ซื้อเสร็จ ต้องออกมานั่งกินที่ม้านั่งยาวหน้าร้าน

ในร้านมีตู้กระจกบรรจุขนม Hakone Cup Cheesecake หลายรส น่ากินทุกรส เราคิดแล้วคิดอีกก่อนตัดสินใจซื้อมา 3 รส 5 ถ้วย คือ ซื้อ Basque Burnt Cup Cheesecake มา 3 ถ้วย สตรอเบอรี่ 1 ถ้วย มัทฉะกรีนที 1 ถ้วย แล้วยังซื้อไอศครีมชีสซอฟท์เสิร์ฟมาอีก 1 โคน นมชีสมาอีก 1 ถ้วย มันอร่อยมากมายทุกถ้วยทุกอย่าง ชีสเค้กเค้าครีมมี่ นุ่มเนียนนวล รสชาติเข้มข้นทุกตัว ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟคือหวานมันชีสเน้นๆ มาก นมชีสก็หอมมันมาก เราแบ่งกันกินไป ชื่นชมไป อร่อยเนอะ อร่อยอ่ะ แต่ถ้ากินมากกว่านี้ก็คงไม่ไหว มันเข้มข้นชีสมากๆๆๆ แต่ถ้าใครมาเที่ยวฮาโกเน่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง มันต้องมาลองกันเลย

กินขนมยามสายเสร็จ เราแยกย้ายเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มนึงเค้าไปไหว้ศาลเจ้าฮาโกเน่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านนี้กัน ส่วนพ่อแม่เดินกลับมานั่ง Shuttle Bus กลับโรงแรม เดี๋ยวเรากลับไปกินอาหารเที่ยงด้วยกันที่ห้องอาหารฝรั่งเศสของโรงแรมตอนเที่ยงครึ่ง ตอนเดินกลับมาขึ้น Shuttle Bus ผ่านท่าเรือ มีป้ายโฆษณาขายขนมครีมพัฟบรรจุกล่องเหมือนกล่องสมบัติด้วย คงเพื่อให้เข้ากับธีมเรือโจรสลัดที่แล่นในทะเลสาบ น่ารักดีจัง

ห้องอาหารเที่ยงของเราชื่อ Vert Bois ตั้งอยู่ชั้นล่างของโรงแรม ห้องอาหารสวย สว่างไสวด้วยหน้าต่างกระจกบานใหญ่ด้านสวนและทะเลสาบ เมนูให้เลือกไม่มากนัก จะเลือกกินจานเดียวหรือเป็นเซ็ทก็ได้ เราเลือกกินแบบจานเดียวกัน 6 คน มีสั่งกันทั้งสเต๊กหมูกับซอสครีมสมุนไพร สเต๊กเนื้อย่างกับเครื่องเทศ และข้าวแกงกะหรี่เนื้อสูตรต้นตำรับของโรงแรมแห่งนี้ แต่ถึงจะเลือกสั่งจานเดียว เค้าก็มีเสิร์ฟซุปฟักทองให้ก่อนด้วย ส่วนน้องชายสั่งเซ็ทอาหารกลางวัน มีทั้งหมด 3 คอร์ส เริ่มต้นด้วยซุปฟักทองเหมือนกัน จานหลักเป็นไส้กรอก แฮม หมู และสลัดกุ้ง ปิดท้ายด้วยของหวานที่มีทั้งเค้ก มูสและผลไม้สด พร้อมอาหารกลางวัน เราสั่งไวน์และสปาร์คกลิ้งไวน์เป็นแก้ว

บ่ายนี้ น้องชายพาลูกสาวกลับเข้าไปที่ Motohakone-ko อีกครั้ง ไปถีบเรือเป็ดในทะเลสาบ ฟังเค้าเล่าหลังจากกลับมาถึงโรงแรม รู้สึกเป็นบุญเหลือเกินที่ไม่ได้ตัดสินใจไปด้วย การถีบเรือเป็ดในทะเลสาบมันใช้แรงมหาศาลมากเพราะมันมีคลื่นลม น้องชายบอกว่าพอถึงฝั่งแทบจะต้องคลานออกจากเรือ!!! โชคดีมากกกกกที่เราตัดสินใจอยู่โรงแรม เดินเล่นไปมาในสวน แล้วแช่ออนเซน สบายอารมณ์มากๆๆๆ

ตอนเย็นเราทำแบบเมื่อวานนี้เป๊ะ คือ มานั่งดื่มที่เลาจน์ก่อน แล้วค่อยไปกินอาหารเย็นที่ห้องอาหารญี่ปุ่น เย็นนี้เป็นสเต๊กเนื้อ มีเตามาให้แต่ละคนย่างเอง นอกจากนั้นยังมีเทมปุระทั้งกุ้งและผัก มีของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ บรรจุในกล่อง ประกอบไปด้วยแซลมอนย่าง เนื้อเป็ด ผัก ไข่ม้วน ส่วนของหวานเป็นพุดดิ้งเสิร์ฟมาพร้อมกับส้มและสตรอเบอรี่ แน่นอนว่าต้องมีการสั่งสาเกมาชนแก้วด้วย แต่เย็นนี้สั่งขวดเล็กหน่อยเพราะน้องชายดื่มไม่ไหวแล้ว ออกแรงถีบเรือเป็ดเป็นเพื่อนลูกสาวมาก ชักจะไม่ค่อยสบาย... งั้นแยกย้ายไปพักผ่อนเอาแรงไว้ออกเดินทางต่อไปโอซาก้าในวันพรุ่งนี้...

#ทริปลากกระเป๋าก้าวขึ้นรถไฟ
#เที่ยวญี่ปุ่น
#ฮาโกเน่




#กินอะไรอร่อยทีไรก็อยากบอกให้โลกรู้

เช้าวันที่สามของการเดินทางทริป “ลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟ” ในญี่ปุ่นของบ้านเรา วันนี้เราจะลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟไปฮาโกเน่...
22/05/2026

เช้าวันที่สามของการเดินทางทริป “ลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟ” ในญี่ปุ่นของบ้านเรา วันนี้เราจะลากกระเป๋า ก้าวขึ้นรถไฟไปฮาโกเน่ Hakone กันแล้ว แต่ก่อนอื่น กินอาหารเช้าที่ห้องอาหารเช้าชื่อ Umaya ของโรงแรมกันก่อน ชอบอาหารเช้าในโรงแรมญี่ปุ่นแทบทุกโรงแรมที่เคยพักมาเลย รวมทั้งโรงแรมนี้ด้วย มีความรู้สึกว่า อาหารเช้าเค้าไม่ได้จัดแบบใหญ่โตอลังการมากมาย แต่มีอาหารครบครัน ได้กินแบบคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ทั้งประเภทไข่ไส้กรอกแฮม ทั้งอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น ทั้งขนมปังเนยแยม โยเกิร์ต ผลไม้ กาแฟ ชา มีชีสด็อกลูกกลมป๊อกเสียบไม้ ทอดได้แบบแป้งกรอบนอกนุ่มหนึบใน ตรงกลางเป็นไส้กรอก อร่อยมากด้วย นึกถึงโป๊งเหน่งที่สมัยเด็กๆ ชอบซื้อกินเลย

พร้อมออกเดินทางต่อ เราลากกระเป๋ากลับไปที่สถานีชินจูกุ เราจะใช้ Odakyu Line ขบวนรถ Limited Express Romancecar ไปฮาโกเน่ ใช้เวลานั่งรถไฟชั่วโมงยี่สิบเจ็ดนาที

ตามแผนคือ เมื่อรถไฟถึงสถานี Hakone-Yumoto เราจะเรียกแท็กซี่ไปยังโรงแรมที่พักของเรา Hotel de Yama ซึ่งตั้งอยู่ติดทะเลสาบ Ashinoko แต่ทว่า...แผนก็คือแผน ความเป็นจริงคือไม่มีแท็กซี่ให้เราเรียกสักคัน!!! ฉะนั้น เราทั้ง 7 คนเลยต้องลากกระเป๋าจากจุดเรียกแท็กซี่ มารอรถบัส Hakone Tozan Bus เพื่อไปยัง Motohakone-Ko แทน จากตรงนั้น จะมี Shuttle Bus ของโรงแรมวิ่งรับส่งไปยังโรงแรมอีกที

ประมาณชั่วโมงนึง รถบัสพาเรามาถึง Motohakone-Ko เลยเที่ยงแล้ว เราเลยตัดสินใจ ลากกระเป๋าเดินหาร้านอาหารเที่ยงกินกันก่อน เยื้องๆ จุดจอดรถบัส หลังประตูโทริอิสีส้ม มีร้านโซบะที่มีที่ให้เราวางกระเป๋าใหญ่ได้เป็นอย่างดี เราเลยตัดสินใจกินร้านนี้ล่ะ อาหารที่เราสั่งกัน มีทั้งโซบะเย็นเสิร์ฟมากับเทมปุระ โซบะกับซุปเป็ด โซบะผักและเห็ดหลากชนิด อุด้งแกงกะหรี่ และปลาทะเลสาบตัวเล็กชุบเกล็ดขนมปังทอดเสิร์ฟกับข้าวและซุป พร้อมกับสาเกอีก 2 ขวดเล็ก ไม่ผิดหวังเลย อาหารอร่อย สาเกก็อร่อย อิ่มเอมเปรมปรีเราก็ลากกระเป๋ากลับมาที่จุดจอดรถบัสอีกครั้งเพื่อมาขึ้น Shuttle Bus ของโรงแรมซึ่งมาถึงพอดี

โรงแรม Hotel de Yama ที่พัก 2 คืนที่ฮาโกเน่ของเรา เป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อว่ามีสวนดอก Rhododendron (เพื่อนชาวญี่ปุ่นบอกว่า ชื่อ ดอก สึสึจิ ในภาษาญี่ปุ่น ลองไปค้นดูเค้าว่าภาษาไทยเรียกกุหลาบพันปี)หลากหลายชนิดสวยงามมาก เสียดายตอนที่เรามาพัก (13 เมษา) เค้าเพิ่งมีดอกตูมเล็กๆ นี่ถ้าบานสะพรั่งคงเป็นวิวที่งดงามมากๆๆๆ สวนดอกกุหลาบพันปีหลากสีที่ด้านหน้าเป็นทะเลสาบ Ashinoko ด้านข้างเป็นภูเขาไฟฟูจีซัง แต่เราก็โชคดีมากที่มาถึงโรงแรม ฟูจีซังโผล่พ้นหมู่เมฆหมอกออกมาให้เราได้ยลโฉมและถ่ายรูป

น้องชายตั้งใจเลือกมาพักโรงแรมนี้เพื่อมาชมทะเลสาบและมาแช่ออนเซนโดยเฉพาะ ชอบอุปกรณ์ออนเซนของเค้าที่สุด ครบครันมากๆ มีแม้นแต่สำหรับเด็กๆ เข้าออนเซนด้วย น่ารักมาก และที่ชอบมากเป็นพิเศษ คือ ไอศกรีมแท่งรสต่างๆ ทั้งพีช แอ๊ปเปิ้ล องุ่น นม ให้หยิบกินได้ตามใจชอบหน้าห้องออนเซน หวานเย็นชื่นใจดี

ก่อนอาหารเย็น เรามานั่งดื่มไวน์ขาวกันที่เลาจน์ของโรงแรม บรรยากาศโรงแรมนี้เป็นแบบโรงแรมตะวันตกในญี่ปุ่นสมัยโบราณ คลาสสิคดี สะอาดสะอ้าน พนักงานน่ารัก นอกจากดื่มไวน์ ยังมีการออกไปถ่ายรูปกับฟูจีซังกันที่เฉลียงใหญ่ของโรงแรมอีกครั้ง

อาหารเย็นนี้ที่รวมอยู่ในค่าโรงแรมเรียบร้อย ตามรูปแบบโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น เรากินกันที่ห้องอาหารสึสึจิ (ตั้งชื่อตามดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมเลย) ก่อนอาหารจะมาเสิร์ฟ เราสั่งสาเกขวดใหญ่ 1 ขวดก่อน ภาชนะบรรจุเค้าน่ารักมากกก เป็นขวดและถ้วยแก้วใบน้อยที่ทำรูปทรงเหมือนกระบอกไม้ไผ่

จากนั้นอาหารเย็นซึ่งเป็นเซ็ทสุกียากี้ของเราก็มาตั้งตรงหน้า บนถาดมีซาชิมิ ไข่ดิบ (ไว้ใช้จิ้มเนื้อสุกียากี้) ข้าว ซุป ผักดอง ส่วนในกล่องไม้ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นเนื้อสไลซ์ลายมันสวยงาม ชั้นล่างเป็นผัก เต้าหู้ เส้นอุด้ง จากนั้นเค้าก็มีเตาและหม้อใบเล็กมาตั้งให้เราทำกินเองแบบ DIY มีวิธีการทำวางมาด้วยพร้อม รินสาเกกันไป ชนแก้วกันไป ปรุงสุกียากี้กันไป เอร็ดอร่อย สนุกสนาน และมีความสุขมากมาย ปิดท้ายด้วยขนมหวานเป็นมูสถั่วแดงและผลไม้ จบวันแรกในฮาโกเน่แบบอิ่มเอม...

#ทริปลากกระเป๋าก้าวขึ้นรถไฟ
#เที่ยวญี่ปุ่น
#ฮาโกเน่

ครบรอบแต่งงาน 63 ปีพ่อแม่ปีนี้ เราฉลองกันในกรุงเทพฯ นี่ล่ะเพราะหลานสาวติดเรียนหนังสือ เลือกกันใหญ่ว่าพาพ่อแม่ไปฉลองที่ไห...
17/05/2026

ครบรอบแต่งงาน 63 ปีพ่อแม่ปีนี้

เราฉลองกันในกรุงเทพฯ นี่ล่ะเพราะหลานสาวติดเรียนหนังสือ

เลือกกันใหญ่ว่าพาพ่อแม่ไปฉลองที่ไหนดีน้า ถึงจะสมกับเป็นวันครบรอบแต่งงาน 63 ปี คิดไปคิดมา ในที่สุดน้องสาวเสนอที่นี่แล้วกัน โรงแรมดีมากกกกตั้งอยู่ในที่อลังการมากกกก โรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน กรุงเทพฯ ที่วัน แบงค็อก แล้วไหนๆ เราก็ตั้งใจให้ดีที่สุดอยู่แล้ว จองห้องคลับรูมดีกว่า ได้พาพ่อแม่มาเอ็นจอยคลับเลาจน์ได้แบบ 24 ชั่วโมง (จริงๆ อยู่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ต้องไปพักหลับนอนในห้องแสนสบายบ้าง)

เริ่มฉลองล่วงหน้าวันนึง คือ วันเสาร์ที่ 16 พฤษภา เราไปถึงโรงแรมก่อนบ่ายโมงเล็กน้อย ไปเริ่มใช้บริการคลับเลาจน์ชั้น 23 เลย ไปกินอาหารกลางวันแบบ Light Lunch กัน เค้ามีอาหารให้เลือกกินหลากหลายทั้งโคลด์คัท อาหารไทย พาสต้า พาสต้าครีมซอสเค้าอร่อยมาก แล้วยังมีโพรเซคโค่ ไวน์ขาว ไวน์แดง เบียร์ เครื่องดื่มต่างๆ บริการแบบอยากดื่มเท่าไรก็ได้ เรากินดื่มกันแบบมีความสุขมากกกก บรรยากาศเค้าดีงามจริงๆ

อิ่มหนำสำราญเข้าห้องพักสักเล็กน้อย ห้องพักสวยมากกก วิวสวนลุมฯ สวยมากกกก อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน

แต่อยู่ในห้องพักไม่นานเท่าไร เราต้องออกไปเอ็นจอยมื้อน้ำชายามบ่ายที่คลับเลาจน์ซะหน่อย ขนมน้ำชาอร่อยทุกอย่าง ตั้งแต่สโคน (อร่อยมากกกก หนึบนุ่ม) แซนด์วิช เบอร์เกอร์ชิ้นเล็กๆ มาการง ครีมพัฟ จิบชาไป ชมวิวผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ใสแหน็วไป สุขจัง

โรงแรมตั้งอยู่ในวัน แบงค็อกก็จริง แต่ไม่มีเวลาไปเดินวัน แบงค็อกเลย กลับมาห้อง มาอาบน้ำแต่งตัว แป๊บๆ ต้องไปดื่มค็อกเทลยามเย็นที่คลับเลาจน์อีกแล้ว ตอนเย็นมีแชมเปญบริการนอกเหนือจากโพรเซคโค่ ไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ และค็อกเทลอีกด้วย แล้วมีของกินเล่นอีก เราต้องกินแบบยั้งๆ เพราะเดี๋ยวเราจะพาพ่อแม่ไปฉลองที่ห้องอาหารฝรั่งเศสของโรงแรมตอนทุ่มครึ่ง น้องๆ ทีมคลับเลาจน์มีมามอบดอกไม้และการ์ดอวยพรวันครบรอบแต่งงานให้พ่อแม่ด้วย

และพอทุ่มครึ่งเราก็ย้ายไปห้องอาหารฝรั่งเศส ชั้น 7 ชื่อห้อง Duet by David Toutain ห้องอาหารเค้าสวยทีเดียว เป็นเรือนกระจกกลางสวน

เราสั่งเมนูแบบ 7 คอร์สไว้สำหรับค่ำคืนพิเศษนี้ แล้วก็ชอบที่ที่นี่เค้าก็เสิร์ฟได้แบบพิเศษมาก อาหารทุกคำทุกจานมาแบบสวยงาม แล้วก่อนอาหารจะมา จะมีการ์ดที่มีรูปส่วนผสมสำคัญของจานนั้นๆ มาตั้งพร้อมเรื่องราวพิมพ์ไว้ด้านหลัง อาหารเค้ารสชาติอร่อยตั้งแต่คำแรกที่เป็นแป้งโพเลนต้าวางทับมาด้วยตับปลาอังกิโมะมีเนื้อแอ๊ปเปิ้ลหั่นจิ๋วๆ พอกรุ๊บๆ และเสริมความมันๆ ด้วยไข่หอยเม่น เนื้อปู Brittany Brown Crab กับคาร์เวียร์ก็อร่อยนุ่มนวล ลอปสเตอร์ Brittany Blue Lobster เนื้อสดเด้ง รสหวานในเนื้อ แถมมีซอสที่ทำจาก Èpicèa หรือสนแถบภูเขาแอลป์ด้วย เก๋มากๆ อาหารจานหลักที่เป็นเนื้อ ultimus Wagyu 6/7 ดีงามมาก เนื้อนุ่มหอมอร่อย แถมเสริมความหอมและรสชาติด้วยซอสที่มีส่วนประกอบของปลาไหลรมควัน แล้วยังสาหร่ายและฟอคคาเซียเสิร์ฟเคียงมาให้กินเคล้าเนื้อและซอสอีก ไม่เคยเห็นที่ไหนเลย

ขนมหวานทั้งแอ๊ปเปิ้ลที่ปรุงสามแบบ แบบสดสไลซ์บางเฉียบ แบบคาราเมล และแบบกรานิต้าผสมกับคาลวาโดส และชอคโกแลตจากเชียงใหม่ที่คุณเชฟนำมาทำทั้งแบบซูเฟล่ (ที่อร่อยที่สุด) และแครมบรูเล่เสริมความเปรี้ยวจากแพสชั่นฟรุ้ตซอส ก็อร่อยมากมายทั้งสองอย่าง แล้วยังมีปิดท้ายด้วยเค้กเนื้อร่วนๆ ที่ราดเหล้ารัมจนฉ่ำๆ โปะครีมมาด้านบนอีกด้วย อิ่มมากมาย อร่อยมากมาย

อ้อ! มื้อนี้มีไวน์สองขวด คือ ไวน์ขาว Chablis domaine de l’enclos และไวน์แดง Petrus Pomerol 1982

เช้าวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม เช้าวันครบรอบแต่งงานครบ 63 ปีจริงๆ ของพ่อแม่ เราฉลองกันด้วยอาหารเช้าพร้อมโพรเซคโค่คนละแก้วที่คลับเลาจน์ พ่อแม่ชมว่า เป็นการจัดฉลองที่ดีมาก พ่อแม่ชอบมาก ครบ 64 ปีเราก็จะจัดให้ดีงามไม่แพ้กันเลย เหล่าเจ้าภาพทั้งหลายขอสัญญา 💛❤️

สุขสันต์วันครบรอบแต่งงาน 63 ปีสำหรับพ่อแม่ที่เราทั้ง 5 คน (จริงๆ อีกคนบนสวรรค์ด้วย) รักที่สุดในโลกนะคะ

#ฉลองครบรอบแต่งงาน63ปี





#กินอะไรอร่อยก็อยากบอกให้โลกรู้

วันที่สองในโตเกียว สายๆ วันนี้ เพื่อนชาวญี่ปุ่นของเราจะพาไปชมดอกซากุระที่ยังบานรอเราอยู่บางส่วนที่สวน Shinjuku Gyoen แต่...
15/05/2026

วันที่สองในโตเกียว สายๆ วันนี้ เพื่อนชาวญี่ปุ่นของเราจะพาไปชมดอกซากุระที่ยังบานรอเราอยู่บางส่วนที่สวน Shinjuku Gyoen แต่ก่อนจะไปชมซากุระ น้องชายวางแผนพาเราไปกินอาหารเช้ายามสายกันก่อน ต้องบอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตการเดินทางท่องเที่ยวของบ้านเราเลย ที่มีโอกาสกินอาหารเช้าสายๆ เช่นนี้ ตามธรรมดาพ่อชอบกินอาหารเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่งเช้าจะได้ไม่ติดมื้อกลางวันมากเกินไป แต่ร้านอาหารเช้าที่น้องชายอยากพามากินสายวันนี้ เปิดเวลา 9 โมงเช้า

ชื่อร้านว่า Sarabeth’s ตั้งอยู่ภายในห้าง Lumine 2 ในสถานีชินจูกุ เป็นร้านแต่งแบบน้อยแต่งาม ด้านนอกโทนสีขาวน้ำเงิน ด้านในขาวน้ำตาลอ่อนด้วยทาสีขาวเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อน ร้านนี้ไม่มีให้จอง เราต้องมายืนเข้าคิวก่อนเวลาร้านเปิด แล้วโชคดีจัง เราได้โต๊ะตอนร้านเปิดเป๊ะ เค้าตัดคิวหลังเรานิดเดียว ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวต้องรอโต๊ะอีกนานเลย

เมนูอาหารเค้าน่ากินไปหมดทุกสิ่งอย่าง บางรายการเราอยากจะสั่ง เค้าบอกว่าอันนั้นขายเฉพาะมื้อกลางวันกับมื้อเย็น แหม แหม! อยากกลับมากินมื้อกลางวันหรือเย็นอีกครั้งเลย

มาดูอาหารเช้าที่เราสั่งกัน ขอบอกว่าอร่อยมากทุกจาน เริ่มต้นด้วย Lemon and Ricotta Pancakes แพนเค้กเนื้อนุ่มหนึบ มีความมันๆ มีรสเปรี้ยวแทรกเล็กๆ ป้ายเนยเนื้อเบาๆ ราดไซรัป กินเบอร์รี่เคียง ตามด้วยจานโปรดอีกจานของบ้านเรา Fat and Fluffy French Toast เค้าทอดเฟรนช์โทสต์มาได้กำลังดีมาก มีความกรอบที่ผิวนอกนิดๆ ด้านในนุ่ม กินกับเนยและไซรัปดีงามที่สุด

ในส่วนของจานไข่ เราสั่ง Lumberjack Breakfast ที่มีทั้งไข่คน เบคอน แพนเค้ก ผักสลัดครบถ้วนมาในหนึ่งจาน และ Classic Eggs Benedict ไข่ดาวน้ำของเค้าทำออกมาได้กำลังดี มีดกรีดปุ๊บ ไข่แดงยังเยิ้มๆ ฮอลันเดสซอสครีมมี่ๆ มันๆ เปรี้ยวๆ มีตัดรสด้วยแฮมเค็มๆ ที่รองอยู่ และมัฟฟิ่นหนึบๆ ล่างสุด อาหารเช้ารายการสุดท้าย One Great Burger ขนมปังเอร์เกอร์ฟูนุ่ม เนื้อสับฉ่ำ ปรุงรสกำลังดี เฟรนช์ฟรายส์ทอดได้ดีมาก นับว่าเป็นร้านอาหารเช้าที่ประทับใจขนาดที่ว่า อยากกลับมากินมื้อเที่ยง มื้อเย็นของเค้าดูด้วยเลย มาโตเกียวคราวหน้า จะมาอีก

เกือบๆ 11 โมงเช้าก็ถึงเวลาไปชมดอกซากุระกันแล้ว เราเรียกแท็กซี่เอา สะดวกดี เรียกได้จากบนชั้น 2 ของสถานีชินจูกุ

สวน Shinjuku Gyoen National Garden ช่วงนี้ คนเยอะมากๆๆๆๆ มานั่งปูผ้าปิคนิคกันใต้ต้นซากุระแทบจะทุกต้น เวลาถ่ายรูปที ต้องเล็งดีๆ อาจเป็นเพราะสวนนี้เป็นสวนเดียวแถบนี้ที่ยังมีซากุระบานสวยให้ชื่นชม แล้วแถมวันนี้อากาศเป็นใจมาก แสงแดดเจิดจรัส ถ่ายรูปได้สวย (และร้อน) เราเดินถ่ายรูปกันประมาณครึ่งสวนน่าจะได้ เหงื่อตก ต้องไปคาเฟ่ในสวนนั่งกินไอติมเย็นๆ อ้าว!!! มีไอศครีมซากุระซอฟท์เสิร์ฟด้วย เหมาะกับการนำไปเป็นพร็อพถ่ายรูป ดีจังที่ถ่ายเสร็จกินได้อีกต่างหาก อร่อยมากด้วยนะ ถ้าใครมาชมซากุระที่สวนนี้ในปีหน้า แนะนำเลย

จากสวน Shinjuku Gyoen เพื่อนญี่ปุ่นของเราพาไปกินอาหารเที่ยงที่ Tokyu Kabukicho Tower เป็นเหมือนฟู้ดคอร์ท ประดับประดาด้วยโคมขาวแดงสว่างไสวไปทั่ว รวมร้านอาหารสไตล์อิซากายะหรือร้านเหล้าสไตล์ญี่ปุ่นเน้นบรรยากาศครึกครื้น สนุกสนาน มีอาหารแบบจานเล็กๆ หลากหลายไว้แกล้มเหล้า แปลกดี เป็นครั้งแรกที่มานั่งกินอาหารในบรรยากาศแบบนี้

อาหารที่สั่งมากิน มีทั้งราเม็ง อุด้ง สเต๊กเนื้อ ซาชิมิ ซาชิมิเค้าทำแปลกกว่าที่อื่น คือมีการจี่ไฟให้ด้านนอกสุกเล็กน้อยด้วย ส่วนอุด้งที่สั่งถ้วยนึงเป็นอุด้งกับไข่ปลาเมนไทโกะและไข่ดิบ แล้วเค้ายังวางเนยก้อนสี่เหลี่ยมมาด้านบน เวลากินคลุกเคล้ากับตัวเส้นอุด้งและน้ำซุปร้อนๆ แปลกแต่จริง อร่อยมากกกก ไม่มีเลี่ยน และแน่นอนที่สุดมากินแบบอิซากายะ เราต้องสั่งเบียร์ (น้องชายสั่งแบบเหยือกใหญ่เป็นพิเศษ) และเหล้าบ๊วยมาดื่มคลอ เป็นมื้อเที่ยงที่อร่อยมากอีกแล้ว

ยามบ่าย ครอบครัวเราแยกย้ายกันทำกิจกรรมตามอัธยาศัย พ่อกับแม่ เจ้าภาพใหญ่ในการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ ขอพักผ่อนออมแรงที่โรงแรม น้องชายกับหลานสาวไปช้อปปิ้ง ส่วนเรากับน้องสาว น้องเขย เพื่อนชาวญี่ปุ่นพาไปไหว้พระที่ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) มาถึงหน้าศาลเจ้าเมจิปุ๊บ จะเห็นประตูโทริอิ (Torii) ที่เป็นสัญญลักษณ์แบ่งเขตโลกมนุษย์กับโลกแห่งเทพเจ้า ว่ากันว่า เป็นโทริอิที่ทำจากไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

เดินผ่านประตูโทริอิมาก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับป่าขนาดใหญ่สองข้างทางเดินที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเข้าไปยังศาลเจ้า เป็นศาลเจ้าที่ต้องเดินเข้าไปไกลมากกก และร่มรื่นมากกก อ้อ! เราเข้าจากทางด้านหลังศาลเจ้า แทนที่จะเข้าจากด้านหน้า แล้วตอนกลับจะกลับออกทางด้านหน้าที่อยู่ด้านย่านฮาราจูกุอันคึกคักของวัยรุ่น

ศาลเจ้าเมจิแห่งนี้เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีพื้นที่กว่า 7 แสนตารางเมตรเลยทีเดียว สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1920 เพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิและพระจักรพรรดินี เพื่อระลึกถึงคุณความดีของพระองค์ เมื่อเข้ามาถึงอาคารหลักของศาลเจ้า เราก็ต้องแวะล้างมือล้างปากชำระสิ่งสกปรกก่อนจะเข้าไปไหว้ขอพร ในการไหว้ขอพรที่นี่เค้านิยมโยนเหรียญ 5 เยน (เหรียญที่มีรู) หรือเหรียญโกะเอนเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญแห่งความโชคดี ภายในอาคารศาลเจ้ายังมีที่ให้ทำพิธ๊ขอพรต่างๆ อีกด้วย ตอนเราไป ยังเห็นครอบครัวหนึ่งพาลูกน้อยแบเบาะมาให้พระที่ศาลเจ้าทำพิธีให้พร ขอพรเสร็จ เรามีการแวะซื้อเครื่องรางกันสักหน่อย มีให้เลือกหลากหลายพรและหลากหลายความคุ้มครองมาก อาทิเช่น ให้ฝันเป็นจริง เพื่อชัยชนะ ให้เด็กเกิดโดยปลอดภัย ให้ความรักดี ให้เรียนราบรื่น ฯลฯ

ขากลับก็ต้องเดินผ่านสวนป่าอันร่มรื่นสองข้างทางออกไประยะทางพอๆ กับตอนเดินเข้ามาจากด้านหลัง แต่ทางด้านหน้านี้ สองฝั่งก่อนออกจะมีถังสาเกและถังไวน์ตั้งเรียงอยู่ เป็นถังสาเกและถังไวน์ที่ทางบริษัทผู้ผลิตนำมาบูชาพระจักรพรรดิเมจิและพระจักรพรรดินี รวมถึงนำมาถวายศาลเจ้าเมจิช่วงปีใหม่เพื่อขอพรให้ธุรกิจดี

เย็นวันนี้ เพื่อนชาวญี่ปุ่นขอเลี้ยงอาหารเย็นครอบครัวเราอีกครั้ง เพราะพรุ่งนี้เราจะต้องเดินทางต่อไปฮาโกเน่ (Hakone) แล้ว เราเลือกร้านซูชิไว้ที่ห้าง Takashimaya เดินไม่ไกลนักจากโรงแรมที่พักของเรา อยู่ติดกับสถานีชินจูกุ ชือร้าน Tsukiji Tamasushi ร้านนี้ไม่รับจอง เราต้องมานั่งรอคิวโต๊ะด้านหน้าร้าน รอไปคุยกันไป เลือกว่าจะกินอะไรกันไปจากรูปหน้าร้าน ก็ทำให้การรอดูไม่นานเท่าไร

เราเลือกสั่งเซ็ทซูชิ 11 คำ ขอบอกว่าอร่อยทุกคำ กินหมดทุกคำ อิ่มมากกก แล้วยังมีการสั่งซูชิหน้าไข่หอยเม่นเพิ่มอีก 2 คำ สั่งซาชิมิรวมที่สดอร่อยมากกก โอโทโร่แทบละลายในปาก ถั่วเน่าใส่ทูน่าสับและไข่ดิบเสิร์ฟมาพร้อมสาหร่ายแผ่นให้ห่อกินก็อร่อยมากๆ เรา 9 คนน่าจะดื่มสาเกหมดไป 4 จอกใหญ่ๆ มีความสุขกันมากมาย ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่แนะนำได้เลยสำหรับใครที่มาเที่ยวย่านชินจูกุแล้วอยากหาซูชิซาชิมิอร่อยๆ คุณภาพดีกิน

หลังอำลากันที่สถานีชินจูกุ ครอบครัวเราก็เดินกลับโรงแรม พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางไปฮาโกเน่แล้ว ตามแผนคือนั่งรถไฟไปถึงฮาโกเน่แล้วต่อแท็กซี่ไปที่โรงแรมที่พัก แต่บางทีอะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นไปตามแผนเนอะคะ... โปรดติดตามตอนต่อไป เมื่ออะไรๆ ไม่เป็นไปตามแผนค่ะ...

#ทริปลากกระเป๋าก้าวขึ้นรถไฟ
#เที่ยวญี่ปุ่น
#โตเกียว









Address

19/1 Soi Charoenmitr (Ekamai Soi 10) Sukhumvit 63 RD Klongton-Nua Wattana

10110

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Ladprow Soi 12 posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your business to be the top-listed Food & Beverage Service?

Share